Tag Archives: Thailand

วิวที่สวยที่สุด…อยู่บนภูสอยดาว

วิวที่สวยที่สุด…อยู่บนภูสอยดาว
ประสบการณ์เดินเขาครั้งแรกที่ภูสอยดาว ทริปชิวๆ ในหมู่บ้านเนินมะปราง บ้านมุง จ.พิษณุโลก และอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ.สุโขทัย

IMG_8407 cv

หลากหลายทฤษฎีบอกว่า ทำอะไรคนเดียว ยังไงๆ ก็สู้หลายๆ คนไม่ได้ เพราะอย่างน้อย ก็ได้ช่วยเหลือกัน เวลาไปเที่ยวก็เช่นกัน ไปคนเดียวเหงาจะตาย จะไปไหนสำรวจอะไรก็ไม่กล้าไปไกลๆ กลัว ไปหลายคนสนุกดี ไม่เหงา มีคนถ่ายรูปให้ เดินไปไหนก็ไม่ต้องกังวลอะไรมาก อืม มันทั้งถูกและไม่ถูกค่ะ ไม่เถียง และไม่แสดงความคิดเห็นอะไร ขอพูดอย่างเดียวว่า มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียของการไปเที่ยวแต่ละแบบทั้งนั้นแหละ แล้วแต่ความชอบ และวิจารณญาณส่วนบุคคล

ช่วงสองสามปีหลังๆ มานี้ เราเป็นพวกชอบแบกเป้เที่ยวคนเดียวตลอด ก็สนุกดีค่ะ อิสระดี ชิวมาก อยากทำอะไรทำ อยากไปไหนไป รู้สึกว่าพึ่งพาตัวเองได้ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มีความสุขกับอะไรๆ ง่ายๆ แค่เห็นวิวสวยๆ ก็ยิ้มได้แล้ว มีเหงาบ้างเล็กน้อยแต่ยังโอเค ถ้ามีอินเตอร์เน็ตก็ไม่ต้องกังวลอะไร ทักเพื่อนไปเดี๋ยวก็ตอบ พอเริ่มเที่ยวคนเดียวบ่อยขึ้น ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า นีเราอยากไปเที่ยวคนเดียวจริงๆ หรือไม่มีเพื่อนคบกันแน่? (ฮา) เหตุผลจริงๆ อาจเป็นเพราะความสะดวกมากกว่าค่ะ ไม่ต้องมารอว่าใครจะว่างไม่ว่าง ไปคนเดียวเลย ง่ายดี ไม่มีทริปล่ม อีกอย่าง เพราะไปคนเดียวสบายใจดีค่ะ ไม่ต้องทะเลาะกับใคร 🙂

IMG_8144 ed
น้ำตกภูสอยดาว เข้าอุทยานฯมา เจอวิวนี้เลย

การตัดสินใจไปเดินเขาถึงภูสอยดาวนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีค่ะ เพราะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ ท้าทายดี เคยไปเดินง่ายๆ กว่านี้ที่ Sapa แล้วร่างกายไม่พร้อมเลย แย่ไปเลย รอบนี้อยากแก้มือ เห็นเพื่อนที่ไปเดินเขาถ่ายรูปมาอวดเมื่อปลายปีนู้นก็อยากไปบ้าง จัดแจงหมายมั่นปั้นมือว่าถ้าเพื่อนจัดอีกจะไปด้วยให้ได้ แล้วก็สมใจค่ะ อุทยานแห่งชาติประกาศเปิดเส้นทางเดินเขาที่ภูสอยดาว พอดีกับช่วงวันหยุดยาวของเรา ความตื่นเต้นมันมีมากกว่าความรู้สึกอื่นใด ความรู้สึกที่ว่า…

นี่จะเป็นทริปร่วมกับเพื่อนสมาชิกอีก 7 ท่าน ที่ส่วนใหญ่ไม่เคยเจอหน้ามาก่อน นี่จะเป็นทริปที่ต้องฟิตซ้อมร่างกายให้ทนสภาพการเดินเขาทางชันหลายชั่วโมง และนี่จะเป็นการไปเที่ยวแบบไม่ต้องแพลนอะไรทั้งสิ้น… แล้วไงล่ะ

1.ไม่ชอบไปเที่ยวกับจำนวนคนที่เยอะขนาดนี้ค่ะ มันวุ่นวาย มากคนมากความ ตั้งแง่ไว้ก่อนเลย (ฮา) แล้วนี่ก็ไม่ได้รู้จักเค้าอีก
2.ต้องฟิตแค่ไหนล่ะ ไม่เคยเดินเขาแบบนี้เลย
3.มันต้องเตรียมตัวอะไรบ้างล่ะ ไม่ต้องวางแผนอาจจะรู้สึกสบาย แต่มันไม่ใช่วิสัยเรา เราจะรู้สึกกังวล ไม่มั่นใจ เพราะไม่มีข้อมูลใดๆ

ใกล้วันเดินทางแล้ว เราก็เตรียมความพร้อมด้วยการไปฟิตเนสเข้าคอร์ส HIIT ฝึกการเต้นของหัวใจและความแข็งแรงของต้นขา แล้วก็ไปหาซื้อรองเท้าเดินเขามาเรียบร้อย ความกังวลลดลงไปเยอะเลย พร้อมลุยแล้วค่ะ!

เพิ่งรู้ว่าเตรียมตัวมาน้อยไปนิด แต่ก็ดีพอสมควร 🙂

IMG_8052 ed
ภาพน่ารักๆ ในตลาดสด ตอนตีสี่

การเดินทางไปภูสอยดาวนั้นทำได้หลายทาง ตอนแรกกะจะนั่งรถประจำทาง แล้วต่อรถหรือโบกรถไปภูสอยดาว แต่ครั้นเราได้สมาชิกมากันเยอะขนาดนี้ จึงสมควรที่จะเช่ารถตู้ พร้อมคนขับค่ะ สบายหน่อย เราจึงเริ่มทริปด้วยการนั่งรถตู้จากดอนเมืองไปพิษณุโลกกันตั้งแต่ค่ำๆ ฝนฟ้าร้องคำรามมาตลอดทาง กังวลว่าถ้าตกแบบนี้ตอนขึ้นเขาก็ต้องขอคิดอีกที เพราะคงทุลักทุเล ยังไม่พอ ฝนก็ดันมาตกหนักมากตอนที่แวะกินข้าวในปั๊ม จนสมาชิกทุกท่านเปียกปอนกันไปตามๆ กัน เพราะวิ่งขึ้นรถไม่ทัน สงสัยจะปอดบวมก่อนไปถึงที่หมายซะแล้ว เรานั่งหลับๆ ตื่นๆ กับชุดเปียกๆ จนถึงเวลาประมาณตีสี่ พวกเราก็มาถึงอำเภอชาติตระการ ชุมชนเมืองสุดท้ายก่อนเข้าเขตอุทยานฯ ค่ะ เพื่อนๆ สมาชิกจัดแจงซื้อเสบียง วางแผนอาหารการกินมากมาย เราได้แต่ยืนตาปริบๆ (ด้วยความง่วง) ถ่ายรูปไปเรื่อยเพราะไม่รู้ต้องทำอะไรบ้าง รู้อย่างเดียวว่า เออ สบายจัง ไม่ต้องทำอะไร (ฮา)

IMG_8066 ed
ไข่ต้มทรงเครื่อง หนึ่งในเสบียงขึ้นเขา

หกโมงเช้าเราก็มาถึงอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว จ.พิษณุโลก ที่นี่มีอาณาเขตติดกับจ.อุตรดิตถ์ และบริเวณตะเข็บชายแดนประเทศลาวด้วย ก่อนจะเดิน เราต้องมาลงทะเบียนกันค่ะ เพื่อแจ้งว่ามากี่คน จะเช่าเต๊นท์มั้ย ใช้ลูกหาบมั้ย อะไรอย่างงี้ พอใกล้เวลาทำการแปดโมงเช้า คนก็มากันเยอะเลย เพราะเราไปช่วงวันหยุดยาวค่ะ เห็นคนเยอะๆ เค้าดูจริงจังอลังการมากๆ บางคนมีไม้เท้าเดินเขา หรือ gadgets ต่างๆ ทำให้เรา ผู้ซึ่งไม่ได้เตรียมอะไรมามากมายต้องแอบกังวล ตอนชั่งน้ำหนักของให้ลูกหาบ ก็ไม่ได้เตรียมกระเป๋ามา ต้องฝากของในกระเป๋าสมาชิกกันให้วุ่น ตลกดีค่ะ

จากจุดลงทะเบียนไปจนถึงจุดกางเต๊นท์นั้น ห่างไกลเท่าไหร่ไม่ทราบเพราะไม่ได้หาข้อมูลมาเลย ทราบภายหลังว่าเป็นระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ในรีวิวก็บอกว่าเป็นการเดินเขาในระดับง่ายถึงปานกลาง โอ๊ะ ชิวเลยค่ะ (แต่ก็ได้ไม่นาน) ใจพร้อมเต็มที่ ตื่นเต้นเสียอีก เราได้เริ่มเดินตอน 9.10 น. เส้นทางส่วนใหญ่ช่วงแรกประมาณหนึ่งชั่วโมง เป็นการเดินเลียบน้ำตกค่ะ บรรยากาศสดชื่นมาก เหนื่อยเล็กน้อยเพราะทางไม่ชัน เราก็สงสัยว่าทำไมเดินสบายจัง ปากดีพูดออกไปไม่เท่าไหร่ก็มาเจอเนินแรกคือ เนินส่งญาติ หอบแฮ่กๆ กันเลยทีเดียว พอผ่านเนินนี้ไปได้ก็ต้องหยุดพักอยู่หลายนาที จุดนี้แหละที่เราแตกเป็นสองกลุ่ม อาจเป็นเพราะพละกำลังของน้องในกลุ่มเราคนหนึ่ง นางเดินได้อึดมาก เดินนำหน้าไปไกลมาก ทำให้เราและเพื่อนอีกคนต้องฟิตเดินตาม เราทั้งสามจึงกลายเป็นกลุ่มผู้นำไปโดยปริยายค่ะ หลังจากนั้นมาอีกสามชั่วโมงคือเนินขึ้นเขาล้วนๆ -_-

หัวใจที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายนั้นทำงานอย่างหนัก เหมือนมันจะหลุดออกมายังไงยังงั้นล่ะ ต้นขานั้นไม่ต้องพูดถึงค่ะมันชาชินไปนานแล้ว จุดนี้ต้องใช้ใจเดินเท่านั้น ดูเว่อร์ แต่มันจริงนะ เราว่ามันเป็นความมหัศจรรย์ของร่างกายและจิตใจ ถ้าใจเรายังไหว ร่างกายมันก็ไหวนั่นแหละ เราแวะกินข้าวเที่ยงกลางป่ากันอย่างเพลียจัด พบเจอพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางบ้าง พอให้ได้อรรถรส จนท้ายที่สุดเราก็มาถึงเนินสุดท้าย มันมีชื่อว่า เนินมรณะ ได้ฟังครั้งแรกก็ไม่รู้สึกหวั่นเกรงมาก เพราะที่ผ่านมาเกือบๆสามชั่วโมงก็ถือว่าหนักมากพออยู่แล้ว แต่พอเดินสวนกับคนที่เพิ่งลงมา เค้าก็บอกว่า ของจริงอยู่ที่เนินมรณะ! อะไรเนี่ย นี่ยังไม่เจอของโหดอีกเหรอ (ฮา) จะถอดใจก็คงไม่ทันแล้วค่ะ จึงต้องก้มหน้ารับชะตากรรมที่อยู่ข้างหน้า (ฮา)

เนินมรณะเป็นเนินที่ชัดสุดๆ และร้อนสุดๆ เพราะเรากำลังไต่อยู่บนยอดเขาแล้วค่ะ ความเหนื่อยล้าทวีคูณเพราะต้องบวกความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ตั้งฉากตอนกลางวันอีก ร่มไม้ก็ไม่มีให้พัก เฮ้อ สิ่งที่พอปลอบใจเราได้คือ วิวทิวเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา ที่ตั้งตระหง่านด้านหลังเราค่ะ ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งเห็นวิวเขาได้ไกลเท่านั้น มันสวยสะกดตาจริงๆ 🙂

IMG_8242 ed
ป่าสนสุดสวยบนภูสอยดาว

ในที่สุด เราก็มาถึงทางเข้าป่าสนบนภูสอยดาวจนได้ค่ะ (เย่!) แต่ไม่มีใครได้เช็คอินปักธงความสำเร็จในโลกออนไลน์ได้เลย เพราะสัญญาณมือถือหายไปตั้งแต่ก่อนเข้าเขตอุทยานฯแล้ว เรายกนาฬิกาขึ้นมาดู ขณะนี้เป็นเวลา 13.40 น. ทำเวลาไปสี่ชั่วโมงครึ่ง กับระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,633 เมตร

ณ จุดๆ นี้ คือเหนื่อยมากที่สุดในชีวิต แต่ก็ภูมิใจมากพอๆ กัน 🙂

IMG_8254 ed
ดอกหงอนนาค บริเวณจุดกลางเต๊นท์

ณ ช่วงเวลานั้น สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือน้ำอัดลมเย็นๆ หรือน้ำดื่มเย็นๆ สักลิตรนึง ให้ขายขวดละร้อยก็ซื้อ พอรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็อยากโทษตัวเองว่า รู้งี้น่าจะกินตุนมาเยอะๆ (ฮา) เข้าใจคนที่มีอาการเหนื่อย ขาดน้ำอย่างหนักเนื่องจากทำกิจกรรมพวกนี้ หรือเดินหลงทางในป่า ในทะเลทรายก็ได้ เบลอเลย ตาลายไปหมดเลย (ฮา) ให้ฝืนยิ้มถ่ายรูปยังยากเลย

IMG_8299 ed
น้ำตกสายทิพย์ น้ำตกเล็กๆ บนภูสอยดาว

กว่าจะรอให้สมาชิกมาครบทั้งแปด ก็กินเวลาไปร่วมๆ สามชั่วโมงค่ะ ระหว่างนั้น เรากับน้องก็เดินสำรวจจุดกางเต๊นท์ น้ำตกและป่าสนจนหิวข้าว ด้านบนนี้ไม่มีไฟฟ้า น้ำก็ต้องไปรองอาบเอง ต้องทำอาหารกันเอง ก่อไฟเอง ไม่นานเราเตรียมพื้นที่ทำครัวกันอย่างทุลักทุเลแต่สนุก ทุกคนมีหน้าที่กันหมดรวมทั้งเราด้วย ภูมิใจมากที่เราหุงข้าวได้อร่อยพอดี เพราะที่บ้านก็หุงแบบนี้ค่ะ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เสียชื่อที่บ้าน (ฮา) อาหารที่กินก็ไม่ได้วิเศษอะไร แต่มันมีความสุขดีค่ะ รู้สึกเหมือนได้กลับเป็นเด็กเข้าค่ายอีกครั้งหนึ่ง ดึกดื่นเราก็คิดกิจกรรมปาร์ตี้น้ำชากาแฟซองกัน ช่างเข้ากับอากาศประมาณสิบหกองศาขณะนั้นจริงๆ ให้ความรู้สึกฟินก่อนนอนมากเลย ตื่นมาตอนเช้าก็เหมือนกันค่ะ ทำอาหารเบาๆ กันเหมือนเดิมก่อนเตรียมตัวเดินลง เราคุยกันเรื่องทริปเดินเขาครั้งถัดไปอย่างออกรส คาดว่าครั้งหน้าคงต้องจัดกันอีก ถึงคุณหมอจะสั่งห้ามเราไม่ให้เดินลงบันไดและเดินบนพื้นที่ขรุขระ (คงไม่ได้หมายถึงเดินเขา?) เพราะมีอาการเข่าเสื่อม (เศร้า) แต่เราก็ไม่ยี่หร่ะ และไม่เจียมบอดี้ค่ะ   แต่น้องๆ หลายคนไม่ค่อยชอบใจดอยนี้เท่าไหร่เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ ค่าลูกหาบแพง ค่าเช่าเต๊นท์ เช่าเตา เช่าขัน เช่าถัง เช่าไปหมดทุกอย่าง ดีที่มีน้ำกินน้ำใช้ให้ค่ะ วิวด้านบนก็ไม่ว้าวเท่าไหร่ ไม่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้น ไม่ได้เห็นดาวตอนกลางคืนเพราะมาช่วงดวงจันทร์เต็มดวง หมอกก็เยอะอีก ที่คุยกันไปคือไม่มีอะไรดีเลยค่ะ (ฮา) แต่สำหรับเรา เราโอเคนะ เพราะเราไม่ได้คาดหวังอะไร แค่ตัวเองสามารถพิชิตดอยแห่งนี้ได้ก็สุดยอดมากแล้ว แล้วยังมาเจอปาร์ตี้ค่ายลูกเสือกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่น่ารักทุกคนอีก ไม่มีใครงี่เง่าเลย (ฮา) ทุกคนโอเคมาก เป็นกันเอง รู้หน้าที่ตัวเอง ดีงามค่ะ ไม่มีความรู้สึกขัดใจเลย (เยอะนะเรา) แค่นี้ก็สุขใจแล้วค่ะ

IMG_8447 ed
พี่คนนี้แบก 40 กิโลฯ!

ขาลงเราโดนคณะลูกหาบแซงหน้าไป พี่บางคนแบกน้ำหนักกว่าสี่สิบกิโล! บ้าไปแล้ว กลัวพี่เค้าเข่าเสื่อมมากค่ะ แต่เค้าคงทำมานานแล้ว อีกเดี๋ยวก็สวนทางกับพี่ๆ ที่มาซ้อมแข่ง trekking ที่ต่างประเทศ เค้าใช้เวลาขึ้นดอยแค่สองชั่วโมงเองอ่ะ จะฟิตไปไหนเนี่ย ขณะที่เรากำลังเดินลงเนินมรณะ หน้าเราก็ปะทะเข้ากับวิวพาโนราม่าของเทือกเขาภูสอยดาว วิวเดียวกันกับขาขึ้นนี่แหละ แต่ตอนขึ้นมันเหนื่อย เลยพลาดที่จะชื่นชมความงามของมัน คงเทียบได้กับเวลาไปเที่ยวที่สวยๆ แต่จิตใจกำลังขุ่นมัว เลยพลาดอะไรดีๆ ไป แต่ตอนนี้เราจะไม่พลาดมันอีกแล้ว ยิ่งคิดถึงความเหนื่อยยากที่ผ่านมาเมื่อวาน และมิตรภาพดีๆ กิจกรรมสนุกๆ บนดอย ก็ยิ่งเพิ่มพูนความงามให้กับวิวตรงหน้าอีก

วิวที่สวยที่สุด….อยู่ข้างหน้าเรานี่เองค่ะ ที่ภูสอยดาว 🙂

FullSizeRender-2 copyพวกเราใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่งในการลงเขา สงสัยจะไปแข่ง trekking ด้วย ไม่รู้ตัวเองจะรีบลงไปไหน ต้นขาที่ระบมเริ่มออกอาการก้าวไม่ขึ้น สะดุดนู่นนี่ตลอดทาง เกือบหน้าขมำหลายรอบเลยค่ะ ถ้าพลาดนิดเดียวนี่คิดว่าคงต้องเสียโฉม (ฮา) อย่างน้อยก็ฟันแตก (ฮา) ในที่สุดสิ่งที่ใฝ่ฝันไว้ก็เป็นจริง เมื่อเราได้กินน้ำอัดลมเย็นๆ ที่ร้านสวัสดิการอุทยานฯ มันคือที่สุดของที่สุดค่ะ

ไม่เคยคิดว่าแค่น้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องจะทำให้เรามีความสุขได้ขนาดนี้ 🙂

IMG_8700 ed3

เมื่อสมาชิกลงมาครบทุกคนก็ได้เวลาเดินทางต่อค่ะ จุดหมายปลายทางถัดไปอยู่ที่ อ.เนินมะปราง ซึ่งยังอยู่ใน จ.พิษณุโลก เป็นหมู่บ้านนึงที่อยู่บนเขาซึ่งเป็นเทือกเขาเดียวกับเขาค้อนี่แหละ มองจากแผนที่ก็ยังเดาไม่ออกว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร เมื่อพวกเราไปถึงบ้านสวนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่เป็นที่พักของเราคืนนี้ สิ่งแรกที่ทำให้เราตะลึงคือระเบียงที่พักค่ะ มันคือวิวระดับห้าดาวดีๆ นี่เอง เห็นท้องนาสลับสีเขียวอ่อนเขียวเข้ม เห็นภูเขาโอบล้อม เห็นดวงอาทิตย์ตก เห็นท้องฟ้าสีส้มอำพัน สวยมาก เรายืนถ่ายรูปอยู่อย่างนั้นจนท้องฟ้ามืด พอหมดความสนใจในวิวแล้ว ความรู้สึกถัดมาคือเสียดาย เสียดายที่พวกเราน่าจะเตรียมของมาปาร์ตี้กันมากกว่านี้ เพราะที่พักเรามีอุปกรณ์ทุกอย่างที่สามารถรังสรรค์ปาร์ตี้ขนาดย่อมได้เลยค่ะ พร้อมมาก ทั้งลังน้ำแข็ง เตาอั้งโล่ จานชามช้อนส้อม ตู้เย็น ตะแกรงย่างอะไรก็มี มีความคิดว่ารู้งี้ๆ ตลอดเวลา แต่ถ้าจะปาร์ตี้กันจริงๆ ให้มากับเพื่อนอีกกลุ่มนึงน่าจะดีกว่าค่ะ เพราะเราจะกล้ารั่วต่อหน้าเพื่อนสนิท เท่านั้น! 😛

IMG_8522 ed
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่เนินมะปราง

ความเสียดายอีกอย่างคืออดดูดาวบนดาดฟ้าค่ะ บ้านสวนแห่งนี้ถูกสร้างแบบง่ายๆ ตามใจและตามสไตล์ชีวิตลุงป้ามีตัง เห็นจากระเบียงที่สามารถชมวิวแบบระดับ HD แล้ว ดาดฟ้าด้านบนยังเทพกว่านั้นค่ะ เพราะคุณสามารถเห็นวิวได้มากกว่าเดิมอีก ลมก็โกรกเย็นสบาย มีปลั๊กให้ชาร์ตไฟอีกต่างหาก เข้าใจวัยรุ่นติดโทรศัพท์มากๆ ค่ะ แต่มันกลับเป็นคืนเดือนหงาย พระจันทร์สว่างสุดๆ ทำให้เราต้องพับกิจกรรมดูดาวกลางดึกไปโดยปริยาย โดนแบบนี้ยังไม่หนำใจค่ะ พวกเราปูที่นอนแล้วนอนเรียงกันบนพื้น เสียใจที่เลือกที่ผิด ไปปูที่นอนผ่านทางมดอีก เห้อ โดนมดกัดทั้งคืนค่ะ ทรมานจริงๆ 😦

IMG_8675 ed
จุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ในเนินมะปราง

เช้าถัดมาเราแวะจุดชมวิว อ.เนินมะปรางอีกครั้ง ก่อนเดินทางไปอ.บ้านมุงค่ะ ซึ่งอยู่ไม่ห่างกัน ความโดดเด่นคือวิวบนเขา ที่สามารถมองได้ชัดกว่าที่พักของพวกเรา และกิมมิกชิงช้าบนต้นไม้ใหญ่ พวกเราถ่ายรูปกันสนุกสนานทีเดียว ไม่นานเราก็ไปตามหาโลเคชั่นชิคๆ ที่อ.บ้านมุง เค้าบอกว่ามันเป็นวิวภูเขาหินปูนอายุ 300 ปีค่ะ พอไปถึงจุดหมายเรากลับไม่สามารถหาจุดปักหมุดได้ ลองไปดูในวัดบ้านมุง เดินสำรวจ และขับรถสำรวจกลุ่มเขาหินปูนดังกล่าว มันมีความสวยงามดีค่ะ แต่คงต้องใช้เวลาสำรวจมากกว่านี้ ถึงจะเจอโลเคชั่นที่ถ่ายรูปสวย เช่น ภูเขาหินปูนตั้งตระหง่านท่ามกลางทุ่งข้าว อะไรประมาณนั้นอ่ะค่ะ เราก็ดันไปช่วงที่เค้าเกี่ยวข้าวกันแล้ว เปลี่ยนมาปลูกข้าวโพดแทน ซึ่งไม่สวยเท่าใด (หรือหาจุดนั้นไม่เจอกันแน่?) หรือใช้โดรนบินถ่ายรูปวัดบ้านมุงที่ถูกรายล้อมไปด้วยภูเขาหินปูน เห็นรูปตัวอย่างแล้วค่ะ สวยใช้ได้เลย แต่เนื่องจากเรามองได้แค่ในระดับสายตาปกติ ความสวยที่ว่านั้นมันใหญ่เกินไปค่ะ เรามองไม่เห็น สุดท้ายคณะของเราจึงต้องล่าถอยและไปเที่ยวจุดอื่นต่อ นั่นก็คือ จ.สุโขทัย

IMG_8731 ed2
บ้านมุง เอาจริงๆ เหมือนภูเขาหินปูนที่กระบี่?

จริงๆ แล้ววันนี้เป็นวันฟรีค่ะ ยังไม่ได้แพลนว่าจะไปไหนจริงๆ แค่คุยกันคร่าวๆ ว่าจะไปภูหินร่องกล้า ภูทับเบิก วัดผาซ่อนแก้ว (เพราะเราเองยังไม่เคยไป) แต่ในขณะที่รถกำลังมุ่งหน้าไปยังเส้นทางดังกล่าว น้องคนนึงเกิดเช็คเฟสบุ๊คขึ้นมาค่ะ เจอเพื่อนอีกคนกำลังบ่นเรื่องรถติดที่วัดผาซ่อนแก้ว เท่านั้นแหละเราเลยเลี้ยวหัวกลับทันที ไปสุโขทัยเฉยเลย แต่ดวงคนมันจะมีเรื่องมันก็มีจนได้ค่ะ ขับรถมาสักพัก อ่าว แอร์ดับซะงั้น ร้อนค่ะ อุณหภูมิตอนเที่ยงๆ กับรถตู้ไม่มีแอร์ เอ่อ… ไม่บรรยายก็คงเข้าใจ เราฝืนทนมาถึงสุโขทัยด้วยสภาพร่อแร่ เจอแสงแดดจัดๆ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเข้าไปอีก ในใจนั้นอยากถอนตัวเต็มที อยากหาร้านกาแฟนั่งกินชิวๆ แต่ต้องล้มเลิกความคิดลง เพราะเรามาเป็นกลุ่ม ปลีกไปคนเดียวได้ไง ท้ายที่สุดเราตัดสินใจเหมารถรางชมเมืองเก่ากันเลยค่ะ ขอนั่งรถให้ลมโกรกสักนิด ขอหลังคารถให้หลบแดดนักหน่อย ก็ยังดี

IMG_8871 ed5

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่เราได้มาเยือนโบราณสถานแห่งนี้ ความสวยงามนั้นยังคงตราตรึง แต่ความประทับใจต้องยกให้ครั้งแรกที่เห็นมากกว่า ความรู้สึกเหมือนตอนไปอยุธยาครั้งแรก ได้เห็นโบราณสถานก็ทำให้เราย้อนรำลึกไปถึงอดีตอันเฟื่องฟู มันน่าอัศจรรย์ค่ะที่คนสมัยก่อน สามารถสร้างอะไรใหญ่โตได้ขนาดนี้ แต่ถ้าให้เทียบความอลังการ คงต้องยกให้นครวัด นครธม ที่เขมรมากกว่าค่ะ อันนั้นมันปังกว่า ของเราก็สวยค่ะ แต่สวยแบบเรียบง่าย แบบพอเพียง สวยแบบไทย 🙂

IMG_8787 ed
ความร่มรื่นในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

พอนั่งรถรางได้สักพักจึงทราบว่า พื้นที่บริเวณโดยรอบนั้นไม่ได้ร้อนเลยค่ะ ต้นไม้เต็มไปหมด ฝรั่งปั่นจักรยานกันขวักไขว่ ได้รับการบรรยายจากเจ้าหน้าที่รถราง เลยทราบว่า ต้นไม้นี้เป็นของดั้งเดิมมาแต่แรก จำภาษาพูดเค้าไม่ได้ แต่หมายถึงว่า ใครที่ปลูก คนนั้นก็จะมีสิทธิในดอกผลของต้นนั้นๆ concept น่ารักดีค่ะ เวลาเราไปเที่ยวแบบรู้ข้อมูลนี้ดีนะคะ จะมีความสนุกเข้าไปอีกสามระดับ เพราะมันอินกับสิ่งที่เห็น ปกติไม่ค่อยจ้างไกด์อยู่แล้วเพราะงก (ฮา) หรืออ่านข้อมูลอะไรไปล่วงหน้าเพราะขี้เกียจ แค่วางแผนเรื่องสถานที่และไปถ่ายรูปที่สวยๆ ก็เหนื่อยแล้ว แต่ครั้งหน้าคงต้องขยันแล้วค่ะ เพื่อทริปที่ได้ทั้งภาพสวย จ่ายประหยัด และเข้าถึงบรรยากาศแบบ full HD 😀

เย็นวันนั้นเราก็กลับพิษณุโลกแล้วแวบไปวัดใหญ่ หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชที่งดงาม ไปไหว้กี่ครั้งก็ชอบค่ะ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ข้างนอกกำลังเวียนเทียนกันอยู่ เสียงดัง วุ่นวาย แต่เข้ามาในวิหารแล้วมันสงบ มองพระพักตร์พระพุทธรูปแล้วรู้สึกดี สบายใจ และเป็นสุขใจ เราจึงขอพรให้การเดินทางนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น ค่ำนั้นรถตู้ของพวกเราก็วิ่งยาวมาถึงดอนเมืองเลยค่ะ ถึงประมาณตีสาม แล้วนั่งรอไฟลท์ช่วงเช้าหกโมงเพื่อกลับบ้าน

IMG_8822 ed
ดอกบัวกับวัดเป็นของคู่กัน 🙂

ทริปนี้จบลงค่ะ ทิ้งไว้เพียงประสบการณ์ ความสนุก มิตรภาพกับพี่น้องสมาชิก skill การดำรงชีวิตในป่า ความรู้สึกภูมิใจในการขึ้นดอย รวมถึง ความเหนื่อยล้าของต้นขา (การลงบันไดเป็นเรื่องยากมากๆ) ตาหมองคล้ำและร่องรอยลึกใต้ดวงตาจากการนอนไม่พอ รอยมดกัด และน้ำหนักเท่าเดิมอีก 😦 (ทั้งๆ ที่ควรจะลงเพราะเหนื่อยมาก)

เราใช้จ่ายไปเพียงคนละ 2400 บาท กับทริปหฤโหด 4 วัน 4 คืน นี้ ถือว่าคุ้มค่าทีเดียวค่ะ ชักจะติดใจกับการแบกเป้ขึ้นดอยเข้าบ้างแล้ว มันโหดดีค่ะ ท้าทายทั้งใจและร่างกายของตัวเองได้เป็นอย่างดี ได้ฝึกสมาธิ จิตใจไม่วอกแวก เพราะเราอาจเดินสะดุดได้ มีสติในทุกย่างก้าว รู้และกำหนดลมหายใจ แล้วพยายามหายใจลึกๆ เอาอ๊อกซิเจนเข้าไปให้มากที่สุด แล้วก็ต้องให้กำลังใจตัวเองตลอดเวลาว่า เราทำได้ ก้าวต่อไป อย่าหยุดๆ มันเป็นการแข่งกับตัวเองชัดๆ สนุกดีค่ะ 😀

อย่างเดียวที่ขอติคือ เวลานอนมันน้อยไปหน่อยค่ะ สองคืนที่นอนในรถและอีกหนึ่งคืนที่โดนมดกัด เอ่อ.. มีเพียงคืนเดียวตอนอยู่บนดอยที่นอนหลับสนิท อาจเป็นเพราะเหนื่อยสุดๆ อากาศก็กำลังดี และเตรียมเครื่องนอนมาดีอีกต่างหาก นอกนั้นจะทรมานตัวเองไปหน่อย ผิวหน้าเหมือนแก่ไปอีก 1 ปี ต้องกลับมาพักฟื้นยาวๆ พร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยออกไปท่องโลกกันอีกนะ 🙂

Advertisements

Drive Away From Home…

การขับรถเป็นสิ่งที่ชอบเพราะเราได้มองวิวทิวทัศน์ที่แปลกตา ไม่ได้มองอะไรเดิมๆ เลย ยิ่งขับไปวิวก็ยิ่งแตกต่างค่ะ แต่พอต้องขับมากขึ้นเรื่อยๆ ก็แอบรู้สึกเหนื่อย (ฮา) นี่แหละ ทำอะไรไม่พอดี
—–
เราไม่ได้พูดถึงการขับรถจากหาดใหญ่ไปกรุงเทพฯนะคะ แต่เป้าหมายเราคือ จังหวัดลำปาง เจ้าา…
—–
—-
แพลนนี้เกิดขึ้นจริงจังก่อนไปเพียง 1 วันค่ะ เราพูดกันทีเล่นทีจริงว่าจะไปลำปาง เปรยกับที่บ้านลอยๆ แล้วก็เอารถไปเช็ค ก่อนกลับบ้านขอแวบไปคุยกับเพื่อนร่วมเดินทางตอน 1 ทุ่มตรง อยากมั่นใจว่าพรุ่งนี้จะไปจริงๆ เมื่อแผนการเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง วางใจ แล้วจึงกลับบ้านไปจัดกระเป๋า เออ เอาเข้าไป
—-
ต่างคนต่างอยากไปลำปาง… เอ๊ะเมืองนี้มันมีอะไรที่ทำให้ผู้หญิงสองนางหาญกล้า ขับรถกระบะเกียร์กระปุกห่างบ้านไกลถึง 1700 กิโลเมตร
—-
เรื่องนี้มีที่มาที่ไปค่ะ
—-
ย้อนกลับไปเมื่อประมาน 7 ปีที่แล้ว เรายังเป็นวัยรุ่นทั่วไปที่ชอบขัดใจแม่ ชอบการเดินทางห่างบ้านแบบไม่กลัวอะไร แผนการขับรถไปเชียงใหม่แบบค่ำไหนนอนนั่นเกิดขึ้นเพราะอะไรนั้นจำรายละเอียดไม่ได้แล้วค่ะ แต่สำหรับเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ แล้วนั้น ดูจะค่อนข้างเสี่ยงภัยและบ้าเอาการ พ่อแม่อนุญาตนิถือว่าใจกว้าง อยากให้ลูกเรียนรู้โลกใบนี้เหมือนสังคมฝรั่ง สมัยนั้นยังไม่มีบินตรงหาดใหญ่-เชียงใหม่ค่ะ เด็กจบใหม่อย่างเราคงรู้สึกว่าเป็นสิ่งท้าทายที่ได้ทำก่อนจะเริ่มทำงานในความเป็นจริง ทริปนั้นจบลงอย่างปลอดภัยและน่าประทับใจ สิ่งที่เราชอบมากที่สุดคือการได้แวะผ่านเมืองลำปางโดยบังเอิญ เมืองนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์และเซรามิกส่งออกคุณภาพดี สรุปคือเราอยากไปลำปางเพื่อซื้อเซรามิกค่ะ! (ฮา)
—-
เราร่วมทริปกันอีกครั้งหนึ่ง…
7 ปีผ่านไป ต่างคนก็ต่างมีชีวิตที่แตกต่างกันออกไป มีเพื่อนใหม่ มีสถานที่ใหม่ มีความทรงจำใหม่ๆ แต่ตอนนี้เหมือนเรากำลังนั่ง time machine ย้อนอดีตเลยค่ะ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกแต่สนุกดีนะ เหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง
—-
ไม่ได้จะดราม่าอะไรค่ะ (ฮา) แค่จะเท้าความ ตามแพลน เราแวะ 1 คืนที่ หัวหิน 2 คืนที่ลำปาง ก่อนจะกลับมาเมืองกรุงอีก 1-2 คืน แล้วกลับหาดใหญ่
ลมหวล3
ข้าวมันไก่ลมหวล ณ หัวหิน
หัวหินเป็นเมืองที่คึกคักน่าแวะเวียน เมื่อก่อนไม่นึกว่าเมืองนี้จะมีอะไร แต่พอได้มีโอกาสมาเที่ยวนานๆ ก็จะพบว่าเมืองนี้น่ารักดี ไม่ใช่แค่เมืองตากอากาศของคนกรุงที่มาทานข้าว จิบกาแฟดูวิวทะเลหรือพักโรงแรมหรูๆ ความดั้งเดิมก็ยังมีให้สัมผัสค่ะ แม้ว่าความศิวิไลซ์จะเข้ามาแทรกแซงมากกว่าก็เถอะ ส่วนตัวชอบไปวันศุกร์หรือเสาร์แล้วไปเดิน cicada market ตลาด handmade ของดี ไม่ซ้ำใคร ดึกหน่อยก็ไปดูวงพี่แป้ง ปล้ำแรง ก่อนกลับมานอนโรงแรมราคาประหยัด (ฮา) เช้ามาไปทานอาหารเช้าที่ The Baguette ชอบชีสเค้กที่เบสิคแต่อร่อย จากนั้นก็จะเดินทางต่อ ครั้งนี้เราไปลองร้านดั้งเดิมแทนค่ะ ข้าวมันไก่ลมหวล อยู่ใกล้กับร้านแจ๊กเปียะชื่อดังไม่กี่บล็อก รสชาติไม่เลวดูจากปริมาณคนที่มารอทานได้เลย
ไก่ย่างท่าพระ4
ไก่ย่างท่าพระ ณ ชัยนาท
เที่ยงๆ เรามาอยู่บริเวณภาคกลาง ตรงนี้เราจะไม่ค่อยชินเพราะแต่ละจังหวัดมันติดกันเหลือเกินค่ะ ไม่เหมือนภาคใต้บ้านเรากว่าจะข้ามแต่ละจังหวัดโดยเฉพาะระหว่างประจวบฯกับชุมพรใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ครั้งที่แล้วเราแวะทานข้าวเที่ยงที่ชัยนาท มันคือไก่ย่างแห้งๆ ที่อร่อยมาก ครั้งนี้เราก็หวังว่าร้านนั้นมันยังคงอยู่ ไม่น่าเชื่อค่ะ ร้านนี้ยังอยู่ดีแม้จะดูโทรมๆ ไปบ้าง มันคือไก่ย่างท่าพระ!! เพิ่งทราบว่าจริงๆ แล้วร้านดั้งเดิมเค้าอยู่ขอนแก่นแหนะ ถ่ายรูปปักหมุดเรียบร้อยแล้วเราก็ไปต่อ 🙂
IMG_8944
โมจิจันทร์สุวรรณ ณ นครสวรรค์
ผ่านนครสวรรค์ก็ต้องซื้อโมจิสินะ ร้านนี้เพื่อนแนะนำมาค่ะ โมจิจันทร์สุวรรณ เค้าว่าถ้าได้กินสมัยที่ยังขายหน้ารั้วโรงเรียนได้จะดีมาก เอ่อ แล้วจะให้กินยังไงล่ะ ที่ขายอยู่ตอนนี้ก็อร่อยดีนะ เราซื้อไส้รวมทานไปให้คะแนนแต่ละไส้ไป สนุกดีนะ ส่วนตัวชอบไส้แห้วกับถั่วไข่เค็มค่ะ หลังจากนั้นก็ไม่ได้แวะอะไรเป็นพิเศษ แค่แวะแต่ละปั๊มแล้วซื้อของกินประจำจังหวัดนู้นนี้ก็แทบจะไม่เหลือที่ให้อาหารเย็นแล้วมั้งคะ
จิม
Long Jim New York Pizza ณ ลำปาง
ถึงลำปางแล้วค่ะ คุณเพื่อนก็แนะนำร้าน ลุงจิม พิซซ่านิวยอร์คฮิปๆ บริเวณถนนคนเดินกองต้า จะบอกว่าดีงามมากค่ะ เราสั่งเต็มโต๊ะด้วยความอยากไม่ใช่ด้วยความหิว pizza hunter อย่างชั้นบอกเลยว่าพิซซ่าอร่อยดีค่ะ แป้งกรอบนอกนุ่มในกำลังดีแต่หนาไปหน่อย ทำให้อิ่มเร็ว นี่คงเป็นความแตกต่างระหว่างพิซซ่าอิตาเลี่ยนและพิซซ่านิวยอร์คกระมัง 🙂 เริ่มดึกก็ได้เวลาเดินย่อยที่ตลาดคนเดิน ของขายราคาย่อมเยามาก คนก็ไม่แน่นเหมือนเชียงใหม่ รู้สึกดีค่ะ แต่อีกมุมนึงอาจเป็นเพราะอากาศไม่เย็น ไม่ใช่ช่วงท่องเที่ยวก็ได้ เราอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นกันเล็กน้อย รวมทั้งเสื้อม่อฮ่อมท้องถิ่นมาใส่เดินเล่นในวันรุ่งขึ้น
รถไฟ2
ก๋วยจั๊บ เต้าหู้แปะก๊วย และ bouquet ดอกมะลิ มันคือความดีงาม^^
น้ำชา
ร้านกาแฟศรีวิไลในตลาดริมทางรถไฟ คนที่นี่น่ารักค่ะ 🙂

วันนี้เราจะไปตามล่าหาเซรามิกกันทั้งวัน จึงต้องเติมพลังกันก่อนกับก้วยจั๊บ และน้ำเต้าหูเปะก๊วยหน้าสถานีรถไฟ เป็น a must ที่ห้ามพลาดเลยค่ะ อยากให้ลองหมูสามชั้นพะโล้ในก้วยจั๊บ อร่อยสุดๆ แล้วเราก็เดินเล่นในตลาดเช้าแถวๆ สถานีรถไฟ ได้เห็นความดั้งเดิมที่นี่ทั้งของกินของใช้ ที่ยังคงเสน่ห์ของมัน ชอบมาลัยดอกมะลิและ bouquet ดอกมะลิ น่ารักมาก ชอบร้านน้ำชาโบราณในตลาด ชอบร้านขายข้าวเหนียวห่อใบบัวข้างๆ ร้านหมูเส้นทอดและไก่ทอด ชอบร้านคุณยายขายข้าวเหนียวมูลหน้าต่างๆ ชอบร้านขายกาแฟและเครื่องดื่มซอง เออแปลกดี ชอบร้านโชว์ห่วยเล็กๆ ขายของขนาดเล็ก เหมือนเซเว่นในตลาดสด ที่สำคัญชอบร้านข้าวเหนียวปลาทอด มีทั้งปลาสลิด ปลาช่อนของโปรด ฯลฯ ทานคู่กับข้าวเหนียวขาว ผสม หรือข้าวเหนียวดำ อร่อยมาก หลายอย่างในตลาดรู้สึกเลยว่ายังเป็นเหมือนเดิม นั่นเพราะคนที่นี่เค้ารักที่จะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ ชอบค่ะ

IMG_9039
ศิลปะบนชามไก่
การเดินเล่นในหมู่บ้านที่ทำเซรามิกนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะมันมีเยอะมากค่ะ ถ้าจะดูให้ครบนั้นต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ๆ แต่ละโซนก็จะทำสินค้าแต่ละชนิด อยู่ๆ ก็หลงไปเจอโรงงานทำแก้วเซรามิค เค้าใจดีให้ดูวิธีการตั้งแต่ต้นจนจบด้วยค่ะ น่าทึ่งทีเดียว ก่อนจะไปช้อปปิ้งที่ outlet ของโรงงานเซรามิกส่งออกตลอดช่วงบ่าย เราก็แวะไปทานข้าวซอยในตำนาน ร้านโอมา เสียดายที่ครั้งที่แล้วมากินอร่อยกว่านี้ค่ะ แต่ขนมปังหน้าหมู หมูสะเต๊ะ และข้าวซอยรสชาติก็ยังโอเคอยู่ 🙂
อร่อยบาทเดียว4
ถูกและดี ณ ร้านอร่อยบาทเดียว ลำปาง
หลังจากเสร็จจากภารกิจเซรามิก เย็นวันนั้นเรากลับไปที่ตลาดกองต้าเพื่อทานร้านข้าวต้มบาทเดียว อันนี้ประทับใจอีกแล้วค่ะ เพราะอาหารเสิร์ฟเร็ว ราคาถูก รสชาติอร่อยอีก เหมาะกับคนงบน้อยอย่างชั้น (ฮา) ก่อนกลับโรงแรมเราแวบไปเดินตลาดอัศวิน กินอะไรเล็กน้อยตามประสาคนต่างถิ่น ยังสังสัยว่านี่เรามาทัวร์กินหรืออย่างไรเนี่ย เอาว่าเป็นการแนะนำร้านกินที่ลำปางแล้วกันนะคะ สุดท้ายขอฝากร้านกาแฟโกตี้ก่อนกลับอีกร้านหนึ่ง กาแฟดีค่ะ เค้ามีเมนูพิเศษเฉพาะทางร้านด้วย บรรยากาศก็ดีมีต้นไม้และบ่อปลาคาร์ฟ จากที่รีบๆ ก็เกิดอยากนั่งชิวซะงั้น
FullSizeRender 6
ร้าน handmade ceramic “Clay Shop” แบบชิคๆ คูลๆ ณ ลำปาง
ก่อนเดินทางกลับเราก็กลับไปที่เดิมๆ อีกครั้ง เพราะติดใจในบรรยากาศเมืองนี้ ชอบอารมณ์ของเมืองที่ดูเรียบง่าย ผังเมือง ตึกรามบ้านช่องสวยดี ความเจริญและความเป็นตะวันตกยังน้อย แตกต่างจากเชียงใหม่ทั้งที่ห่างกันเพียง 1 ชั่วโมง ผู้คนก็น่ารัก ใจดี พูดคุยเป็นกันเอง ช่วยเหลือกัน ถ้ามีโอกาสคงได้กลับมาเยือนอีกนะ
FullSizeRender 4
ยามเย็นที่ริมแม่น้ำวัง ณ ลำปาง

ความพยายามไปเกาะพยาม แล้วพบว่าเราพยายามเกินไป…

มัวแต่วุ่นๆ ก็เลยไม่ได้เล่าเรื่องทริปที่ไปมาเมื่อต้นเดือนที่แล้วค่ะ

ตอนนั้นเราวางแผนกันกับเพื่อนๆ จะไปภูเก็ตและเกาะพยาม 5 วัน 4 คืน ไปกัน 4 คน คิดว่าน่าจะสนุกดี เตรียมกิจกรรมอะไรไปเรียบร้อยค่ะ เพื่อนก็อุตส่าห์หยุดงานวางแผนกันเป็นดิบดี จองห้องพักไปเรียบร้อยค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่เราพลาดเลยคือ เรายังไม่ได้หาข้อมูลเกาะพยามค่ะ เพราะได้ยินจากรีวิวมาเยอะมากๆ เลยคิดไปเองว่าคงจะสวยมากๆตามที่ร่ำลือในโลกออนไลน์… IMG_1964

เราเริ่มเดินทางไปกับเพื่อนอีกคนก่อนค่ะ เรื่อยๆ กินข้าวเช้าที่ร้านดั้งเดิมในตรัง แล้วต่อด้วยท่าปอมคลองสองน้ำที่ชอบมากๆที่กระบี่ ก่อนจุดหมายวันนี้จะหยุดที่ภูเก็ต ประทับใจความ hip และความ chill ของเกาะแห่งนี้มากๆ กลับมาทีไรก็ชอบ ยิ่งมีตังเยอะๆก็คงจะชอบกว่านี้ (ฮาๆ) เพราะมีแต่ร้านน่านั่งทั้งนั้นเลย ขอแนะนำนะคะ Belgium Beer Cafe’ อยู่ตรงหน้าหาดป่าตองเลยค่ะ วิวตอนเย็นๆชิวมาก นั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน ฟังเสียงเพลงจากนักร้องฟิลิปปินส์ เพราะมากๆ แม้ว่าอาหารจะแอบแพงบางเมนู แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายค่ะ แนะนำให้สั่งคือ Seafood Salad ค่ะ จำชื่อเมนูแม่นๆไม่ได้นะแต่ประมาณนี้แหละ แถมจิบเบียร์เย็นๆอีกนะ คือโครตดีอ่ะ XD วันนั้น Happy จริงๆนะ

พอถัดมาอีกวันเราก็เที่ยวเล่นในเมืองตามประสาแล้วก็รอเพื่อนมาสมทบอีกสองคน แต่….แต่…นางไม่มาค่ะ -_- ด้วยความเป็นหญิงแกร่งอย่างเรา เอาวะ ไหนๆก็มาแล้ว ระนองมันไกลก็มาตั้งครึ่งทางแล้วคงไม่อยากกลับ คืนก่อนที่เราจะไประนองก็พักที่ภูเก็ตอีกคืนค่ะ ต้องยกเครดิตให้เพื่อนดิชั้นเลยค่ะ คุณเทอหาที่พักได้เก๋มากๆ แนะนำอีกแล้วค่ะ The Memory at On On หรือ โรงแรมออนออน ถนนพังงาค่ะ อยู่ในตัวเมืองเลยตรงข้ามกับธนาคารกสิกรที่ renovate เป็นตึกสไตล์ Chino-Portuguese กลางคืนนี้สวยงามจริงๆ แข่งกันทั้งโรงแรมและธนาคาร โรงแรมนี้เป็นโรงแรมเก่าแต่มาตกแต่งใหม่ ให้เก่าแบบเก๋ๆ สวยจริงๆค่ะ ได้รูป profile มาหลายรูปเลยทีเดียว (ฮาๆ) ราคาก็ไม่แพงค่ะ ถ้ามาครั้งหน้าไม่พลาดต้องพักที่นี่อีกแน่นอน..

IMG_1987

เช้าวันถัดมาเราก็บึ่งไประนองค่ะ ใช้เวลานานเหลือเกินแต่ก็ขับเร็วพอตัวค่ะ ก็เลยไปถึงเป้าหมายตามคาด แม้ว่า GPS จะเกือบพาไปไหนแล้วก็ไม่รู้ค่ะ ในที่สุดเราก็มาถึงท่าเรือ แล้วก็นั้ง Speed boat ไปที่เกาะพยามเลยค่ะ ใช้เวลาเท่าไหร่จำไม่ได้แฮะ แต่ไม่ได้นานมากนะ ในที่สุดเราก็มาถึงเกาะพยามค่ะ

อย่างที่ทราบกัน (ไม่ทราบว่าทราบหรือเปล่า) ว่าเกาะนี้มีที่มาจากความพยายามที่จะมาถึงค่ะ เรียกไปเรียกมาจึงกร่อนเหลือเป็นเกาะพยาม แวบแรกคิดในใจเลยว่าจะพยายามมาทำไม? ทำไมไม่เหมือนในรูป? เอ๊ะยังไง? งงไปหมด มันก็เป็นเกาะธรรมดาๆเกาะนึงค่ะที่ไม่ได้ใหญ่มาก น้ำไม่สวย ทรายไม่สวย ใช้รถมอไซค์เป็นพาหนะ ได้ความว่าเราควรเช่ารถมอไซค์นี่แหละขับ เพราะมาอยู่ตั้งสองคืนแหนะ เช่ารถจะคุ้มกว่า

จากการประเมินรอบแรกก็ถือว่าตกค่ะ แต่ก็มองว่า เอ๊ะ ที่พักคงชิวแหละ เพราะอยู่ใกล้หาด เป็นกระท่อมด้วย ลมคงโกรกสบายเหมือนที่เคยไปที่เกาะหมาก จังหวัดตราด ดิชั้นจึงหวังพึ่งข้างหน้า…ว่าแล้วเราก็บิดมอไซค์คันเล็กๆพาร่างและกระเป๋าใหญ่ๆ กระเตงไปค่ะ เป็นภาพที่น่าเวทนามากๆ (ฮาๆ) แล้วไม่พอค่ะดิชั้นเอาโน้ตบุ้กมาทำงานด้วย เอามาเพื่ออะไรคะ? หนักค่ะ! อ้ะไม่เป็นไรยังดีที่เพื่อนเราขับมอไซค์เก่ง ทางบนเกาะเป็นคอนกรีตแคบๆ สถาพแย่บ้างดีบ้าง แต่เล่นเอาเจ็บก้นใช้ได้เลย ต่อให้ขับเก่งก็เถอะ รถก็กระแทกเนินบ้าง ลงหลุมบ้าง สงสารรถมากๆ แต่ช่างมันค่ะ สงสารตัวเองมากกว่า ทำไมผ่านมาสิบนาทีแล้วยังไม่ถึงที่พัก?

เมื่อความอดทนใกล้ถึงขึดสุด เราก็มาถึงที่พักค่ะ..แฮ่…แต่…ทะเลอยู่ไหน? มองไปรอบๆมีแต่ป่าค่ะ ป่ามะม่วงหิมพานต์…..อืม ข่มอารมณ์ไว้ค่ะ โอเคเช็คอินเรียบร้อยค่ะห้องพักเป็นกระท่อมพัดลมเล็กๆน่ารัก โมเดิร์นดีค่ะ ชอบห้องน้ำสุดๆ เป็นแบบ Open air อ่าา ขออาบน้ำตากพัดลมนอนแล้วกัน เหนื่อยมากแล้ว แต่…แต่…ไม่มีไฟ!!!…… อย่าหวังว่าลมจะโกรกค่ะ เพราะไม่ติดทะเล… -_- เอ่อ..

สรุปคือที่นี่ไม่มีไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ เปิดแค่บางเวลา สัญญาณมือถือก็ติดๆดับๆ ตั้งห่างจากท่าเรือร่วมๆ 5 กิโล หรืออีกฟากนึงของเกาะค่ะ (อ่าวใหญ่) เราจึงต้องเปลี่ยนแผนค่ะ ขอไปขี่มอไซค์รอบๆเกาะแล้วค่อยกลับมาเย็นๆมาพักผ่อนค่ะ แต่ว่าทุกๆหาดที่เราไปนั้น น้ำลงช่วงบ่ายๆค่ะ ทะเลไม่สวยเลย มีแต่หินๆ ขับเวียนๆจนไม่รู้จะทำอะไรค่ะ แต่ก็ได้ดูพระอาทิตย์ตกที่อ่าวใหญ่ สวยงามดีค่ะ ท้องฟ้า colorful สุดๆ ตัวเองเป็นคนชอบความสวยงามของธรรมชาติอยู่ด้วยแล้วก็เลย happy จากนั้นเราก็กลับมากินข้าวที่ที่พักซึ่งก็ควรจะมีไฟฟ้าแล้วนะ แต่มันดันเสียอีก เฮ้อ… สรุปคืนแรกกว่าจะได้ตากพัดลมก็ปาเข้าไปสามทุ่มแล้วค่ะ -_- IMG_2289

วันถัดไปเราเริ่มด้วยการเล่นน้ำจนหนำใจ แล้วแวะไปดูแต่ละหาดอีกครั้ง คราวนี้หาดสวยใช้ได้ค่ะ เพราะน้ำขึ้น บ่ายๆก็แวะไปชิวที่รีสอร์ตชื่อดังที่ทำให้เกาะนี้เป็นที่รู้จัก แล้วก็ไปชิมอาหารทะเล ซึ่งต้องขอบอกว่า วิวของรีสอร์ตดังกล่าวมีความงดงามค่ะ แต่จะสวยมากตอนน้ำขึ้น นอกนั้นก็ไม่มีอะไร อาหารทะเลแถวๆนั้นก็ไม่ได้ฟินอะไร ธรรมดา กลางคืนก็แอบไปชิวที่อ่าวใหญ่อีกครั้ง เพราะส่วนตัวชอบนั่งชิวเอาเท้าฝังทรายมากๆ ซึ่งก็โอเคนะ (ฮาๆ)

สรุปแล้วอะไรบ้างที่เราชอบ บนเกาะแห่งนี้?

1. พระอาทิตย์ตกที่อ่าวใหญ่

2. ห้องน้ำแบบ open air

3. หาดเขาควายตอนน้ำขึ้น

4. นั่งชิว มองวิวตอนน้ำขึ้นที่รีสอร์ตชื่อดัง

5. นั่งชิวเอาเท้าฝังทรายตอนเย็นๆค่ำๆ

ลิสต์ดังกล่าว ไม่ต้องดั้นด้นมาถึงนี่ก็ได้นะ ที่อื่นก็มีเหมือนกันนะ -_- เออนั่นสิ แล้วเราจะพยายามมาที่นี่ทำไม? ตอนนั่งเรือกลับจึงค้นพบความจริงในรีวิวนึงว่า ประสบการณ์บนเกาะพยามที่เราเจอนั้น เป็น original เกาะพยามจริงๆ คือ

1. บิดมอไซค์บนเกาะ

2. ที่พักแบบกระท่อมพัดลม

3. ประสบการณ์ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพราะมีแค่จำกัด ต้องปั่นไฟเอง

4. นั่งชิวบนรีสอร์ตชื่อดัง อืม นี่เราควรดีใจหรือเปล่า ที่คาดหวังไว้เยอะแต่ไม่เป็นจริงสักอย่าง คิดในแง่ดีคือเราได้สัมผัสประสบการณ์เกาะพยามแบบถึงขีดสุดเท่านั้นเองค่ะ..ไม่ต้องถามว่าชอบมั้ย เพราะเฉยๆนะ ส่วนตัวถ้าจะไปเกาะก็ต้องน้ำสวย ทะเลใส ไม่ใช่แบบนี้! ฮาๆ

แต่ส่ิงที่ได้เลยคือ skill การบินมอไซค์ค่ะ เพราะอยู่บ้านนี่ไม่ได้แตะ คุณแม่ไม่ให้ขี่ค่ะ กลัวอันตราย (ดูเป็นลูกคุณหนูดี ฮาๆ) อีกอย่างนึงคือไอเดียการตกแต่งห้องน้ำค่ะ ชอบห้องน้ำเค้าจริงๆนะ แบบ open air เนี่ย แล้วก็ล้อมรอบด้วยไม้ไผ่กับปูนเปลือย สวยค่ะ 🙂

อย่างไรก็ตาม มีอย่างนึงที่ประทับใจระหว่างเดินทางกลับ เพราะตัดสินใจขับผ่านคอคอดกระแล้วเลี้ยวเข้าชุมพร จะบอกว่าตัวเองชอบจินตนาการสภาพภูมิประเทศค่ะ หมายความว่า ถ้าเห็นภูมิประเทศในแผนที่หรือในภาพถ่ายที่ดูสวยๆ ก็อยากไปให้เห็นกับตาดูว่าสวยแบบในจินตนาการหรือเปล่า ที่จังหวัดระนองและคอคอดกระก็เช่นกันค่ะ แถวๆนั้นดูมีเกาะแก่งเยอะ ภูเขาสูงๆก็เยอะ มันต้องสวยสิถ้าได้มองลงมาจากภูเขา อะไรอย่างงี้ ปรากฎว่าวิวช่วงที่ผ่านภูเขาแล้วเห็นแม่น้ำกระจากมุมสูง (แม่น้ำเดียวกันก่อนเจอคอคอดกระ) มันสวยงามมากๆ เห็นภูเขาเขียวๆลดหลั่นกันไป แล้วก็เห็นแม่น้ำสายใหญ่ๆไหลผ่านแบบไกลๆ กลางแม่น้ำมีเกาะสีเขียวๆ เข้ากันกับวิวรอบๆ สวยเกินบรรยายจริงๆค่ะ ชอบมากๆเลยแหละ ก่อนกลับบ้าน ก็เลยแวะเข้าไปในตัวเมืองชุมพร แล้วไปกินร้านยายปวด อันนี้ก็ขอแนะนำเหมือนกันค่ะ ผ่านมาแถวนี้ทีไรเป็นต้องแวะตลอด เพราะเป็นอาหารปักษ์ใต้รสดั้งเดิม อร่อย สด เข้มข้น และรสจัด ฟินกลับบ้านกันเลยจ้า…

My First and Official ‘Isan’ Trip in Ubon Ratchathani

I know I’ve been away from wordpress for a while because I’ve really got so many things to do during this new year. Actually, it’s not that too many activities to do but it’s just too many places to go. Travelling in winter is cool for me because of the weather. It also gives me a full charge of battery to start a new year! Well, it’s just the excuses because I’m addicted to travelling. 😀

Isan or the Northeastern region of Thailand is famous for spicy papaya salad, handicraft, country music, and unique cultures. It’s the largest region as well as the most drought area in Thailand. I’ve heard a lot about it but never experienced the real Isan as much as I would. So, it sounds reasonable enough to go, right?

2007506976061

I planned to go to Isan with my sister long time ago. But, we made decision when we noticed the cheap flight to Ubon, this was last year. So when the time came, I nearly forgot the trip.

Ubon Ratchathani is a very large province located in the East of Isan closed to Lao and Cambodia. Actually, It’s the first place in Thailand to see the sunrise. Since there’re so many attractions to explore, so we rented a pickup for this mission.

2015645461497

We started a trip with Man-Lao coffee (ร้านกาแฟหมั่นเหลา) in Warin Chamrap. I loved the interior and also the friendly and service-minded staffs. The taste of coffee is good as well as its chicken noodle. Then we proceeded to Mor-E-Daeng Cliff and Khao Phra Vihan National Park which actually located in Srisaket Province but not that far from Ubon. The clear blue sky and sunshine was really amazed me because all I could see in Hat Yai before I left was cloudy and raining. However, the mountain scene I saw from Mor-E-Daeng Cliff was so beautiful. Next day, we drove to Sirindhorn Dam. The panorama and endless view of the dam was so stunning. We found some local restaurants floating in the dam, so it’s the chance to get closer to the nature. You know, the view around us while we had lunch was so wonderful. I personally could spend a whole day on that floating restaurant. Then, we went to Chongmek, Lao border, to do some shopping. It was so much fun but I liked Rongklear more.

Next day we spent all of the trip along Mekong river starting with Pha Taem National Park. The Mekong river I saw from the view point was overwhelming. Further, I decided to walk along the cliff to see the old rock art which was very amazing. I was so exhausted and thirsty because of the long walk and hot weather. Unfortunately, the new view point found along the way was so much beautiful. I was speechless. Even I was so tired but it’s worthwhile. Then, we drove to Samphanbok, the sandstone in different shapes and holes appeared in the Mekong river during dry season. It’s so exciting and marvellous to see this kind of natural phenomenon.

2015642758796

We stayed at Khong Chiam for a night. It was a lovely and small town with two major rivers, Mekong and Mun river. We tried some local foods, especially the fish from Mekong river. Then, we drove back to the town to visit some temples before flying back to Bangkok to prepare for the upcoming trip!

Khao Lak – Tachai, in My Mind

I am so lucky to be born here, in Thailand. Not only there’re so many beautiful places for you to explore, but the cost of living is also cheap. We have plenty of foods and people are so nice. Well, there’s a lot of good things about Thailand but that’s not what I want to tell in this post. 😉

Tip's_20141208_033

I went to Phang Nga last week. It’s one of the famous tourist attractions in Thailand. If you’ve heard about Khao Lak, Similan Islands, Surin Islands, and Tachai Island, yes they’re all in Phang Nga province. Our trip began when one of my best friends flew back from Australia and planned to stay here in Thailand for a few weeks. She got a plan to meet couple of friends by taking a short trip together. Luckily, I was one of her very special friends to meet! So, we agreed to visit Tachai island, or the other name called, the Maldives of Thailand.

I leaf Hat Yai early morning because I was a driver and I needed to pick up my friends at Trang and Krabi before heading to Khao Lak, where we stayed. Khao Lak that day was so different from last year I’d been and probably before the Tsunami. Buildings were flourishing while some Tsunami memorial places remained to remind us how severe the natural disaster was.

1947978956360

Well, next day we booked a one-day trip to Tachai island. I really wanted to go to this island long time ago because of its popularity. However, when I got there, its beauty was under my expectation. The white beach, blue sky, and clear sea were superb but the rest was just okay. There’s nothing much to do except appreciating the white sand and clear blue sea. Other activities like jungle walk, observing hairy legged crab, and snorkelling around the island were just average. But, what made this trip different and interesting was our tour agency, Seastar. I would recommend this agency because we had a very good time with all staffs and tour guide. They were service-minded, cared for us, and gave priority to our safety.

In my opinion, however, it’s one of the most happiest trips of mine because of the time we were together. It doesn’t depend on the most beautiful places or the most fun parties we’ve been, it depends on the people I go with. Well, it probably depends on the purpose of traveling because I’d love to travel alone sometimes. But, this time is different because I travel with my best friends (even I’m not sure they will call me the same!) and it’s very difficult to meet up like we did before. So, taking a trip for just a few day is more than enough to keep our friendship and relationship last long. 🙂

1947994319152

My Business Trips: Bangkok and others

IMG_5873

Last month, my brother got an idea about family road trip. It’s not only just for a vacation but also a business reason! After I heard him, I did not hesitate to be a part of it, to be a driver (haha). There’re three reasons. First, my mom always bought tours with her friends to many places domestically and internationally. She preferred on the road travelling because she thought it’s safer! So, with this plan, it’s cheaper and she could take a tour with her own plan. Second, our family business relied on middle men. If we could reach suppliers by ourselves, that meant the huge cost saving. With our pick-up truck, it’s possible to find them. Third, I love driving. I love to take trips on the road because I could drive anywhere I wanted. Moreover, every place, every road, every scene I drove pass, never felt the same because they’re always changing.

With all these reasons, our trips on the road has begun!

The first business+casual trip was last month. We drove to Amphawa floating market and spent a night there. Later, we went to Rong-Keau market at Aranyaprated (close to Cambodia). I loved shopping here because it’s cheap. Yes, we stayed there for a night. Next day, we did the first business trip mission. We found the suppliers along the way back to Bangkok. But, we stayed at Salaya instead because it’s close to another suppliers. The next following day, we did the business mission again and finally dropped by at Donwai floating market. Shopping in this market was good because it’s cheap and had organic products. I got a feeling of Central regional market. People were kind and their life was closely related to rivers and rice fields. Hua Hin was the last spot. We spent a night there before we drove back to Hat Yai.

Recent trip was in the beginning of this month. The first day of the trip was so wonderful because we found one of the most delicious restaurants in Chumporn. The taste of that day was always in my mind! Loved every dish we tasted. However, we spent two night in Bangkok. So, I had a chance to take my family to IKEA. I thought they might like it, and they did! We spent a half-day and got a lot of stuffs. Unbelievable, we still had time for a business mission later that day. Next day, we planned to stay in Korat. Before we would do another business mission, I took a short tour around Khao Yai National Park. My family was so exciting about those western style buildings and garden decorations. However, we’re back to Bangkok again after a half-day business activity in Korat. The last day, we aimed to go back to Hat Yai but we couldn’t because of heavy rain. Luckily, we found another great taste restaurants in Surathanee. So, this day was not so tiring and boring because we had an awesome dinner. We stopped at Thungsong for a night before heading back home.

Two trips were counted more than 5,000 kilometers. It’s so exhausted but worthwhile because we could complete all the targets we set. Experiences, creativities, and business opportunities were what we got from these trips.

Next plan is to go back to Korat and also visit Lampang. Let’s see when will we go again!!

Bangkok…never get me bored

I just got back from Bangkok, the capital city of Thailand, well-known for traffic jams, shopping centers, and cultures.

I am not really sure how foreigners have opinions about this city. It maybe like what I’ve mentioned earlier. However, most of Thais see this city as the centre of everything, especially the place where they can earn some money! They have the hope to get paid more than they could get elsewhere. But, the expenses are very high as well.

I am the one of those ‘most of Thais’. I had a chance to study and work there for a few years. It’s a bit hard to stay there but it’s extremely easy if you had lots of money!! You would be enjoy yourself a lot because there’re so many things to see, to do, to experience, to eat, to drink, and to shop. This was the hardest part, to control yourself not to spend that much! Also, the cost of living was quite high compared to other provinces. So, it’s very important to live there wisely and consciously then you could be happy.

One of the most important thing in Bangkok is its society. It’s totally different from what I’ve ever expected. To get highest earnings, to be promoted, to get a job offered, or even to get a project approval, competition is inevitable. You may have a very good friend or boss on your first working day. Everything is extremely perfect. All the mottos, slogans, or strategies of your company sound great, especially the first day you attend the meeting. Well, your good feelings will not last long enough, I’m sure. You may rarely trust someone except yourself. Whenever people are tempted by money, prestige, title, and good image, they may turn people into someone we don’t know. But, this is a bit exaggerating because you can experience this type of people anywhere, not just in Bangkok.

There are still so many things you can find in Bangkok, nice people, nice temples, and tasty food (but Hat Yai is better!). One of the most favourite things is driving in such traffic jam roads with very fast cars. You really need to have a special skill to drive. If you can drive safely in Bangkok, nothing to worry to drive elsewhere.

Staying in Bangkok for a while really makes me smile (like a poem!) because I still miss this city. I miss the civilisation. So, each day I would plan to go shopping, see concert or musicals, drive to nearby attractions, and meet up my friends. There’s still a lot of things to do. This city never get me bored.