เที่ยวญี่ปุ่นอย่างประหยัด พร้อมโจทย์การพาเพื่อนมาโตเกียวเป็นครั้งแรก!!

(รีวิวเลทมากมาย ขออภัย 😦 )

….

ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีอะไรประหยัดได้ก็ต้องทำ แต่บาปกรรมดันมาเจอตั๋วเครื่องบิน 0 บาท ที่ได้จองช้ามปีตั้งแต่ช่วงเงินยังมี จะทิ้งก็คงไม่ใช่ way ก็ต้องชดใช้กรรมกันไปสินะ ขอเที่ยวอย่างประหยัดก็แล้วกัน (ก็เห็นประหยัดตลอด 55)

IMG_6745
เห็นกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ฟูจิซัง 🙂

เนื่องจากเราไปญี่ปุ่นมาบ่อยแล้ว รอบนี้ก็เลยไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร เพราะไปที่เดิม จุดประสงค์ที่จองเพราะเพื่อนมาเที่ยวโตเกียวเป็นครั้งแรก ดั้งนั้นก็ต้องจัดสิ่งที่เป็นไฮไลท์ว่าชั้นมาถึงญี่ปุ่นแล้วนะ เช่น ฟูจิซัง นิกโกะ อะไรอย่างงี้ ซึ่งก็ไปมาหมดแล้วไง จึงขอเล่าในสไตล์เที่ยวญี่ปุ่นแบบประหยัดก็แล้วกัน ตรงตาม concept เผื่อจะมีประโยชน์กับผู้ที่สนใจนะคะ 😉

IMG_6709
เย่ มาถึงแล้วญี่ปุ่น!

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นทริปประหยัด แน่นอนค่ะ เราบิน low cost ไปถึงนาริตะเช้าตรู่วันที่ 5 มีนาคม แล้วบินกลับเช้าวันที่ 12 มีนาคม รวมเวลาเที่ยวประมาณ 7 วัน เมื่อตารางเที่ยวทั้งหมดให้เราเป็นคนจัด จะทำยังไงให้ไปที่ที่เราเคยไป แล้วเราฟินเพื่อนก็ฟินด้วย อันนี้โจทย์ยาก ไม่พอก็ต้องประหยัดอีก เพราะเป็น concept ทริปของตัวเอง โอเค เราจึงสรุปได้ว่า

IMG_6657
เพื่อนมีความทุ่มเท เพื่อนนั่งถ่ายรูปในพงหญ้า…555

วันแรกจะอยู่ปักหลักเดินเล่นเล็กๆ ในโตเกียว ซื้อ Hakone Pass 3 วัน ราคา 8000 เยน เพื่อไปเที่ยว Hakone และ Fuji ในสองวันถัดไป ซึ่งคำนวนราคารถไฟ รถบัส กระเช้า ครูซ ทุกอย่างก็พบว่ายังคุ้มอยู่ (pass นี้ใช้ได้ 3 วันและครอบคลุมที่เที่ยวรอบทะเลสาบทั้ง 5) หลังจากนั้นก็ซื้อ Tokyo Wide Pass 3 วัน ราคา 10000 เยน เพื่อไปเยี่ยม Nikko หนึ่งวัน อีกวันล่องใต้ไป Kamamura แวบไปดูซากุระที่ Miura แล้วสุดท้ายขอไป Gala Yuzawa ไปสกีรีสอร์ทเป็นครั้งแรกของตัวเองและเพื่อนๆ ดูหน่อย อยากรู้ว่าเป็นยังไง อีกอย่าง Pass ก็ค่อนข้างโปรโมทเยอะ วันสุดท้ายค่อยซื้อตั๋วที่สถานีแบบทั่วไป คำนวนแล้วคุ้มกว่าซื้อ 1-day-pass Tokyo Metro หรือ + Toei Subway เนื่องจากสถานีรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro ไม่ครอบคลุมเท่าของ TOEI Subway สถานที่เที่ยววันนั้นก็ไม่ค่อยติดกับรถไฟใต้ดินด้วย ต่างกับวันแรกที่ลองใช้ 1-day-pass Tokyo Metro ในราคา 700 yen

IMG_6482
ขอเพื่อนมา ขอเถอะ snoopy ของช้านนน 😀

ในส่วนของที่พัก คืนแรกและคืนที่สองเราปักหลักอยู่ที่ hostel อันแออัด ขอที่ซุกหัวนอนแค่ชั่วคราว ส่วนอีก 5 คืนสุดท้าย เราจอง airbnb ได้ shared apartment มา ซึ่งโอเคมากเลยนะ ตกคนละประมาณ 700 บาทต่อคืน แม้ห้องนอนจะแคบมาก แต่ห้องครัว ก็กว้างใหญ่ทำอาหารไปหลายรอบ ห้องนั่งเล่นก็ดี พอให้นอนได้บ้างเป็นบางคราว 55

IMG_6485
อาหารทะเลปิ้งย่าง อร่อยดี ได้ฟีล

เรามาเริ่มกันเลยค่ะ

IMG_6564
เจอเพื่อนร่วมทางระหว่างนั่งกระเช้าไปกินไข่ดำ 🙂

เมื่อเครื่องแลนด์ สิ่งแรกที่ทำคือ พาเพื่อนๆ ไปกินข้าวปั้นเซ่เว่น เพราะการกินอาหารในร้านสะดวกซื้อ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำเมื่อมาญี่ปุ่นค่ะ จากนั้น เรารีบตรงไปซื้อ Tokyo Wide Pass แบบ 3 วัน ที่ออฟฟิสของ JR ในสนามบิน ดูแล้ววันอื่นไม่สามารถซื้อทัน จึงต้องเผื่อไว้ก่อน จากนั้นเราก็นั่งรถไฟเอกชนเพื่อไปยังที่พักของเรา และซื้อ Tokyo Metro 1-day-pass ณ สถานีที่ใกล้กับที่พัก เพื่อไปยังวัด Asakusa, Snoopy Museum (อันนี้ขอ) , และ Tokyo Tower คุณเพื่อนทำรีวิวเรื่องกินมา นางจึงพาไปกินร้านอาหารทะเลที่เปิด 24 ชั่วโมง จำชื่อไม่ได้แต่มีหลายสาขาค่ะ ก็ฟินกันไป แล้วก็ไม่ลืม แวบไปที่ Shinjuku เพื่อซื้อ Odakyu Pass (เดินหลง เดินหาอยู่นาน) ที่สำหรับใช้ในวันพรุ่งนี้ ตอนซื้อเสร็จได้เจอกับคุณลุงคุณป้า ที่อาสาเป็นไกด์ให้นักท่องเที่ยว เห็นแกพยายามคิดภาษาอังกฤษว่าพูดคำนั้นยังไง ก็นึกเอ็นดู น่ารักมากเลย เราก็เลยยืนฟังให้แกได้ทำหน้าที่จนจบ

IMG_6613
ทำหน้าไม่ถูก คือมันหนาวบาดเนื้อจริงๆ

วันต่อมาเราออกแต่เช้าเพื่อไปเที่ยว Hakone จุดหมายปลายทางที่ Kawaguchiko เริ่มต้นขึ้นรถไฟที่ Shinjuku โดยใช้ pass ที่ซื้อมาค่ะ ด้วยความงก เราไม่ได้นั่งรถไฟด่วน (ต้องซื้อเพิ่ม) เพื่อไปถึงจุดล่องเรือเลย แต่ขอนั่งรถเมล์ต่อรถไปเรื่อยๆ จนถึงที่ขึ้นครูซเพื่อล่องทะเลสาบ Ashi เสียดายที่วันนั้นฝนตกหนักมาก เราจึงไม่ได้เห็นความสวยของ Hakone ในแบบที่ควรจะเป็น (แบบนี้ต้องกลับมาแก้ตัว!) พอได้นั่งกระเช้าเพื่อไปกินไข่ต้มสีดำที่ Odawara ฝนก็ยังตกอากาศเย็นลมก็แรงอีก เรียกว่าไม่ใช่ Hakone ในฝันเลย เป็น Hakone แบบ Extreme สุดท้ายเราก็นั่งรถบัสหลายต่อมากๆ จนถึงเขต Kawaguchiko เห็น Fujisan โผล่มาทักทายค่อยอารมณ์ดีขึ้นหน่อย เราจบทริปวันนี้ด้วยการซื้อกับข้าวในมินิมาร์ทแล้วมากินรวมกันบนห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นกว้างขวางเพราะเค้าอัพเกรดให้ ฟีลดีมากมายแฮปปี้ฝุดๆ

IMG_6645
รอบที่สอง ที่มาแล้วท้องฟ้าปิด 😦

เช้าวันต่อมา เราไปกันที่เจดีย์ Chureito โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Shimo-Yoshida ที่ตัวเองเคยมาเมื่อสามปีที่แล้วแต่ท้องฟ้าปิด ในจินตนาการมันคือภาพฟูจิซังกับเจดีย์สีแดงย้อมแสงแดดโดดเด่น แต่ความจริงวันนี้ไม่ต่างกับสามปีที่แล้วเลย ไม่เห็นฟูจิซังเช่นเคย…โถ่

IMG_6697
แอบหนีเพื่อนมาหลบในสถานี ให้เพื่อนเผชิญความหนาวด้านนอก 555

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเจริญค่ะ เมื่อก่อนสถานียังดูเล็กๆ ร้างๆ กว่านี้นะ แต่ช่างเถอะ เราเดินคอตกนั่งรถไฟกลับไปที่สถานี Kawaguchiko เช่นเคย เพื่อไปนั่งรถบัสทัวร์รอบทะเลสาบ Kawaguchiko และ ทะเลสาบ Saiko ที่อยู่ติดๆ กัน ซึ่งคุณฟูจิออกมาทักทายตลอดเวลา ซึ่งดี เราแฮปปี้ เพื่อนเราก็แฮปปี้ เมื่อกระหน่ำชัตเตอร์จนหนำใจก็ได้เวลากลับโตเกียวกันค่ะ ซึ่งเราใช้บริการ Chuo Highway Bus ที่จองที่นั่งมาล่วงหน้าจากเมืองไทยสะดวกดีแท้ (ไม่งั้นเสี่ยงเต็มนะคะ)

IMG_6767
ที่แท้แค่มือชา ไม่รู้เลยว่าน้ำเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง -_-

เริ่มวันใหม่ที่โตเกียว เราเริ่มต้นทริปโดยใช้ Kanto Wide Pass ประเดิมที่ Nikko เป็นที่แรกเพื่อให้เพื่อนๆ ได้ฟีลการมาถึงประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการค่ะ เพิ่มดีกรีอีกนิดด้วยการนั่ง Shinkansen ที่ไฮโซ ดูดี สะดวกสบาย เร็วมากๆ และแน่นอน มันคือสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นค่ะ 55 Nikko วันนี้ไม่ต่างจากวันนั้นเมื่อสามปีที่แล้ว แต่ที่แตกต่างคืออากาศกระมัง ก่อนเข้าต้องมีการล้างหน้า ล้างมือ บ้วนปาก ตามธรรมเนียมญี่ปุ่น เราซึ่งเป็นหน่วยกล้าตายลองสัมผัสน้ำดูว่าเย็นหรือเปล่า ซึ่งก็คิดว่าปกตินะ แต่เพื่อนตาไวหันไปเห็นน้ำแข็งเกาะที่กระบวยตักน้ำ คล้ายๆรอยหินปูนในถ้ำ คุณพระ! นี่คืออากาศเย็นมากจนมือชา (555) ความสวยงามและบรรยากาศดีๆ ถูกลบเลือนไปด้วยอากาศที่เย็นสะท้านทรวง เราฝ่าแรงลมหนาวเพื่อไปดูรูปปั้นพระริมแม่น้ำที่อยู่ไกลจากเมืองหน่อย ซึ่งสวยนะคะ แต่กว่าจะฝ่ามาถึงจุดๆ นี้ได้ เรียกว่าต้องตายกันไปข้างนึง โชคยังดีที่เราเจอร้านราเม็งเล็กๆ สุดอร่อย และได้แวะคาเฟ่ที่มี workshop กระจกตกแต่ง ซึ่งดีงามมาก ก็พอได้มีฟีลดีกับการมาเยือนที่นี่หน่อยค่ะ

IMG_6783
ตอกย้ำความเย็น ความลมแรง 10 ระดับ บรึ๊ยย…

ก่อนกลับโตเกียวเราแวะเปลี่ยนรถไฟที่เมือง Utsunomiya ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเกี๊ยวซ่า (ทำไมเมื่อสามปีที่แล้วไม่ทราบ?) เกี๊ยวซ่ามากมายหลากหลายประเภทขึ้นป้ายชูหราในสถานีรถไฟ ทำให้เราผู้ซึ่งไม่รู้จักเกี๊ยวซ่าเท่าไหร่เห็นว่า เกี๊ยวซ่าจริงๆแล้วมีหลายแบบนะ คือมีหลายแบบมากจริงๆ ทำให้เราถึงกับต้องแหวกกระเพาะกินเกี๊ยวซ่าที่นี่ให้ได้! ไม่งั้นจะโดนล้อว่ามาไม่ถึงแน่นอน (555)

IMG_6982
ดังนักใช่มั้ย ต้องกินสิ เกี๊ยวซ่า

วันต่อมา เราไปตามลายแทงของเพื่อนที่บอกว่า มีเมืองเล็กๆ ใกล้กับชายฝั่งทะเลตอนใต้ของโตเกียว เป็นที่ดูดอกซากุระ นั่นคือเมือง Miura ใช้วิธีนั่งมาลงที่สถานี Kurihama แล้วจึงต่อรถไฟสายท้องถิ่น Keikyu Kurihama Line ไปลงที่ Miurakaigan เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆแต่น่ารักดีค่ะ มีป้ายบอกทางตลอดว่าซากุระอยู่ที่ไหน

IMG_7039
บ้านนี้แหละที่มีชั้นวางผักหน้าบ้าน กลับมาอีกรอบมีถังใส่ดอกไม้! น่าร๊าาก 🙂

เราเดินตามกลุ่มนักท่องเที่ยวอาวุโสไปเรื่อยๆ จนเจอต้นซากุระในตำนาน มันสวยอย่างงี้นี่เอง สวยจนอยากให้แม่มาเห็น เมืองนี้เป็นลักษณะชนบทหน่อยๆ ติดทะเล คนส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม เราเดินผ่านบ้านหลังนึงซึ่งมีชั้นวางผักขายหน้าบ้าน ราคาไม่แพง และน่ารักมากๆ ขากลับมีช่อดอกไม้มาเพิ่มอีก มันมีความรู้สึกว่า ทำไมน่ารักได้ขนาดนี้ ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่มันคงเป็นวิถีคนที่นี่แหละ ก่อนกลับเราแวะซื้อซาซิมิและขนมปลาที่เราชอบ นั่งกินใต้ตั้นซากุระหน้าสถานี ฟีลดีอีกแล้วครับท่าน เพราะโครตอร่อย 😉 ขากลับเราแวะไปที่เมือง Kamakura พาเพื่อนไปไหว้พระใหญ่ ที่นี่เราเจอคาเฟ่เยอะมากๆ เจอร้านต้นไม้เก๋ๆ ด้วย ซึ่งไม่ได้ว้าวอะไรมากเพราะเคยมาเยือนแล้วเช่นกัน

IMG_7050
ซากุระะะะ 🙂

ความว้าวอยู่อีกวันนึง

IMG_7289
เย็นสบายจัง

วันนี้เรานั่ง Shinkansen อีกครั้งเพื่อไปเยือน Gala Yuzawa ที่โด่งดังเรื่องสกีรีสอร์ท ว้าวแรกคือท้องฟ้าสดใสมองเห็นฟูจิซังไกลๆ สักพักรถไฟก็ผ่านอุโมงค์นึงซึ่งรู้สึกว่าไกลมาก อยู่ๆก็ภาพตัดโผล่มายังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน เอ๊ะ! นี่มันเมือง Echigo Yuzawa คุณพระ! หิมะตก!!!! ไม่ได้เห็นหิมะมานานเท่าไหร่แล้วคะ รู้สึกตื่นเต้นมาก บ้านแต่ละหลังคือหิมะหนาเป็นฟุต ระหว่างที่กำลังตื่นเต้น อีกใจนึงคิดว่า ด้วยเสื้อผ้าที่เตรียมมาเท่านี้เตรียมตัวแข็งตายได้เลย 55…

IMG_7324
ฟินสุด เมื่อได้แช่ออนเซน ดูภูเขาหิมะท่ามกลางอากาศเย็นๆ แบบนี้ 🙂

เราใช้เวลาไม่นานในสกีรีสอร์ท เล่น sleigh จนหนำใจ เพราะไม่กล้าเล่น snowboard หรือ ski แต่พอเห็นว่า มีเพียงเด็กๆ ที่เล่น sleigh ก็รู้สึกเลยว่า ‘พลาด’ 55 อายจัง ไม่รู้ว่าทนความเย็นไม่ไหวหรืออายเด็ก เราจึงรีบลงมาแช่ออนเซ็นที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้กับสถานีรถไฟ Echigo Yusawa มันเป็นอะไรที่ฟินมาก เพราะการได้แช่ออนเซ็นแล้วนั่งมองหิมะบนยอดเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ เป็นอะไรที่ดีต่อใจมาก เสร็จแล้วก็มาช้อปปิ้งของฝาก ชิมกันจนอิ่ม 55 เพราะเวลาเหลือเฟือเมื่อกลับโตเกียวเลยแวะไปเดินเล่นที่ Ueno ซึ่งชอบมาก ไปหลายรอบ เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ช้อปปิ้ง ร้านอาหารก็ถูก ไม่พอยังมีส่วนที่ขายของสดอีก เพลินจ่ะ

IMG_7556
แสร้งว่าเป็นนักท่องเที่ยว กำลังถ่ายโปสเตอร์ 55

วันสุดท้ายเราเดินเที่ยวในโตเกียว เริ่มต้นที่ Harajuku ย่านนี้อย่างที่ทราบกันว่าเค้าแต่งตัวได้แนวสุดๆ สีสันมันสนชื่นสะดุดตาดีแท้ แต่พอข้ามถนนมาปุ๊บ ภาพตัด… นี่คือทางเข้าศาลเจ้า Meiji Jingu ค่ะ เราว่ามันคือความย้อนแย้งอย่างน่าประหลาดระหว่างความสงบเงียบและความสนุกสนานที่ห่างกันเพียงฟากถนน ยิ่งเดินลึกเข้าไปในศาลเจ้าก็ยิ่งสงบ ความเขียวร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ยิ่งทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ยังแปลกใจว่าความแตกต่างอย่างสุดขั้วมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

IMG_7591
ชอบที่นี่มาก ศาลเจ้าเมจิ ที่ฮาราจูกุ

ปรัชญากันพอแล้วเราไปต่อที่ตึก Pasona ที่อยากไปมานานแล้ว ที่นี่เค้าปลูกต้นไม้ในสำนักงานอย่างจริงจังและอยู่กับมันได้อย่างสบายๆ คือดีอ่ะ หลังจากนั้นเราก็เดินเลียบแม่น้ำ Sumida ไปเรื่อยๆ และจบทริปที่การขอพรเรื่องความรักที่ศาลเจ้าแมว Imado อันเลืองชื่อ 555 เป็นอันว่าจบทริปสมบูรณ์กับที่สุดท้ายนี่แหละ 555

IMG_7387
ถ้ามีไม้ จะกระทุ้งส้มมากิน แน่นอน 55 😀

สรุป ค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 30000 บาท รวมทุกอย่าง ทั้งค่าเครื่อง ค่าที่พัก ค่าพาสต่างๆ ค่าเดินทาง ค่ากิน ยกเว้นค่าช้อปของแต่ละท่าน ข้อเสียเดียวของทริปนี้คืออากาศที่เย็นมหาโหด แล้วเตรียมเสื้อมาแค่อากาศชิว ซึ่งเป็นอะไรที่ทรมานสุดๆ เมื่อเดินทางมามากเราจะรู้ว่า การที่ทำให้ร่างกายเราอบอุ่นอยู่เสมอ เป็นอะไรที่ดีที่สุด เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเพื่อให้การเที่ยวของเราแฮปปี้ที่สุดนั่นเองค่ะ 🙂

แล้วพบกันรอบหน้า…ที่อเมริกา วู้ฮู ^^

Advertisements

ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก

img_1710

ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก
The Little Book of HYGGE: The Danish Way to Live Well
by Meik Wiking

เล่มนี้ซื้อเพราะหน้าปกก่อนเลย มันดูสวยดี ส่วนคำว่า ฮุกกะ บอกตามตรงว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เมื่อมีคำว่า ‘ปรัชญาความสุข’ อยู่ในหน้าปกที่ดูน่าอ่าน มันเลยทำให้ดูน่าซื้อมากๆ เอาวะอยากรู้ว่าความสุขแบบคนเดนมาร์ก เค้าคิดยังไงกัน

ฮุกกะ สื่อความหมายว่าความสุข ความสบายใจ ปลอดภัย วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเดนมาร์กจริงจังกันมาก ถึงขนาดว่าได้รางวัลการันตีประเทศที่มีความสุขมากที่สุดหลายปีซ้อน ผู้เขียนเองก็เป็นนักวิจัยจากสถาบันความสุข งานของเค้าคือการเฟ้นหาว่าเราจะมีความสุขหรือความฮุกกะได้อย่างไรบ้าง!! แปลได้ง่ายๆว่า คนเดนมาร์กคงมีความสุขกันจริงๆนั่นแหละ ส่วนหนึ่งของความสุขคือสวัสดิการที่ดี อันนี้ไม่ปฏิเสธ แต่อีกสิ่งนึงคือปรัชญาความฮุกกะแบบเฉพาะตัวของคนเดนมาร์กนี่แหละ

วิธีสร้างความสุขแบบฉบับฮุกกะ หลักๆ คือความเนิบช้า ความเป็นธรรมชาติ ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความสบายกาย และแสงเทียน

เทียนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างความฮุกกะ เพราะแสงเทียนสลัวๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นสุข สงบ อาจจะเป็นโคมไฟสีส้มอ่อนๆที่ไม่ส่องตรงตัว เค้ามีการออกแบบโคมไฟสร้างความฮุกกะโดยเฉพาะด้วยซ้ำ

ความสบายกายในที่นี้ คือเก้าอี้ที่นั่งสบาย เบาะนุ่ม ผ้าห่ม หมอนที่เราชอบ คนเดนมาร์คจะเก็บเงินซื้อเก้าอี้ของดีไซเนอร์ชื่อดังด้วยซ้ำถ้ามันทำให้เค้านั่งสบายๆฮุกกะได้ทั้งวัน! เสื้อผ้าก็ยังมีธีมว่าเป็นแบบ casual ไม่ทางการแต่แต่งแล้วดูดี คุมธีมขาว ดำ เทา หรือสีคลาสสิค

เพื่อน แฟน ครอบครัว สัตว์เลี้ยง จะช่วยสร้างความฮุกกะได้มากกว่าอยู่คนเดียว ไม่ว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม

ความเป็นธรรมชาติมุ่งเน้นไปเรื่องข้าวของเครื่องใช้ที่ควรเป็นไม้ ขนสัตว์ สัมผัสจะฟีลดีกว่า เสียงไม้แอ๊ดๆ จะฮุกกะกว่า เสียงน้ำ เสียงลม จะฟีลดีกว่า

ความเนิบช้าเน้นไปเรื่องอาหารที่ทำช้าๆ เคี่ยวสตู ตุ๋นเนื้อ นวดแป้ง บลาๆ เพื่อให้ใช้เวลากับมัน อาจเป็นกิจกรรมทำอาหารด้วยกันจะได้ฮุกกะเข้าไปอีกเพราะมีเพื่อน ข้อดีของความช้าคือการได้อยู่กับตัวเอง ได้พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือได้อยู่กับปัจจุบัน อันนี้สำคัญมาก ถ้าอยู่กับปัจจุบันได้ก็ไม่ต้องโหยหาอดีต ไม่ต้องเครียดกับอนาคต

ต่อเนื่องจากเรื่องอาหารคือเรื่องของหวาน คนเดนมาร์กให้ความสำคัญอีกเช่นกันเพราะมันทำให้เรามีความสุขทุกครั้งที่กิน ฉะนั้น ต้องให้รางวัลกับตัวเองบ้างด้วยการกินเค้กอร่อยๆ กินชอคโกแลต กินลูกกวาด อันนี้อ่านแล้วชอบเลย จะได้มีข้ออ้างในการกินเค้ก 555

จะฮุกกะที่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น ถ้าเรามีปรัชญานี้อยู่ในใจ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น บ้าน เป็นสถานที่ที่สร้างความฮุกกะได้มากที่สุด เพราะเราจะรู้สึกปลอดภัย สงบ เป็นสุข เมื่อได้อยู่ที่บ้านมากกว่า เราควรมีศูนย์บัญญาการความฮุกกะไว้ที่บ้าน เนรมิตมุมที่เราชอบนั่ง ชอบใช้เวลาส่วนตัวให้ดูฮุกกะมากที่สุด การเลิกงานแล้วกลับบ้านมาเจอมุมโปรดของเรา ได้ใช้เวลานั่งอ่านหนังสือหรือดูหนังไปเรื่อยเปื่อย ให้เวลาพักผ่อนกินเค้กบ้าง คงจะฮุกกะไม่น้อย

The Last Policeman

IMG_7833

พูดตามสัตย์จริงคือซื้อเพราะการโปรโมทหน้าปกค่ะ…ปกที่เค้าบอกว่าดีไซน์ได้สวยอะไรประมาณนั้น จึงหยิบๆมาแบบไม่ได้คิดอะไร ตัวเองชอบซื้อง่ายๆ ถ้าอารมณ์ได้ เหตุผลฟังก์ชั่นไม่เกี่ยว (ฮาๆ) แต่เมื่อได้อ่านคำนำ คำนิยมของหลายๆคนทั้งในและนอกประเทศ (เพราะนี่เป็นหนังสือแปล) จึงทำให้เกิดความตื่นเต้นว่า เห้ย มันคงสนุก คุ้มกับที่ซื้อมาแบบไม่ทันคิดแหละนะ (ปลอบใจตัวเอง ฮาๆ)

นี่เป็นวรรณกรรมแปล พูดถึงตำรวจนายหนึ่งที่ตั้งใจทำหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนที่ตัวเองอยากเป็นมานาน อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าโลกกำลังจะแตกเพราะอุกาบาตในอีก 6 เดือนก็ตาม…

ประเด็นทำได้ดีค่ะ คือลองมานึกเป็นตัวเอง ถ้ารู้อยู่แล้วว่าจะตาย ใครมันจะมีกะจิตกะใจมาทำงาน เป็นตัวเราก็คงไปเที่ยวให้หายอยาก ใช้เงินซื้อของที่อยากได้ให้หมดเพราะไม่รู้จะเก็บไปทำไม หลายๆ คนคงเลือกที่จะทำในสิ่งที่คิดว่าตัวเองมีความสุขที่สุด แต่ยังมีคนอีกจำพวกนึง ที่เลือกที่จะทำงานของตัวเองต่อไป แม้ว่าคนรอบข้างจะไม่ได้มีอารมณ์ทำงานด้วย ยังมองว่าเราบ้าด้วยซ้ำเพราะมันไม่มีความจำเป็นแล้ว แต่สิ่งที่ตำรวจนายนี้ให้ข้อคิดกับเราก็คือ การโฟกัสกับงานนี่แหละคือสิ่งที่เค้าอยากทำให้ดีที่สุดก่อนตาย เห้ย เท่มาก

มันทำให้เรามองเห็นสังคมในปัจจุบันว่า จะมีสักกี่คนที่ตั้งใจทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ อย่างสุดความสามารถเหมือนตำรวจนายนี้? ใช่ค่ะ หนังสือเล่มนี้ทำให้เราอยากที่จะโฟกัสกับสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด ตั้งใจให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องงานแต่เป็นเรื่องที่ทำให้เราค้นพบความหมายของชีวิต ส่ิงที่ทำให้เรามีความสุข เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ไม่อยากเป็นวิญญาณมานึกย้อนว่ายังมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ น่าเสียดาย รู้งี้น่าจะ ฯลฯ เพราะเราว่ามันทำให้เราเสียชาติเกิด คืออุตส่าห์มีชีวิต มีความสามารถได้ทำนู่นนี่ และไหงกลับจากโลกนี้ไปง่ายๆ แบบไร้เป้าหมาย ไร้เหตุผลในการดำรงชีวิต

ถ้าใครยังไม่มีเป้าหมาย ก็ต้องสร้างไว้ได้แล้ว เราจะได้รู้ว่าเหตุผลในการมีชีวิตอยู่คืออะไร ชีวิตเราสั้น อย่าทำในสิ่งที่ไม่ใช่ ชีวิตเราเลือกได้ เลือกทำให้สิ่งที่รัก หรือเหมาะสมกับเราที่สุด แล้วทำให้เต็มที่ แค่นี้พอ…

แต่เอาจริงๆนะ จากการอ่านมาเยอะๆ แล้วก็คิดว่าได้ทำอะไรมาเยอะเหมือนกัน บางคนถ้ารู้ว่าชอบอะไรก็ดีไป แต่ถ้าคนที่ไม่รู้จริงๆ หรือไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ชอบจะเวิร์คมั้ย หรือมันแค่ยังไม่ถึงเวลาเวิร์ค คนแบบนี้ก็มีเยอะมาก นั่นคือตัวเราเอง เมื่อใช้ชีวิตมาถึงจุดๆ นึง จะเลือกเป็นตัวเองทำสิ่งที่รัก หรือปรับตัวเองทำสิ่งที่ขายได้ มันก็ไม่ได้ผิด เพราะคนเราไม่เหมือนกัน บริบทก็ต่าง คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะทำในสิ่งที่รัก เพราะสามารถคลุกอยู่กับมันได้นาน ทำให้รู้เรื่องนั้นมากกว่าคนอื่น เข้าใจมากกว่า แต่มันมีมากกว่านั้น นั่นคือความพยายาม ความล้มเหลว เค้าต้องผ่านอะไรมานักต่อนักแน่นอน แต่สำหรับคนทั่วไปบางครั้งแม้จะรู้ว่าชอบอะไรก็ทำแล้วอาจไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ เพราะไม่ได้พยายามจริงๆ ไม่ได้ผ่านความล้มเหลวมาจริงๆ ไม่รู้จริง ดังนั้นคนที่ประสบความสำเร็จจึงมีสัดส่วนน้อยกว่า มันจะมีสักกี่คนที่ได้พยายามแล้วจริงๆ ล่ะ?

อ่าว แล้ววรรณกรรมเรื่องนี้มันว่ายังไงต่ออ่ะคะ เล่าออกนอกเรื่องไปไกลมากจริงๆ เกินกว่าจะย้อนกลับ แบบนี้ต้องหาซื้ออ่านเอานะคะ เล่มนี้จบก็ยังมีอีก 2 เล่มค่าา (ฮาๆๆ)

ลดน้ำหนัก ไม่ยาก ถ้าเข้าใจ

ขอลงส่งท้ายเดือนด้วยโพส….’การลดน้ำหนัก’

……
ไม่ว่าใครก็คงเคยผ่านการลดน้ำหนักกันมาบ้างแล้ว ลดได้บ้างไม่ได้บ้างต่างกันไปแต่คงเป็นแบบหลังซะมากกว่า เพราะสุดท้ายเรามักจะพลาดท่าเสียทีให้กับของโปรดหรือเกิดขี้เกียจออกกำลังกายขึ้นมาซะดื้อๆ

ไม่แปลกค่ะ เราเป็นบ่อย ตอนนี้ก็ยังเป็น (ฮาๆ)

ที่ต้องเขียนรีวิวเรื่องนี้ เพราะเป็นคนนึงที่ถูกมองว่า ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก มาแล้ว แต่มาแค่ครึ่งทางนะ เพราะเราตั้งใจลดน้ำหนักจริงๆ 40 กิโลกรัม ตอนนี้ได้แค่ 20 เอง…. ;D

แต่กว่าจะได้อย่างที่เห็นก็ใช้เวลากว่า 2 ปี ผ่านการลดมาหลายรูปแบบ แต่ไม่ได้ใช้ยาลดน้ำหนักแต่อย่างใดนะ เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังเผื่อจะเป็นประโยชน์ และอีกอย่าง เพื่อนๆ ถามวิธีลดมาเยอะมากจริงๆ (2 คน ฮาๆ) ขี้เกียจตอบซ้ำๆ ค่ะ ขอเขียนทีเดียวน่าจะดีกว่า (ดูเซเล็บเนอะ LOL)

1 เข้าใจตรงกันก่อน

การลดน้ำหนักนั้นเป็นคำนามก็จริง แต่จะเห็นผลเมื่อเกิดการกระทำ ดังนั้น ต้องปฏิบัติจริงค่ะ ถามร่างกายว่าอ่อนแอหรือเปล่า เจ็บป่วยต้องใช้แรงหรือเปล่า ถ้าร่างกายปกติดีก็ไปต่อได้ เมื่อร่างกายพร้อม ใจต้องพร้อมด้วย เชื่อมั่นว่าเราทำได้ ตั้งใจแน่วแน่ วินัยสำคัญมาก เวลาลดน้ำหนักส่วนใหญ่เราชอบ hardcore เล่นให้หนักเข้าไว้ กินให้น้อยเข้าไว้ สุดท้ายใจเราก็เครียด ร่างกายก็พลอยดื้อๆ ไปด้วย อ่าว กลับมากินง่ายกว่าเดิมนะจ้ะ เพราะโหยมาเต็มที่

2 ความแตกต่างระหว่างบุคคล

ถ้าอายุยังน้อยการเผาผลาญยังดีอยู่ ก็จะลดได้เร็วกว่าพวกที่อายุมากๆ แล้วเพิ่งจะคิดได้ (ฮาๆ) ตามตำราบอกว่าเริ่มเลขสามแล้ว metabolism หรือเรียกง่ายๆว่า การเอาพลังงานไปใช้ในเซลล์-การเผาผลาญ  จะยิ่งแย่ลง ดังนั้นยิ่งกินเข้าไปแล้วก็ยิ่งอ้วนขึ้นเรื่อยๆ ได้ง่ายกว่าพวกเด็กๆ เด็กมันกินเยอะจริงแต่มันเอาไปเผาผลาญหมด เราอายุปูนนี้อย่าไปกินแข่งกับเด็กค่ะ LOL หากใครอายุมากแล้วก็ขอให้ทำใจ แต่ไม่มีอะไรที่สายเกินไป

3 เข้าใจหลักการของการกินกับการเบิร์น

เคยได้ยินมั้ย กิน 70% ออกกำลังกาย 30% แปลว่า ให้ออกกำลังกายมากมายแค่ไหนก็ไม่เท่าคุมอาหารควบคู่ไปด้วย นี่คือหลักการลดที่ถูกต้องที่สุด การกินมีผลกับเราจริงๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราเอาเข้าปากไปทุกวัน ขณะที่การออกกำลังกายก็ดูเหมือนทำให้เบิร์นไขมัน เอาไขมันออกไป แต่สองเรื่องนี้ต้องขยายความกันยาวๆ ค่ะ เพราะหลักการมันเยอะจริง

4 ไขมันเบากว่ากล้ามเนื้อ

เอาเรื่องไขมันก่อนนะ

เคยถามน้ำหนักตัวของพวกเทรนเนอร์ตัวลีนๆแต่เนื้อแน่นๆ มั้ยคะ (ดูติดเรท ฮาๆ) แล้วคุณจะอึ้งว่าเค้าน้ำหนักเยอะนะ เพราะร่างกายเค้ามีแต่กล้ามเนื้อ ให้เทียบกับคนที่ดูจะตัวเท่ากันแต่ไม่ได้ออกกำลังกาย เชื่อได้เลยว่าคนกลุ่มหลังต้องน้ำหนักเบากว่าเพราะร่างกายมีไขมันมากกว่า จำไม่ได้แล้วว่าไขมันขนาดใหญ่กว่าเท่าไหร่ถึงจะเท่ากล้ามเนื้อหนึ่งกำหมัด แต่มันโครตต่างอ่ะ ดังนั้นอย่าได้ตกใจว่าทำไมพอออกกำลังกายไปสักพักแล้วตัวเล็กลงแต่น้ำหนักเท่าเดิมนะคะ

5 กล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญไขมัน

ทีนี้เรื่องกล้ามเนื้อ
เหตุผลที่เราควรสร้างกล้ามเนื้อเพราะมันช่วยสลายไขมันในร่างกาย เร่งการเผาผลาญแคลอรี่ แล้วทำให้เราน้ำหนักลง(ในระยะยาว) หุ่นดี สุขภาพดี นั่นเอง แต่อย่างที่บอก น้ำหนักอาจขึ้นในช่วงแรกเพราะกล้ามเนื้อมันหนัก อย่าได้ท้อใจไปเชียว แล้วเราจะสร้างกล้ามเนื้อได้ยังไง?

6 การออกกำลังกาย

ถ้าจะลดน้ำหนักเราชอบคิดว่าต้องไปฟิตเนส อันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบ ความเหมาะสม ความต้องการ ความสามารถของร่างกายของแต่ละบุคคลนะ แต่น้อยๆ ก็ขอให้ขยับร่างกายสักหน่อยเป็นดี การออกกำลังกายแบ่งหลักๆ เป็นสองแบบคือ การสร้างกล้ามเนื้อ และการคาร์ดิโอ เวลาเห็นเค้าเข้าฟิตเนสยกเหล็กท่านู้นนี้ นั่นคือการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เราต้องใช้แรงต้านเพื่อดัน ดึง เกร็ง ยก เพื่อให้กล้ามเนื้อมันถูกใช้งาน ให้มันโดนแรงต้านจนฉีกขาด (ฮาๆ) เอ่าจริงนะ ครั้งแรกที่เล่นดัมเบลทำพี่ยกแขนขับรถไม่ได้ เพราะกล้ามเนื้อถูกทำร้ายอย่างหนัก แต่อย่าได้กังวลค่ะ เราจะปวดๆอยู่ไม่กี่วัน แล้วมันต้องเล่นซ้ำเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์กล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่ ให้มันค่อยๆ เพิ่มขนาดขึ้นเข้ามาแทนที่ไขมันที่มีอยู่เดิม โดยวิธีนี้แหละเป็นการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดในความคิดเรา เพราะกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญไขมัน (ข้อ 5) แต่หากเราเน้นการวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ อะไรพวกนี้ ให้เราเกิดความเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว เลือดสูบฉีด คือการออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจ หรือที่เค้าเรียกว่า คาร์ดิโอ ก็ทำให้ลดน้ำหนักได้นะ แต่เน้นเรื่องสุขภาพหัวใจมากกว่า ให้เส้นเลือดของเราไร้ซึ่งไขมันมาเกาะแล้วลดอัตราเสี่ยงจากการหัวใจวายตาย แต่อย่างไรก็ตาม เราควรทำทั้งสองแบบควบคู่กันค่ะ

7 กลับมาเรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องกิน

เราต้องกินทุกวัน และต้องเลือกกินของที่มีประโยชน์ เน้นของที่มาจากธรรมชาติ ไม่แปรรูป ครบ 5 หมู่ ก็ถือว่าผ่าน ง่ายๆ แค่นี้เราทำไม่ค่อยได้หรอก เพราะของกินสมัยนี้มันหลากหลายและยั่วยวนทั้งนั้น จำไว้ว่าของอร่อยมักไม่มีประโยชน์ (ฮาๆ) ทีนี้เรามาจำแนกอาหาร 5 หมู่กันค่ะ

– โปรตีน คือส่ิงที่สำคัญที่สุดของคนลดน้ำหนัก! ยิ่งคนที่ออกกำลังกายแบบสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนคือสิ่งที่จะมาสร้างกล้ามเนื้อให้เราค่ะ แล้วโปรตีนก็มีพลังงานไม่สูงมาก (4:1) เท่ากับน้ำตาล แต่กินแล้วอิ่มนาน ไม่อยากอาหารไปได้นานกว่ากินน้ำตาล

– คาร์โบไฮเดรต คือตัวร้ายที่สุดของคนลดน้ำหนัก!! อย่าแปลกใจว่าทำไมไม่ใช่ไขมัน ช่างมันค่ะ คือจะบอกว่าคนเรากินไขมันได้ไม่เท่าไหร่หรอก มันเลี่ยน แต่ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน ขนมปัง เบเกอร์รี่ เค้ก บิงซู นมข้น เหล้า เบียร์ ฯลฯ คือสิ่งที่เราชอบกินจนเคยชิน แล้วกินได้ตลอด กินได้ไม่เคยอิ่ม กินได้อีกเรื่อยๆ there’s always room for dessert จริงๆ ซึ่งสิ่งนี้อันตรายมากค่ะ ยิ่งถ้ากินตอนหิวจัดร่างกายจะดูดไปใช้ทันที แล้วยังไงจำไม่ได้ (ฮาๆ) แต่ไม่ค่อยดีอ่ะ ประมาณว่ามันอาจกักตุนไปเป็นพลังงานสะสม(ไขมัน)เลย เวลาหิวจัดจำไว้ว่าต้องกินโปรตีนก่อน เราจะได้อิ่มแบบมีคุณภาพ ร่างกายค่อยๆ ดูดซึม ทีนี้ถามว่าถ้าอยากกินคาร์บต้องทำไง ก็ต้องเลือกคาร์บจากธรรมชาติ ไม่ผ่านกระบวนการ เช่น ข้าวกล้อง โฮลวีต คาร์บจากพืชผักผลไม้ มัน เผือก ข้าวโพด อะไรนี้ก็ดีอยู่ค่ะ เพราะร่างกายจะค่อยๆดูดซึมเช่นกัน ถ้าอยากกินน้ำตาล ก็ขอแบบไม่ขัดสีค่ะ

– ไขมัน เลี่ยงได้ก็เลี่ยง โดยเฉพาะไขมันที่ผ่านการแปรรูปร่างกายจะไม่รู้จัก ทุกอย่างที่ผ่านการแปรรูป ร่างกายจะงง แล้วมันก็เก็บไปเลยแบบว่าค่อยมาย่อยมารู้จักกันทีหลัง ความหมายคือมันจะเก็บเป็นพลังงานสะสม(ไขมัน)เช่นเคย สิ่งที่ร่างกายจะเอาออกมาใช้เป็นสิ่งสุดท้ายนั่นเอง บางทีมีมากเกินมันก็ไปเกาะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย กลายเป็นคนอ้วน คนที่ผอมๆ เพราะพันธุกรรมทำมาดี มองไม่ออกแต่มันเกาะเส้นเลือดนะ เกาะตับ ไรงี้ ใครจะไปเห็นข้างในถูกมั้ย ทีนี้ไขมันที่มาจากธรรมชาติ ก็ขอให้กินเข้าไปบ้าง เช่น น้ำมันมะกอก อโวคาโด้ ถั่ว นม แม้แต่ไขมันในเนื้อสัตว์ ไขมันที่ไม่ควรกินคือ น้ำมันที่ผ่านกรรมวิธี ครีมเทียม นมข้น นมข้นจืด มายองเนส ของทอด ฟาสต์ฟู้ด ฯลฯ

– ผักและผลไม้ ขอรวมมาหมวดเดียวกันเพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสุดๆ ส่วนใหญ่แคลฯต่ำ ก็เลือกหน่อยค่ะ ไม่ใช่กินแต่ทุเรียน ขนุน อันนี้ก็ไม่ใช่เนอะ

เรื่องอาหารการกินต้องหมั่นศึกษา อย่าเชื่อข้อมูลการตลาด เข้าใจต้นตอของอาหารแต่ละอย่างให้ดีแล้วเราจะเลือกกินของที่มีประโยชน์ได้ไม่ยากค่ะ

8 อย่าเพิ่งเบื่อนะ เราต้องอยู่ด้วยกันอีกยาว

ไม่ใช่แฟนหรอกค่ะที่จะอยู่กับเรานานๆ แต่มันคือร่างกายของเราเอง!!! (ฮาๆ) อย่าริอาจทรยศร่างกายตัวเองด้วยการพอกพูนไขมันที่เกิดจากการกินของไม่มีประโยชน์ หรืออยู่นิ่งๆ ไม่ออกกำลังกาย ไขมันก็ไปพอกพูนในเส้นเลือดแทน ถึงจะดูผอม แต่ภายในนี้เละเชียว ประเด็นหลักคืออยากให้เข้าใจร่างกายอย่างถ่องแท้ด้วย ถึงจะดูแข็งแรงตอนนี้แต่ไม่มีอะไรมาบอกเราได้ว่าเราจะแย่เมื่อไหร่ คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยตระหนัก มาตระหนักเอาตอนที่ร่างกายส่งสัญญาณแย่ๆ มาแล้ว ถ้าไหวตัวทันก็รอดไป แต่ถ้าไม่ทันล่ะ ถึงชีวิตนะคับ อย่าทำเป็นเล่นไป

ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่นานๆ เพื่อได้ทำในส่ิงที่รัก หรืออยู่กับคนที่รักเรานานๆ ก็เริ่มจากการรักตัวเองเสียก่อน

9 เริ่มรักตัวเองขึ้นบ้างยัง

การรักตัวเองคือการดูแลร่างกายของเราให้อยู่กับเรานานๆ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าต้องทำไง นั่นคือการกินของที่มีประโยขน์ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้ผ่องใส

การปล่อยร่างกายจนอ้วนก็เหมือนกับการไม่ดูแลตัวเอง แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก เพราะความอ้วน นอกจากจะเป็นเพราะพันธุกรรมแล้ว นั่นอาจแปลได้ว่าคุณกินของไม่มีประโยชน์ ไม่ค่อยออกกำลังกาย โอเคสองอย่างนี้ get ส่วนดื่มน้ำน้อย พักผ่อนน้อย แล้วก็เครียดบ่อย ก็ทำให้อ้วนได้เพราะ น้ำช่วยเผาผลาญไขมัน น้ำเป็นส่วนประกอบหลักในร่างกาย โครตสำคัญ การนอนน้อยก็ทำให้อ้วนได้เพราะร่างกายไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอ การเผาผลาญแย่ลง มันผิดปกติวิสัย ร่างกายก็เลยต้องสร้างไขมันขึ้นมาเพิ่มอีก อะไรประมาณนี้ ส่วนความเครียด ก็ทำให้อ้วนได้เช่นกันเพราะมันทำให้เราอยากกินๆ โอเคบางทีกินไม่ลง แต่นะ หลายเรื่องอ่ะกับความเครียด ยิ่งเครียดร่างกายก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ พอจิตใจเราแย่ร่างกายก็พลอยแย่ไปด้วย

การลดน้ำหนัก ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องอาศัยการศึกษาด้านโภชนาการ ด้านการออกกำลังกาย ความเข้าใจเรื่องสรีระ เรื่องระบบในร่างกาย การควบคุมจิตใจ การมีวินัย ความอดทน ง่ายๆ คือ ความเข้าใจทางใจและทางกายต้องไปด้วยกัน

ส่วนตัวไม่ได้เป็นหมอ หรือมีความรู้ทุกด้านทุกแขนง แต่ก็อาศัยการสอบถามจากผู้รู้ อ่านหนังสือ ศึกษาด้วยตัวเองอยู่เสมอ จึงพอทราบได้ว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะลดน้ำหนักได้ เอาตรงๆ นะ น้ำหนักลง เพราะกินน้อยลง(แบบมีประโยชน์) และการเผาผลาญออกมากขึ้น มีแค่นี้เอง

ดังนั้น ใครๆ ก็ลดน้ำหนักได้แหละ ถ้ามีวินัยและรักตัวเองมากพอ

………

ยังมีเรื่องให้แชร์อีก ค่อยมาต่อละกัน 🙂

4 สังเวชนียสถาน คือ การเดินทางสู่ ‘ปัจจุบัน’

เมื่อลิฟท์เปิดออก ข้างหน้าคือแถวที่ยาวเลื้อยออกมาข้างนอกสถานที่ทำวีซ่า ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มพระสงฆ์และแม่ชีนุ่งขาวห่มขาว อีกกลุ่มก็จะเป็นคนแก่ คนทำงาน ที่มาพร้อมไกด์ แอบฟังแป๊บเดียวก็ทราบว่า ทั้งหมดนั้นกำลังจะไปสังเวชนียสถานทั้งสิ้น ไม่คิดว่าจะมีคนต้องการไปตามรอยพระพุทธเจ้าที่อินเดียมากมายขนาดนี้ แอบฟังไกด์พูดกับลูกทัวร์อีกที ก็ทราบว่า 80% ของการทำวีซ่าอินเดียคือการไปแสวงบุญค่ะ

img_2529-cover
Welcome to India อยากเห็นมานาน เวนิชอินเดีย-พาราณสี-สวยจริง

ที่สุดแล้วของคนที่นับถือศาสนาพุทธ คือการได้มีโอกาสไปสักการะสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา นั่นคือ ที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า นั่นมั้งคะ ย้อนกลับมาถามตัวเองว่าอะไรคือเหตุผลให้อยากไป ขอตอบแบบศิลปินว่า อยู่ๆ ก็คิดอยากไปค่ะ…ไม่ได้กวน แต่มันรู้สึกแบบนี้จริงๆ ไม่มีเหตุผลมากไปกว่านี้ ไม่ได้เป็นคนเข้าวัดเข้าวา ไม่ค่อยตักบาตร ไม่ค่อยทำบุญด้วย (ดูเป็นคนบาปเนอะ ฮาๆ)

img_1766-1
ธัมเมกขสถูป ที่เมืองสารนาท

คงมีใครหลายคนอยากไปแบบเราแหละ จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้แชร์ประสบการณ์การไปแสวงบุญด้วยตนเองแบบสบายๆ (แต่ก็ไม่ค่อยสบาย) มาฝากกันนะคะ

ครั้งนี้เราเลือกไปอินเดียกับเพื่อนสองคน (เหมือนเดิม) เดินทางโดยใช้รถแท็กซี่พร้อมคนขับ คือคุณพี่มิสรา ซึ่งเคยใช้บริการมาแล้วตอนไปอินเดียครั้งแรก หากใครอยากมีประสบการณ์ดีๆ ที่อินเดีย แนะนำเลยแล้วคุณจะไม่ผิดหวัง การวางแผนทัวร์ค่อนข้างขี้งกนิดนึง คือเราบินจากกรุงเทพฯลงกัลกัตตา แล้วต่อเครื่องอีกครั้งลงพาราณสี แต่ขากลับมันดันยกเลิกไฟล์ทพาราณสี-กัลกัตตา เราก็เลยต้องบินจากพาราณสีไปลงนิวเดลีก่อน แล้วจึงบินย้อนมาลงกัลกัตตา ไม่พอเลือกตั๋วถูกมันไม่มีรอบเวลาพอดี ก็เลยต้องรออีกหนึ่งวันนอนกัลกัตตา แวบไปเที่ยวครึ่งวันแล้วบินกลับ ซึ่งเป็นอะไรที่ผิดมหันต์ รู้ซึ้งเลยว่าวันหลังอย่าขี้งกจนเกินงาม -_-

img_1939-1
วัดพุทธคยา ซึ่งต้นศรีมหาโพธิจะอยู่ด้านหลังวัดนี้

วันแรกเราอยู่กันที่พาราณสี (Varanasi) เมืองนี้เป็น a must ของเรา เพราะอยากมาล่องเรือชมบรรยากาศ Ghat ต่างๆ ริมแม่น้ำคงคา เห็นรูปแล้วมันอยากมาค่ะ ชีวิตชาวเมืองที่นี่ผูกพันกับแม่น้ำคงคา ไม่ว่าจะล่องเรือ อาบ ตกปลา ซักผ้า บูชา ดื่ม ทิ้งขยะ เผาศพ ลอยอังคาร ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นที่แม่น้ำแห่งนี้…เอ่อ คนอินเดียเชื่อว่าในชีวิตหนึ่ง จะต้องมาอาบน้ำที่แม่น้ำคงคาสักครั้ง เป็นบุญของเค้า แต่ถ้าบุญสุดๆ นั่นคือได้มีโอกาสเผาศพตัวเองแล้วลอยอังคารต่อที่นี่ อันนี้ถือว่า beyond ค่ะ ที่นี่มีจุดเด่นคือเมืองค่อนข้างเก่า แออัด ถนนแคบมาก และรถติดสุดๆ (นี่หรือคือจุดเด่น?) เพราะเป็นเมืองเก่าแก่มีหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานเป็นพันๆ ปี เมืองก็เลยแคบอยู่อย่างนั้น ไม่ได้พัฒนาไปตามจำนวนคนและรถที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามที่นี่จะมีสถานที่สำคัญทางศาสนามากมายเพราะเชื่อว่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ รวมถึงสถานที่สำคัญทางศาสนาพุทธ นั่นคือ เมืองสารนาท (Sarnath) อยู่ไม่ไกลจากพาราณสีค่ะ โดยมีชื่อในอดีตกาลว่า ป่าอีสิปตนมฤคทายวัน หลักๆ เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมธรรมเทศนา ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะดวงตาเห็นธรรมจึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา นั่นทำให้เกิดพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ ครบรัตนตรัยนั่นคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จุดเด่นของการเยี่ยมชมที่นี่คือการสักการะ ธัมเมกขสถูป (Dhamek Stupa) สถูปที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราชเพื่อรำลึกถึงการแสดงปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้านั่นเองค่ะ

สาระไปมั้ยเนี่ย…

img_1836-1
พิธีอารตีบูชา ริมแม่น้ำคงคา

คืนแรกเราพักใกล้กับแม่น้ำคงคา เป็นguesthouseที่แต่งสวยมากแต่ก็เคร่งกินมังสวิรัติมาก ยังดีที่เราเตรียมตัวมาแล้วว่าจะกินมังฯด้วย ก็เลยชิวๆ อีกอย่าง ที่อินเดียเค้าชอบกินมังฯ ก็เลยหากินสะดวกดี แถวริมแม่น้ำคงคาจะมี guesthouse มากมายเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องมาล่องเรือ แต่ไม่เหมาะหากต้องไปต่อต่างเมืองในวันรุ่งขึ้น (แบบเรา) เพราะจราจรหนาแน่นมาก เสียเวลาเดินทาง เช้าตรู่วันนั้นเราไปล่องเรือที่แม่น้ำคงคาด้วยแต่หมอกก็หนาเกินไป มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเรากับเรือ ไม่เหมือนกับที่ตั้งความหวังไว้ ยังดีที่เมื่อคืนเราได้ไปดูเค้าทำพิธีบูชาไฟริมแม่น้ำคงคา หรือ อารตีบูชา ซึ่งก็พอตื่นตาตื่นใจอยู่บ้าง หลังจากล่องเรือแบบผิดหวัง เราก็มุ่งหน้าไปเมืองคยา (Gaya) ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของพุทธคยา (Bodhgaya) ศูนย์รวมชาวพุทธจากทั่วทุกมุมโลก ที่ต่างก็มาสักการะต้นศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หากมีเวลาเหลือท่านสามารถเที่ยววัดของชาติต่างๆ ได้ตามอัธยาศัย วัดสวยๆ เยอะไปหมดค่ะ จากพาราณสีใช้เวลาเดินทางถึงนี่ประมาณ 4 ชั่วโมง

img_2068-1
พระคันธกุฎี ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ จากที่โล่งๆ ตอนนี้มีคนมาวางอะไรเต็มไปหมด

เช้าวันต่อมาเราออกจากพุทธคยาขึ้นเหนือผ่านราชคฤห์ (Rajgir) นาลันทา (Nalanda) ก่อนไปพักที่เมืองปัตนะ (Patna) ซึ่งไกลไปหน่อย เพราะราชคฤห์มีอะไรให้เที่ยวเยอะไปหมด แค่ได้ขึ้นไปยอดเขาคิชฌกูฏ (Gridhakuta hill) เพื่อสักการะพระคันธกุฎี สถานที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธเจ้า ถ้ำสุกรชาตา (Sukarkhata Cave) สถานที่ที่พระสารีบุตรบรรลุอรหันต์ ถ้ำพระโมคคัลลานะ ที่ทรงงานของพระพุทธเจ้า และสันนิษฐานว่าเป็นที่ที่พระเทวทัตพยายามผลักหินลงมาหวังปองร้ายพระพุทธองค์ เท่านี้ก็หมดวันแล้วล่ะค่ะ วิธีพิชิตยอดเขาให้นั่งเก้าอี้ลอยฟ้า (Aerial Ropeway) ขึ้นไปที่ Rajgir Hill ก่อน ชม Shanti Stupa แล้วจึงเดินชิวๆ ลงมาที่เขาคิชฌกูฏ ไม่ต้องสนใจใครเพราะเราไม่อยากให้คุณทำตัวงงๆ แล้วโดนพวกตำรวจรีดเงินอ่ะ นึกแล้วแค้นใจ เห็นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวหญิงจะเดินคุ้มกันให้ กลัวอันตรายอย่างนู้นอย่างนี้ จะไล่ยังไงก็ไม่ไป สุดท้ายก็มาเก็บตัง อย่าไปหลงกลมันค่ะ!! ถ้าเห็นใครมาแบบนี้บอกว่าเปลี่ยนใจไม่ไปซะยังดีกว่า แล้วค่อยแอบมันเดินไปเนียนๆ (เหอะๆ)

img_2003-1
Aerial Ropeway ขึ้นยอดเขาราชคฤห์ มีความเสียว

กลับลงมาจากเขา ต่อมาเราแวบไปรื่นรมย์กับวัดเวฬุวัน (Venu Van) วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ได้สนทนาธรรมกับแม่ชีชาวไทยที่เจอโดยบังเอิญ ชมความอลังการของมหาลัยนาลันทา (Old Nalanda University) มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก ต่อด้วยสักการะวิหารหลวงพ่อดำ (Black Buddha Temple) จริงๆ ยังมีอะไรให้ดูอีกเยอะเลยแต่เราไม่มีเวลาแล้วต้องรีบบึ่งไปที่พัก

img_2297-1
วาลิการามและเสาอโศก ที่ไวสาลี

เช้าวันต่อมาเราเดินทางไปไวสาลี (Vaishali) แอบกลัวหากมั่วๆ มาคนเดียวจะเป็นไง เพราะแผนที่ปักหมุดกับสถานที่จริงอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน (คุณหลอกดาวว) ยังดีที่คุณพี่มิสราใช้วิธีขับตามรถทัวร์นักท่องเที่ยว และหมั่นถามทางอยู่เสมอ ซึ่งเอาจริงๆ แกก็ไม่เคยมา นี่ก็มากับเราครั้งแรกค่ะ (อ่าว!) ทำให้การเดินทางอาจจะงงๆ หลงๆ ไปบ้าง เพราะเราเองก็ไม่มีเวลาหาข้อมูลเที่ยวมาด้วยสิ บางครั้งก็ถามคนแถวนั้นว่านี่เค้ามาเที่ยวอะไรกันบ้างแถวนี้ คือดูไม่ได้ตั้งใจมาเลยเนอะ (ฮาๆ)

img_2332-copy
สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้า อยู่ในกุสินารา

เราแวบไปสักการะ ปาวาลเจดีย์ (Relic Stupa) เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าได้ปลงอายุสังขาร (การกำหนดวันตาย) และ วาลิการามที่มีเสาอโศก (Ananda Stupa with an Asokan Pillar) เป็นที่ทำสังคายนาครั้งที่สองของพระพุทธศาสนา ก่อนข้ามไปยังเมืองกุสินารา (Kushinagar) เพื่อสักการะสถานที่ดับขันปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ณ มหาปรินิพพานวิหาร (Parinirvana Stupa) บริเวณสาลวโนทยาน และยังได้ไปสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ (Ramabhar Stupa) ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ ค่ำนั้นโรงแรมต้อนรับเราด้วยอาหารไทยปลอม รสชาติออกจีนๆ บวกผงโลโบ้ แต่จะบอกว่าเจริญอาหารมากกกก อย่าลืมว่าเรากินมังฯอยู่หลายวันแล้ว  สิ่งที่กินก็เดิมๆ คือแกงกะหรี่เห็ด ชีสนาน หรือ ข้าวหมกไข่ พอเจอรสชาติแตกต่างจากเดิมหน่อยถึงกับอดใจไม่อยู่ คิดถึงอาหารไทยสุดกำลัง 😀

img_2329-1
พระพุทธรูปปางปรินิพพาน ในมหาปรินิพพานวิหาร กุสินารา

เช้าวันต่อมาเรามุ่งหน้าไปเมืองลุมพินี (Lumbini) ประเทศเนปาลค่ะ รู้ทั้งรู้ว่าเฉียดเข้าใกล้ประเทศนี้เพียงหนึ่งคืน แต่เห็น visa on arrival ที่สามารถอยู่ได้ถึง 15 วัน ก็เกิดอาการอยาก trekking ขึ้นมาตะหงิดๆ ห่างไปแค่สองร้อยกว่ากิโลคือเมืองกาฐมาณฑุ ใกล้แค่นี้แต่ก็ไม่มีสิทธิ (โถ่) ดึงสติกลับมาที่ลุมพินีค่ะ ข้ามฝั่งมาได้ไม่นาน เราก็ได้มาถึงที่ประสูติของพระพุทธเจ้า (Buddha Birth Place) สักการะพอเป็นพิธีแล้วจึงพักผ่อนตามอัธยาศัย พยายามสัมผัสความเป็นเนปาลให้ได้มากที่สุดแต่ก็ไม่เป็นผล ยังรู้สึกเหมือนอยู่อินเดียนั่นแหละ (ฮาๆ) เช้าวันต่อมาตามกำหนดการเดิมคือไปเมืองสาวัตถึ (Sravasti) เพื่อเยี่ยมชมโบราณสถานต่างๆ ที่ปรากฎในเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาอีกเล็กน้อยก่อนกลับลงมาที่เมืองพาราณสี แต่สุดท้ายเราก็ไม่แวะเพราะอยากไปเดินเล่นและช็อปปิ้งในพาราณสีมากกว่า

img_2361-1
สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ที่ลุมพินี ประเทศเนปาล

ผ่านไปกว่า 10 ชั่วโมงกับระยะทางเพียง 330 กิโลเมตร ในที่สุดเราก็ได้กลับมาที่เมืองศักดิ์สิทธิริมแม่น้ำคงคาค่ะ ความทรมานของคนนั่งคงไม่เท่าคนขับ การนั่งรถในอินเดียกับระยะทางแค่นี้แต่กับใช้เวลานานมาก คงพอจะบอกได้ว่าเส้นทางมันแย่แค่ไหน อุปสรรคอย่างแรกคือ หมอกหนาจัด แย่ที่สุดเราเห็นทางข้างหน้าเพียงสิบเมตร น่ากลัวว่าจะมองไม่เห็นรถที่สวนมาก็คงไม่เท่ากับการขับข้ามสะพานค่ะ มีเพียงหมอกขาวรายล้อมเรากับปลายทางที่มองไม่เห็น เหมือนกำลังขับอยู่บนสะพานขาดยังไงยังงั้น น่ากลัวมากจริงๆ อุปสรรคอย่างที่สองคือรถติด ด้วยความที่มีถนนเลนเดียวแล้วรถใหญ่ๆ วิ่งเยอะ หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่ทำให้รถใหญ่ไม่สามารถวิ่งสวนเลนได้ ความบรรลัยก็บังเกิดค่ะ เราจะรู้สึกขัดแย้งทางความคิดทันทีเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เพราะมันคือทุ่งนา ทุ่งดอกมัสตาร์ต นึกไม่ออกเลยว่ารถติดในที่ห่างไกลความเจริญนั้นมันเกิดขึ้นได้ยังไง วิธีแก้นั้นจะใช้ได้เฉพาะรถคันเล็กแบบเรานั่นคือหาทางลัดเลาะในหมู่บ้านแล้วไปโผล่ในจุดที่รถไม่ติด หลายครั้งที่เราต้องไปหลบในคอกวัวบ้าง วิ่งตามคันนาบ้าง โหดจริงๆ ค่ะ วันหลังควรเช่ารถ 4WD จะได้ไม่กังวลว่ารถจะติดหล่มในทุ่งนาหรือเปล่า อุปสรรคอื่นๆ ถือว่าเป็นสิ่งปกติ นั่นคือ ทางเป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง แย่งเลนส์ถนนกับวัวบ้าง อะไรอย่างงี้เป็นที่รู้กัน

img_9799-1
กลับมาพาราณสี เตรียมกระโดดลงแม่น้ำคงคา 😛

เรามีเวลาหนึ่งวันเต็มๆ กับการเที่ยวพาราณสี เลยได้ไปชมวัดฮินดูกาสีวิศวะนาต (Kashi Vishwanath Temple) หรือ Golden Temple ที่ป๊อบมากๆ คนต่อคิวยาว แล้วก็ดูขลังมากจริงๆ ได้ไปช้อปปิ้งผ้าพื้นเมือง พรม ครีม Himalaya ได้ไปเดินห้างเค้า เดินซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้าง ไปกินพิซซ่าฮัทด้วยค่ะ มีความสุขเลย ที่สำคัญที่สุดคือได้กลับมาแก้ตัวล่องเรืออีกรอบ รอบนี้ไม่มีหมอก เห็นวิวสวยมากจริงๆ คุณมิสราบอกว่า อุตส่าห์มาถึงที่นี่ทั้งทีต้องกินแม่น้ำคงคา….ที่ผ่านมาเราทำใจกล้าลองชิมขนมข้างทางเค้าเกือบทุกอย่าง แม้ว่ามันจะห่อมาในกระดาษหนังสือพิมพ์ ใส่ถุงดำ ทอดน้ำมันดำข้างถนนที่ฝุ่นเขลอะ ปั้นแป้งบนแท่นซึ่งอยู่บนพื้น หรือจะทั้งทอดทั้งแช่น้ำเชื่อมเยิ้มๆ หรือกินโยเกิร์ตไม่เย็นที่รสชาติเหมือนนมเกือบบูด ฯลฯ แต่ขอเถอะ ทำใจกินน้ำในแม่น้ำคงคาไม่ลงจริงๆ -_-

ในที่สุดเราก็ต้องแยกกับคุณพี่มิสราที่สนามบินพาราณสี เสียใจทีต้องร่ำลาแกก็คงไม่เท่ากับเห็นเครื่องบินของการบินไทยเตรียมรับผู้โดยสารกลับประเทศ อยากกลับบ้านแล้วอ่ะ กลับมามองที่เรานอกจากจะเจ็บช้ำกับค่าน้ำหนักกระเป๋าเกินแล้ว ยังต้องนั่งต่อเครื่องสองตลบไปนิวเดลี ข้ามกลับมากัลกัตต้า แล้วพักหนึ่งคืนอีก ตอนนั้นมันรู้สึกพอแล้ว เหนื่อยแล้วกับการผจญภัยในต่างแดน เราไม่ควรงกจองตั๋วถูกแล้วต้องรอต่อเครื่องอะไรกันขนาดนี้เลย ได้แต่คิดในแง่ดีว่าที่กัลกัตต้าคงมีอะไรสนุกๆ ให้ได้ทำก่อนกลับบ้านเป็นแน่

img_2496-1
วิธีชั่งผัก ผลไม้ ถั่วคั่ว ฯลฯ มีความย้อนยุค

จากไฟล์ท 11 โมงเช้า เราถึงที่หมายตอน 4 ทุ่ม…คุณพระ ต้อนรับกันเลยด้วยแท็กซี่ตีนผีที่พยายามจะโกงราคา เช้าวันต่อมาก็เจอแท็กซี่ที่พยายามวิ่งอ้อมเมือง ถึงพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (India Museum) ที่ควรเยี่ยมชมแต่พบว่าปิดวันจันทร์ แพลนว่าจะเดินไปอนุสรณ์วิคตอเรีย (Victoria Memorial Hall) พระราชวังหินอ่อนที่สร้างเป็นอนุสรณ์แก่พระราชินี แต่แ_ร่งโครตเดินไกล จริงๆ ไม่ไกลหรอก แต่บรรยากาศมันไม่น่าเดินอ่ะ อากาศก็เริ่มร้อน ฝุ่นก็เยอะ บีบแตรกันเสียงดังมาก ถึงกับต้องถอด mask ออกเพราะหายใจไม่ทัน ทางเดินก็ไม่น่าภิรมย์รื่นเลยสักนิด คิดผิดสุดๆ พีคสุดคือโดนขอทานมาจับแขน โอ้โห้น้องคะ เคยอาบน้ำบ้างหรือเปล่า สยองมากอ่ะ พอถึงที่หมายแล้วเราเลยไม่เห็นความงามของสถานที่เลย อยากหาคาเฟ่ติดแอร์สบายๆ นั่งชิวมากกว่า อีกแล้วเรียกแท็กซี่ไปจุดที่เป็นห้าง ห้างอะไรก็ได้ที่มันน่าจะมีร้านกาแฟ เอ่าคุยกันไม่รู้เรื่องอีก สุดท้ายก็โดนมันโกงราคาดื้อๆ คือไม่กดมิเตอร์จ้า จะเหมาท่าเดียว ไม่ยอมให้เราลงรถด้วยนะ เราก็ยอมมันไปก่อนแต่แก้เผ็ดด้วยการไม่จ่ายราคานั้น ‘ยูจะเอามั้ยเท่านี้หรือไม่เอาเลยสักรูปี?’ ได้ผลค่ะ มันต้องยอม ตัวเองทำใจกล้า ให้ตังมันแล้วรีบวิ่งไปหลบในฝูงชน กลัวนางตามมาหาเรื่องเหมือนกัน (ฮาๆ)

IMG_2652-1.jpg
อนุสรณ์วิคตอเรีย อาคารหินอ่อนสไตล์ยุโรปและอิสลาม สร้างในช่วงเปลี่ยนเมืองหลวงจากกัลกัตตาเป็นนิวเดลี

เอ่า ยังไม่จบค่ะ ที่ที่แท็กซี่โกงพาไปดันไม่ใช่ห้างอีก แล้วก็ไม่มีร้านกาแฟติดแอร์ด้วย -_- เราจึงใช้ความสามารถทางแผนที่และภูมิศาสตร์เดินหาร้าน Au Bon Pain ที่เคยผ่านสายตาตอนนั่งแท็กซี่เข้าเมือง รู้เลยว่าตอนนั้นสภาพร่างกายและจิตใจใกล้บ้าเต็มที ตลอดเวลา 15 นาทีที่เดินอยู่ท่ามกลางฝุ่นควัน กลิ่นเหม็น ตลาดสด กลุ่มขอทาน ขยะเกลื่อนกลาด เสียงแตร และอากาศร้อน มันมีผลต่อจิตใจเราอย่างไร มันแย่มากจริงๆ ค่ะ เป็นครั้งแรกที่เราเปิดประตูร้าน Au Bon Pain เข้าไปแล้วเหมือนเจอสวรรค์ ความเย็น ความสะอาด ความเงียบ กลิ่นหอมขนมปังและกาแฟ มันมีค่ากับเรามากเหลือเกิน ได้กินสลัดผักเหี่ยวๆ แต่ทำไมมีความสุขขนาดนี้ เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่า บางสิ่งบางอย่างเราอาจไม่รู้ว่ามันสำคัญ ก็ต่อเมื่อได้เสียมันไป… แต่เรายังโชคดีที่มีโอกาสได้กินของธรรมดาๆ ซึ่งสะอาดและดีต่อสุขภาพ ขณะที่บางคนกลับไม่มีโอกาสนั้นเลย ไม่ใช่แค่เค้ายากจน แต่เค้ากลับไม่เคยทราบว่าสิ่งที่บริโภคอยู่นั้นมันเลวร้ายต่อสุขภาพเพียงใด การเห็นคนอินเดียเป็นโรคอ้วนและนั่งรถเข็นจึงเป็นสิ่งที่ชินตา

img_1803-1
การกินมังฯที่อินเดียเป็นเรื่องง่ายมาก แต่หาเมนูที่ชอบๆ ให้เจอล่ะ เจอแล้วจะติดใจ

การเดินทางครั้งนี้ไม่มีสิ่งสวยงาม ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง มีแต่ความจริงและสัจธรรม ทำให้เรามองโลกในมุมมองที่แตกต่างออกไป สอนให้เราพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ขอบคุณกับสิ่งที่เป็น เพราะยังมีคนอีกมากต้องอยู่อย่างยากลำบาก ไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ ส่วนการได้ไปสักการะสังเวชนียสถานไม่ใช่เพียงได้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าหรือได้ทำบุญอะไรใหญ่โต แต่เป็นการสอนให้เข้าใจสัจธรรมว่า ชีวิตมีขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป มากกว่า พระพุทธศาสนาสอนเราให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ฟูมฟายเมื่อนึกถึงอดีต ไม่กังวลเมื่อนึกถึงอนาคต เมื่อเราอยู่กับปัจจุบันได้ เราก็จะมีสติ สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะทำได้ดี เพราะเราตั้งใจทำและโฟกัสกับมัน ความสุขก็เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะการอยู่กับปัจจุบันนี่แหละ

อาหารมื้อแรกที่ไทยเป็นอะไรที่วิเศษที่สุดเท่าที่เคยกินมา ขอบคุณร่างกายที่ต่อสู้กับทุกอุปสรรค ขอบคุณจิตใจที่เข้มแข็งพอทำให้ผ่านทริปนี้มาได้ ขอบคุณชีวิตนี้ที่ให้เราได้เรียนรู้ ได้เห็นอะไรมากมาย ขอบคุณที่เรายังมีโอกาสได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ แค่นี้ก็โครตมีความสุขแล้วล่ะค่ะ 🙂

La La Land

การดูหนังสักเรื่อง คงเทียบเท่ากับการได้อ่านหนังสือหนึ่งเล่ม ถ้าหนังเรื่องนั้นทำดี โดนใจ มันก็อาจมีอิทธิพลต่อความคิด และการใช้ชีวิตต่อจากนั้นได้ แน่นอนว่าหนังหรือหนังสือที่เค้าว่าดี ก็อาจไม่ได้ดี โดนใจไปซะทุกคน เพราะเราล้วนมีความแตกต่าง แต่ยังไงก็ตาม การได้เสพสิ่งดีๆ อยู่เป็นประจำ แม้ว่ามันจะเก็ทบ้าง ไม่เก็ทบ้าง ก็จะทำให้เราค่อยๆ ลืมความคิดในแง่ลบของเราลงไปได้บ้าง แล้วแทนที่ด้วยการคิดดี คิดบวกแทน ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องรับสารดีๆ อยู่เป็นประจำ แม้ว่าเราก็รู้อยู่เต็มอกว่ามันดียังไง แต่เชื่อเถอะว่าเราคงไม่ได้คิดดีไปซะทุกวัน ถ้าไม่มีอะไรมากระตุ้นให้คิด…

La La Land

อยากดูเรื่องนี้เพราะเป็นคนบ้าชอบดูหนังรางวัล อีกอย่างเราชอบเรื่อง Whiplash มากๆ เพราะผู้กำกับเดียวกัน เหตุผลลึกๆ เพราะมันเป็นหนังที่ดำเนินเรื่องด้วยดนตรี เสียงร้องและเพลงแจ๊ส แล้วใช้เทคนิคถ่ายทำแบบหนังสมัยเก่าอีก คลาสสิคสุดๆ สุดท้าย เราชอบเพราะนักแสดงโปรฯในหน้าที่ของตัวเองมาก โดยเฉพาะพระเอกและนางเอกของเรื่อง ทั้งร้อง ทั้งเต้น ทั้งเล่นดนตรี ขอบเลย ชอบคนที่มีความสามารถ

เป็นหนังตลกที่ดูแล้วน้ำตาซึม ดราม่าหน่อยๆ จริงๆ ถือว่ามีหลายรสชาตินะ แต่การเล่นมุกในเรื่องทำให้หนังมีสีสันขึ้นมาก ในหนังพูดถึงชีวิตของคนเราทั่วไปโดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีฝัน อยากทำตามฝัน แต่ก็มีหลายสิ่งทำให้เราเขว ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง ฝันของใครหลายๆ คน อาจจะต้องพับเก็บไว้ แล้วทำในสิ่งที่แน่นอนกว่า มั่นคงกว่า (แต่ไม่ชอบ) หรือบางครั้งก็เจอกับการปฏิเสธจนท้อ หมดหวัง แล้วก็เลิกหวัง เลิกทำตามฝันไปในที่สุด อืมม

อาจจะเคยเจอเพื่อนๆ ครอบครัวหรือสังคมรอบข้าง กดดันอยากให้เราทำในสิ่งที่แน่นอน มั่นคง ทำแล้วร่ำรวย หากเราดึงดัน เค้าก็อาจกลับมาถามเราว่า สิ่งที่อยากทำ สิ่งที่ฝัน มันกินได้เหรอ มันสร้างรายได้ได้หรือเปล่า คำตอบคือ ตอนนี้อาจไม่ได้ แต่อนาคตก็ไม่แน่นะ

หนังเรื่องนี้ทำให้คนที่มีฝันกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำตามฝันอีกครั้งหนึ่ง เราว่ามันสร้างแรงบันดาลใจ สร้างกำลังใจให้กับ คนที่เพิ่งเริ่มฝันและคนที่ท้อมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนได้เป็นอย่างดี มันทำให้เราเชื่อได้ว่า ทุกฝันจะเป็นจริงได้ หากเราเชื่อว่ามันจะเป็นจริงก่อน จากนั้นก็ต้องลงมือทำ แต่ต้องเป็นการลงมือทำแบบเต็มที่ ทำให้สุดแรงเกิด จะมีใครเห็นความสามารถของเราได้ถ้าเราไม่แสดงมันออกมาอย่างโดดเด่น ดังนั้นก็ต้องหมั่นสร้างโอกาสและหาโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถอยู่เสมอ ไม่ต้องสนว่าคนอื่นจะมองยังไง ไม่ต้องแคร์ว่ามันเป็นสิ่งที่งี่เง่าแค่ไหน เพียงเท่านี้ แล้วโลกก็จะเห็นเราเอง

ปล. เพลงเพราะมากๆ 🙂

 

ใครอยากไปทริปแสวงบุญที่อินเดีย ฟังทางนี้

img_2329-copyการเดินทางไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ชาวพุทธหลายๆ ท่านอยากมีโอกาสไปเยือนและไปสักการะสักครั้ง เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต เราก็เพิ่งกลับมาค่ะ เลยอยากแบ่งปันประสบการณ์สำหรับทุกคน ทั้งที่เคยไปแบบเรา และทั้งที่ยังไม่เคยไป

เรื่องแรกคือ การเตรียมใจ

สำหรับคนที่มีประสบการณ์ไปอินเดียและไม่เคยไป อาจมีการเตรียมใจที่แตกต่างกัน เราก็เช่นกัน เราเคยเห็นความสกปรก เสียงแตร ขอทาน ฝุ่น ขยะ ขี้วัว และสิ่งไม่น่ารื่นรมย์ต่างๆ มาแล้ว แต่ทำไมรอบนี้มันไม่ชินสักที (ฮาๆ) หลายครั้งต้องรีบหาที่หลบภัยให้ตัวเอง กลับห้องมาอาบน้ำนอนแล้วเตรียมพร้อมสู้รบปรบมือกับเรื่องพวกนี้ใหม่ในวันรุ่งขึ้น แต่สำหรับคนที่ไม่เคยไป อยากให้เตรียมใจไว้มากๆ นึกถึงพระพุทธศาสนาว่าสิ่งเหล่านี้มันมีขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรจีรัง พยายามมองทุกสิ่งเป็นการสอนตัวเอง ให้ปล่อยวาง อะไรประมาณนี้นะ จะช่วยได้มาก (ฮาๆ)

สอง เตรียมของ

เนื่องจากเราต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายตลอดเวลา ทั้งมลภาวะทางเสียง ทางอากาศ ทางสายตา หรือมลภาวะทางเท้า (ต้องมองให้ดีเวลาเดิน) ดังนั้น ส่ิงใดสามารถป้องกันได้ให้เตรียมไปค่ะ ผ้าปิดจมูก ยาดม หยูกยาแก้วิงเวียน แว่นตา หมวก หูฟังสำหรับฟังเพลงกลบเสียงแตร แอลกอฮอล์เช็ดมือ ทิชชู่เปียก เหล่านี้คือภายนอก ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูกาลอีกว่าไปช่วงไหน สิ่งที่ต้องเตรียมต่อมาคืออาหารแห้ง โดยเฉพาะสิ่งที่กินแล้วมันแก้เลื่ยนแก้เวียนหัวได้ มะขามสามรส หมากฝรั่ง ลูกอมรสมะนาวอะไรอย่างงี้ ถั่วต่างๆ ก็ดีนะ โจ๊กหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำ น้ำพริกแห้ง จะช่วยได้มากถ้าวันไหนเกิดเบื่ออาหารอินเดีย เบื่อกลิ่นแขกค่ะ ถ้าให้ดีอีกอย่างขอให้เอาแก้วกาแฟ หลอด ถ้วยช้อนพลาสติกไปด้วยจะดีมากค่ะ เพราะของเค้าชอบล้างไม่เกลี้ยง

 

สาม เตรียมแผนการเดินทาง

คนไทยปกติชอบไปกับทัวร์ ก็คงไม่ต้องเตรียมอะไร ส่วนเราชอบไปเองก็เลยต้องเตรียมแผนเดินทางกันเอง จะเลือกเดินทางโดยรถไฟ หรือเช่ารถพร้อมคนขับก็แล้วแต่ระดับการลุยของแต่ละคนค่ะ เราเลือกเช่ารถพร้อมคนขับซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เคยพาเราไปเที่ยวทัชมาฮาล คุณพี่มิสรา บริการดีประทับใจ ราคาถูกอีก ตกวันละ 2000 บาท ต่อรถเก๋ง 1 คัน เลยเลือกแบบนี้เพราะเราสามารถปรับแผนได้หมด และมั่นใจว่าเรามีคนอินเดียที่ไว้ใจได้ตลอดทั้งทริป บางครั้งเป็นไกด์ให้อีก ดีงามค่ะ
-เล่าแผนการเดินทางคร่าวๆ
เราเริ่มจาก Varanasi ไปล่องเรือในแม่น้ำคงคาก่อน แล้วแวะไปที่ Sarnath ที่ที่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นครั้งแรก เพราะมีพระสงฆ์รูปแรกจากการปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า จากนั้นไป Bodhgaya ไปสักการะสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ขึ้นเหนือไป Rajgir ซึ่งมีภูเขาคิชกูฏอันมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนามากมาย แวบไป Nalanda ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่และสำคัญมากในอดีต ไป Venuvan วัดแห่งแรกในพุทธศาสนา จากนั้นขึ้นต่อไป Vaisali สถานที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุ และ Kushinagar สถานที่ปรินิพพาน แล้วจึงขึ้นต่อไป Lumbini ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้า แล้วก็ยิงยาวกลับมา Varanasi แทนที่จะไป Sravati อย่างที่ตั้งใจ เพราะอยากมาชิวมาช้อปปิ้งในพาราณสีให้มากกว่านี้ เราใช้เวลาไปแปดวันค่ะ

 

สี่ เตรียมเอกสาร

อินเดียยังต้องใช้วีซ่า สำหรับกฎใหม่นี้ (ปี 2016) ต้องไปเสนอหน้าเพราะต้องถ่ายรูปและเก็บลายนิ้วมือค่ะ แต่พอเราทำพวกนี้ไปแล้ว ครั้งหน้าจะไปอินเดียอีกก็สามารถฝากคนอื่นมาทำแทนได้เลย เพราะมีข้อมูลเราในระบบแล้ว เลือกประเภท double หรือ multiple นะ เพราะต้องเข้า-ออกสองรอบ อย่าเลือกแบบ single เป็นพอ เอกสารที่จำเป็นดูในเว็บเอาแล้วกันนะ ทำไม่ยากเลย ส่วนวีซ่าเนปาลสามารถทำแบบ visa on arrival ได้ที่เขตแดน เตรียมรูปถ่ายไปด้วย เสียคนละ $25 (อยู่ได้ตั้ง 15 วัน) แต่ต้องเป็นแบงค์ US ที่ไม่มีรอยหมึก รอยปั้มนะ เราโดนมาแล้ว ดีที่มีนักท่องเที่ยวใจดีให้แลกแบงค์ ไม่งั้นล่ะลำบากอีก ส่วนการแลกเงิน จะบอกว่าช่วงที่เราไปเค้าเพิ่งยกเลิกแบงค์ 500 และ 1000 รูปี ทำให้การใช้จ่ายค่อนข้างลำบากค่ะ แลกตังที่สนามบินกลับได้การ์ดมารูด อย่างกับว่าทุกร้านอาหารทุกโรงแรมมันจะรับบัตรนั่นแหละ จะกดตังที่ตู้ ATM ก็รอคิวไปเถอะ ดีที่คุณพี่มิสราเราช่วยเหลือทุกอย่างเต็มความสามารถ แกแลกแบงค์เล็กมาเพียบเลย สบายแฮ แม้เงิน US จะใช้ได้ เรทก็ดี แต่เชื่อเถอะมันต้องใช้เงินรูปีในร้าน local บ้างค่ะ ส่วนเงินไทย เราเตรียมไปทำบุญอย่างเดียวเลย หลังๆ ช้อปหนักเกินก็เอาไปแลกรูปีต่อ ไปกี่ทีไม่เคยมีตังพอช้อปเลยค่ะ 😛 เพิ่มเติมเรื่องเอกสาร เวลาเข้าสนามบินเค้าจะตรวจเข้มมากกก กรุณาปริ้นท์ตั๋วไปทุกครั้งเค้าจะมีทหารยืนคุมทางเข้าขอดูเอกสารเลยล่ะ

 

ห้า เตรียมไว้จะได้สบาย
อันนี้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่เราเจอแล้วอยากให้ทุกคนเตรียมพร้อมไว้ก่อน –หนึ่ง เตรียมกินมังสวิรัติ การหาเนื้อสัตว์นั้นเป็นเรื่องไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอก แม้คนส่วนใหญ่เค้าจะกินมังฯและของหวานเป็นกิจวัตร แต่ถ้าคุณเห็นเค้าหักคอไก่ริมถนนแล้วล่ะคงกินไก่ไม่ลง มันเหม็นคาวทะลุกระจกรถเลย มันดูไม่สะอาดอ่ะ สักพักเห็นหมูหมาไก่วัวแพะรุมกินขยะริมทาง มันจะเกิดอาการเบื่อเนื้อสัตว์แบบอัตโนมัติเลย –สอง อ่านเงื่อนไขที่พักให้ละเอียด อันนี้ขำมาก เราพัก guesthouse ในพาราณสีโดยที่ไม่ทราบว่าเค้าเคร่งกินมังฯมากๆ เพื่อนเราเอาไข่ต้มไปกิน จากที่คุยกับป้าเจ้าของบ้านดีๆ ป้าแกเกือบไล่ออกจากบ้าน รีบหาถ้วยพลาสติกมาให้กินแยกจาน แถมสั่งให้เอาเปลือกไข่ไปทิ้งที่อื่นอีก จากที่ nice กับเรา กลายเป็นป้าโหดเลย (ฮาๆ) โป๊ะแตกอีกเมื่อเราพักโรงแรมในพุทธคยา ซึ่งอยู่ในรัฐพิหาร เราเรียกเด็กให้เอาเบียร์ไปแช่เย็นให้หน่อย นางอิดออดเล็กน้อยแต่ก็ยอมทำตาม แล้วบอกทีหลังว่ารัฐนี้เค้าห้ามกินเบียร์นะ เค้าจับเข้าตาราง….เอ่อ….  สุดท้ายเราต้องหอบกระป๋องเบียร์นั้นกลับมาทิ้งที่พาราณสีเพราะอยู่คนละรัฐกัน ค่ะ –สาม ที่วัดพุทธคยาตำรวจเข้มมากกกก พึงระวังถ้าจะเอามือถือเข้าไปถ่ายรูปนะคะ แอบให้เนียนล่ะ (ฮาๆ) –สี่ ต่อมันเข้าไป สาวๆนักช้อปอย่าได้กลัว ต่อไปเลยไม่ใช่แค่ครึ่งราคา แต่ต้องหนึ่งในสามค่ะ! –ห้า อย่ากินของข้างทางถ้าใจไม่กล้าพอ ‘ผลไม้’ ยังพอทนเพราะมันมีเปลือก ‘ถั่วคั่ว’ ก็พอไหว แม้จะกินแล้วเจ็บคอ ปอกเปลือกถั่วก้มมาดู มือนี่แดงเลยเพราะเค้าไม่ล้างเปลือก ‘ขนม’ มีอยู่หลากชนิด ส่วนใหญ่ถ้าไม่ทอดก็จะหวานมากๆ แบบแช่น้ำเชื่อมมาเลย หรือทั้งทอดทั้งหวาน (ฮาๆ) เป็นคนอินเดียนี่เสี่ยงหลายโรคเลยอ่ะน่าสงสาร ไม่พอเค้าเอากระดาษหนังสือพิมพ์มารอง แล้วใส่ถุงดำยื่นให้เราอีก เอิ่ม..ค่ะ..พอกันที ‘โยเกิร์ต’ ไม่รู้ว่าเค้าเรียก curd หรือ lassi แต่มันคือนมที่ต้มแล้วให้มันแข็งตัวนิดๆ กินในถ้วยดินเผา โรย spice บางอย่างด้านบน รสชาติคือนมบูดดีๆนี่เอง แต่อร่อยนะ (ฮาๆ) –หก เตรียมตังไปช้อปยาและผลิตภัณฑ์ Himalaya อันนี้ไม่ได้ค่าคอมฯค่ะ แต่ชอบมาก ของเค้าดี ราคาก็ถูก ฟินมากกกก แนะนำให้ไปหาซื้อในห้างที่พาราณสีก็ได้ มันยังพอมีความเจริญอยู่บ้าง ไปรัฐอื่นไม่รู้เค้าซื้อที่ไหนค่ะ หาไม่เจอไปซื้อที่สนามบินพาราณสีก็ได้ค่ะ
img_2332-copy
 หก เตรียมคำพูด
นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เราอยากบอก โดยเฉพาะคนที่เรารักทุกคน ว่า อย่าไปลำบากเลยนะ (ฮาๆ) มันอาจจะดูขำๆ แต่ให้เรากลับไปอีกรอบ ก็คงต้องคิดแล้วคิดอีก ถามว่าอิ่มบุญมั้ย ก็รู้สึกดีมากๆนะ ดีที่สุดคือการได้บอกบุญทุกคน ดีอีกอย่างคือเราได้เป็นส่วนนึงที่ได้ทำนุบำรุงศาสนาพุทธ และดีต่อใจที่เราได้ทำตามเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าได้ไปมันก็ดีค่ะ แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้ใครไปลำบากเหมือนที่เราเจอ กลัวเค้าจะรับไม่ได้สติหลุดกระเจิงอะไรทำนองนี้ (ฮาๆ) นึกแล้วสงสารค่ะ

 

อีกไม่นานจะมีรีวิวทริปแบบละเอียดนะคะ เผื่อเป็นประโยชน์ต่อคนที่อยากไปแบบนี้ โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

 

ธรรมะสวัสดี 🙂