ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก

img_1710

ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก
The Little Book of HYGGE: The Danish Way to Live Well
by Meik Wiking

เล่มนี้ซื้อเพราะหน้าปกก่อนเลย มันดูสวยดี ส่วนคำว่า ฮุกกะ บอกตามตรงว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เมื่อมีคำว่า ‘ปรัชญาความสุข’ อยู่ในหน้าปกที่ดูน่าอ่าน มันเลยทำให้ดูน่าซื้อมากๆ เอาวะอยากรู้ว่าความสุขแบบคนเดนมาร์ก เค้าคิดยังไงกัน

ฮุกกะ สื่อความหมายว่าความสุข ความสบายใจ ปลอดภัย วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเดนมาร์กจริงจังกันมาก ถึงขนาดว่าได้รางวัลการันตีประเทศที่มีความสุขมากที่สุดหลายปีซ้อน ผู้เขียนเองก็เป็นนักวิจัยจากสถาบันความสุข งานของเค้าคือการเฟ้นหาว่าเราจะมีความสุขหรือความฮุกกะได้อย่างไรบ้าง!! แปลได้ง่ายๆว่า คนเดนมาร์กคงมีความสุขกันจริงๆนั่นแหละ ส่วนหนึ่งของความสุขคือสวัสดิการที่ดี อันนี้ไม่ปฏิเสธ แต่อีกสิ่งนึงคือปรัชญาความฮุกกะแบบเฉพาะตัวของคนเดนมาร์กนี่แหละ

วิธีสร้างความสุขแบบฉบับฮุกกะ หลักๆ คือความเนิบช้า ความเป็นธรรมชาติ ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความสบายกาย และแสงเทียน

เทียนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างความฮุกกะ เพราะแสงเทียนสลัวๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นสุข สงบ อาจจะเป็นโคมไฟสีส้มอ่อนๆที่ไม่ส่องตรงตัว เค้ามีการออกแบบโคมไฟสร้างความฮุกกะโดยเฉพาะด้วยซ้ำ

ความสบายกายในที่นี้ คือเก้าอี้ที่นั่งสบาย เบาะนุ่ม ผ้าห่ม หมอนที่เราชอบ คนเดนมาร์คจะเก็บเงินซื้อเก้าอี้ของดีไซเนอร์ชื่อดังด้วยซ้ำถ้ามันทำให้เค้านั่งสบายๆฮุกกะได้ทั้งวัน! เสื้อผ้าก็ยังมีธีมว่าเป็นแบบ casual ไม่ทางการแต่แต่งแล้วดูดี คุมธีมขาว ดำ เทา หรือสีคลาสสิค

เพื่อน แฟน ครอบครัว สัตว์เลี้ยง จะช่วยสร้างความฮุกกะได้มากกว่าอยู่คนเดียว ไม่ว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม

ความเป็นธรรมชาติมุ่งเน้นไปเรื่องข้าวของเครื่องใช้ที่ควรเป็นไม้ ขนสัตว์ สัมผัสจะฟีลดีกว่า เสียงไม้แอ๊ดๆ จะฮุกกะกว่า เสียงน้ำ เสียงลม จะฟีลดีกว่า

ความเนิบช้าเน้นไปเรื่องอาหารที่ทำช้าๆ เคี่ยวสตู ตุ๋นเนื้อ นวดแป้ง บลาๆ เพื่อให้ใช้เวลากับมัน อาจเป็นกิจกรรมทำอาหารด้วยกันจะได้ฮุกกะเข้าไปอีกเพราะมีเพื่อน ข้อดีของความช้าคือการได้อยู่กับตัวเอง ได้พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือได้อยู่กับปัจจุบัน อันนี้สำคัญมาก ถ้าอยู่กับปัจจุบันได้ก็ไม่ต้องโหยหาอดีต ไม่ต้องเครียดกับอนาคต

ต่อเนื่องจากเรื่องอาหารคือเรื่องของหวาน คนเดนมาร์กให้ความสำคัญอีกเช่นกันเพราะมันทำให้เรามีความสุขทุกครั้งที่กิน ฉะนั้น ต้องให้รางวัลกับตัวเองบ้างด้วยการกินเค้กอร่อยๆ กินชอคโกแลต กินลูกกวาด อันนี้อ่านแล้วชอบเลย จะได้มีข้ออ้างในการกินเค้ก 555

จะฮุกกะที่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น ถ้าเรามีปรัชญานี้อยู่ในใจ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น บ้าน เป็นสถานที่ที่สร้างความฮุกกะได้มากที่สุด เพราะเราจะรู้สึกปลอดภัย สงบ เป็นสุข เมื่อได้อยู่ที่บ้านมากกว่า เราควรมีศูนย์บัญญาการความฮุกกะไว้ที่บ้าน เนรมิตมุมที่เราชอบนั่ง ชอบใช้เวลาส่วนตัวให้ดูฮุกกะมากที่สุด การเลิกงานแล้วกลับบ้านมาเจอมุมโปรดของเรา ได้ใช้เวลานั่งอ่านหนังสือหรือดูหนังไปเรื่อยเปื่อย ให้เวลาพักผ่อนกินเค้กบ้าง คงจะฮุกกะไม่น้อย

Advertisements

The Last Policeman

IMG_7833

พูดตามสัตย์จริงคือซื้อเพราะการโปรโมทหน้าปกค่ะ…ปกที่เค้าบอกว่าดีไซน์ได้สวยอะไรประมาณนั้น จึงหยิบๆมาแบบไม่ได้คิดอะไร ตัวเองชอบซื้อง่ายๆ ถ้าอารมณ์ได้ เหตุผลฟังก์ชั่นไม่เกี่ยว (ฮาๆ) แต่เมื่อได้อ่านคำนำ คำนิยมของหลายๆคนทั้งในและนอกประเทศ (เพราะนี่เป็นหนังสือแปล) จึงทำให้เกิดความตื่นเต้นว่า เห้ย มันคงสนุก คุ้มกับที่ซื้อมาแบบไม่ทันคิดแหละนะ (ปลอบใจตัวเอง ฮาๆ)

นี่เป็นวรรณกรรมแปล พูดถึงตำรวจนายหนึ่งที่ตั้งใจทำหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนที่ตัวเองอยากเป็นมานาน อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าโลกกำลังจะแตกเพราะอุกาบาตในอีก 6 เดือนก็ตาม…

ประเด็นทำได้ดีค่ะ คือลองมานึกเป็นตัวเอง ถ้ารู้อยู่แล้วว่าจะตาย ใครมันจะมีกะจิตกะใจมาทำงาน เป็นตัวเราก็คงไปเที่ยวให้หายอยาก ใช้เงินซื้อของที่อยากได้ให้หมดเพราะไม่รู้จะเก็บไปทำไม หลายๆ คนคงเลือกที่จะทำในสิ่งที่คิดว่าตัวเองมีความสุขที่สุด แต่ยังมีคนอีกจำพวกนึง ที่เลือกที่จะทำงานของตัวเองต่อไป แม้ว่าคนรอบข้างจะไม่ได้มีอารมณ์ทำงานด้วย ยังมองว่าเราบ้าด้วยซ้ำเพราะมันไม่มีความจำเป็นแล้ว แต่สิ่งที่ตำรวจนายนี้ให้ข้อคิดกับเราก็คือ การโฟกัสกับงานนี่แหละคือสิ่งที่เค้าอยากทำให้ดีที่สุดก่อนตาย เห้ย เท่มาก

มันทำให้เรามองเห็นสังคมในปัจจุบันว่า จะมีสักกี่คนที่ตั้งใจทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ อย่างสุดความสามารถเหมือนตำรวจนายนี้? ใช่ค่ะ หนังสือเล่มนี้ทำให้เราอยากที่จะโฟกัสกับสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด ตั้งใจให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องงานแต่เป็นเรื่องที่ทำให้เราค้นพบความหมายของชีวิต ส่ิงที่ทำให้เรามีความสุข เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ไม่อยากเป็นวิญญาณมานึกย้อนว่ายังมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ น่าเสียดาย รู้งี้น่าจะ ฯลฯ เพราะเราว่ามันทำให้เราเสียชาติเกิด คืออุตส่าห์มีชีวิต มีความสามารถได้ทำนู่นนี่ และไหงกลับจากโลกนี้ไปง่ายๆ แบบไร้เป้าหมาย ไร้เหตุผลในการดำรงชีวิต

ถ้าใครยังไม่มีเป้าหมาย ก็ต้องสร้างไว้ได้แล้ว เราจะได้รู้ว่าเหตุผลในการมีชีวิตอยู่คืออะไร ชีวิตเราสั้น อย่าทำในสิ่งที่ไม่ใช่ ชีวิตเราเลือกได้ เลือกทำให้สิ่งที่รัก หรือเหมาะสมกับเราที่สุด แล้วทำให้เต็มที่ แค่นี้พอ…

แต่เอาจริงๆนะ จากการอ่านมาเยอะๆ แล้วก็คิดว่าได้ทำอะไรมาเยอะเหมือนกัน บางคนถ้ารู้ว่าชอบอะไรก็ดีไป แต่ถ้าคนที่ไม่รู้จริงๆ หรือไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ชอบจะเวิร์คมั้ย หรือมันแค่ยังไม่ถึงเวลาเวิร์ค คนแบบนี้ก็มีเยอะมาก นั่นคือตัวเราเอง เมื่อใช้ชีวิตมาถึงจุดๆ นึง จะเลือกเป็นตัวเองทำสิ่งที่รัก หรือปรับตัวเองทำสิ่งที่ขายได้ มันก็ไม่ได้ผิด เพราะคนเราไม่เหมือนกัน บริบทก็ต่าง คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะทำในสิ่งที่รัก เพราะสามารถคลุกอยู่กับมันได้นาน ทำให้รู้เรื่องนั้นมากกว่าคนอื่น เข้าใจมากกว่า แต่มันมีมากกว่านั้น นั่นคือความพยายาม ความล้มเหลว เค้าต้องผ่านอะไรมานักต่อนักแน่นอน แต่สำหรับคนทั่วไปบางครั้งแม้จะรู้ว่าชอบอะไรก็ทำแล้วอาจไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ เพราะไม่ได้พยายามจริงๆ ไม่ได้ผ่านความล้มเหลวมาจริงๆ ไม่รู้จริง ดังนั้นคนที่ประสบความสำเร็จจึงมีสัดส่วนน้อยกว่า มันจะมีสักกี่คนที่ได้พยายามแล้วจริงๆ ล่ะ?

อ่าว แล้ววรรณกรรมเรื่องนี้มันว่ายังไงต่ออ่ะคะ เล่าออกนอกเรื่องไปไกลมากจริงๆ เกินกว่าจะย้อนกลับ แบบนี้ต้องหาซื้ออ่านเอานะคะ เล่มนี้จบก็ยังมีอีก 2 เล่มค่าา (ฮาๆๆ)

ลดน้ำหนัก ไม่ยาก ถ้าเข้าใจ

ขอลงส่งท้ายเดือนด้วยโพส….’การลดน้ำหนัก’

……
ไม่ว่าใครก็คงเคยผ่านการลดน้ำหนักกันมาบ้างแล้ว ลดได้บ้างไม่ได้บ้างต่างกันไปแต่คงเป็นแบบหลังซะมากกว่า เพราะสุดท้ายเรามักจะพลาดท่าเสียทีให้กับของโปรดหรือเกิดขี้เกียจออกกำลังกายขึ้นมาซะดื้อๆ

ไม่แปลกค่ะ เราเป็นบ่อย ตอนนี้ก็ยังเป็น (ฮาๆ)

ที่ต้องเขียนรีวิวเรื่องนี้ เพราะเป็นคนนึงที่ถูกมองว่า ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก มาแล้ว แต่มาแค่ครึ่งทางนะ เพราะเราตั้งใจลดน้ำหนักจริงๆ 40 กิโลกรัม ตอนนี้ได้แค่ 20 เอง…. ;D

แต่กว่าจะได้อย่างที่เห็นก็ใช้เวลากว่า 2 ปี ผ่านการลดมาหลายรูปแบบ แต่ไม่ได้ใช้ยาลดน้ำหนักแต่อย่างใดนะ เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังเผื่อจะเป็นประโยชน์ และอีกอย่าง เพื่อนๆ ถามวิธีลดมาเยอะมากจริงๆ (2 คน ฮาๆ) ขี้เกียจตอบซ้ำๆ ค่ะ ขอเขียนทีเดียวน่าจะดีกว่า (ดูเซเล็บเนอะ LOL)

1 เข้าใจตรงกันก่อน

การลดน้ำหนักนั้นเป็นคำนามก็จริง แต่จะเห็นผลเมื่อเกิดการกระทำ ดังนั้น ต้องปฏิบัติจริงค่ะ ถามร่างกายว่าอ่อนแอหรือเปล่า เจ็บป่วยต้องใช้แรงหรือเปล่า ถ้าร่างกายปกติดีก็ไปต่อได้ เมื่อร่างกายพร้อม ใจต้องพร้อมด้วย เชื่อมั่นว่าเราทำได้ ตั้งใจแน่วแน่ วินัยสำคัญมาก เวลาลดน้ำหนักส่วนใหญ่เราชอบ hardcore เล่นให้หนักเข้าไว้ กินให้น้อยเข้าไว้ สุดท้ายใจเราก็เครียด ร่างกายก็พลอยดื้อๆ ไปด้วย อ่าว กลับมากินง่ายกว่าเดิมนะจ้ะ เพราะโหยมาเต็มที่

2 ความแตกต่างระหว่างบุคคล

ถ้าอายุยังน้อยการเผาผลาญยังดีอยู่ ก็จะลดได้เร็วกว่าพวกที่อายุมากๆ แล้วเพิ่งจะคิดได้ (ฮาๆ) ตามตำราบอกว่าเริ่มเลขสามแล้ว metabolism หรือเรียกง่ายๆว่า การเอาพลังงานไปใช้ในเซลล์-การเผาผลาญ  จะยิ่งแย่ลง ดังนั้นยิ่งกินเข้าไปแล้วก็ยิ่งอ้วนขึ้นเรื่อยๆ ได้ง่ายกว่าพวกเด็กๆ เด็กมันกินเยอะจริงแต่มันเอาไปเผาผลาญหมด เราอายุปูนนี้อย่าไปกินแข่งกับเด็กค่ะ LOL หากใครอายุมากแล้วก็ขอให้ทำใจ แต่ไม่มีอะไรที่สายเกินไป

3 เข้าใจหลักการของการกินกับการเบิร์น

เคยได้ยินมั้ย กิน 70% ออกกำลังกาย 30% แปลว่า ให้ออกกำลังกายมากมายแค่ไหนก็ไม่เท่าคุมอาหารควบคู่ไปด้วย นี่คือหลักการลดที่ถูกต้องที่สุด การกินมีผลกับเราจริงๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราเอาเข้าปากไปทุกวัน ขณะที่การออกกำลังกายก็ดูเหมือนทำให้เบิร์นไขมัน เอาไขมันออกไป แต่สองเรื่องนี้ต้องขยายความกันยาวๆ ค่ะ เพราะหลักการมันเยอะจริง

4 ไขมันเบากว่ากล้ามเนื้อ

เอาเรื่องไขมันก่อนนะ

เคยถามน้ำหนักตัวของพวกเทรนเนอร์ตัวลีนๆแต่เนื้อแน่นๆ มั้ยคะ (ดูติดเรท ฮาๆ) แล้วคุณจะอึ้งว่าเค้าน้ำหนักเยอะนะ เพราะร่างกายเค้ามีแต่กล้ามเนื้อ ให้เทียบกับคนที่ดูจะตัวเท่ากันแต่ไม่ได้ออกกำลังกาย เชื่อได้เลยว่าคนกลุ่มหลังต้องน้ำหนักเบากว่าเพราะร่างกายมีไขมันมากกว่า จำไม่ได้แล้วว่าไขมันขนาดใหญ่กว่าเท่าไหร่ถึงจะเท่ากล้ามเนื้อหนึ่งกำหมัด แต่มันโครตต่างอ่ะ ดังนั้นอย่าได้ตกใจว่าทำไมพอออกกำลังกายไปสักพักแล้วตัวเล็กลงแต่น้ำหนักเท่าเดิมนะคะ

5 กล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญไขมัน

ทีนี้เรื่องกล้ามเนื้อ
เหตุผลที่เราควรสร้างกล้ามเนื้อเพราะมันช่วยสลายไขมันในร่างกาย เร่งการเผาผลาญแคลอรี่ แล้วทำให้เราน้ำหนักลง(ในระยะยาว) หุ่นดี สุขภาพดี นั่นเอง แต่อย่างที่บอก น้ำหนักอาจขึ้นในช่วงแรกเพราะกล้ามเนื้อมันหนัก อย่าได้ท้อใจไปเชียว แล้วเราจะสร้างกล้ามเนื้อได้ยังไง?

6 การออกกำลังกาย

ถ้าจะลดน้ำหนักเราชอบคิดว่าต้องไปฟิตเนส อันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบ ความเหมาะสม ความต้องการ ความสามารถของร่างกายของแต่ละบุคคลนะ แต่น้อยๆ ก็ขอให้ขยับร่างกายสักหน่อยเป็นดี การออกกำลังกายแบ่งหลักๆ เป็นสองแบบคือ การสร้างกล้ามเนื้อ และการคาร์ดิโอ เวลาเห็นเค้าเข้าฟิตเนสยกเหล็กท่านู้นนี้ นั่นคือการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เราต้องใช้แรงต้านเพื่อดัน ดึง เกร็ง ยก เพื่อให้กล้ามเนื้อมันถูกใช้งาน ให้มันโดนแรงต้านจนฉีกขาด (ฮาๆ) เอ่าจริงนะ ครั้งแรกที่เล่นดัมเบลทำพี่ยกแขนขับรถไม่ได้ เพราะกล้ามเนื้อถูกทำร้ายอย่างหนัก แต่อย่าได้กังวลค่ะ เราจะปวดๆอยู่ไม่กี่วัน แล้วมันต้องเล่นซ้ำเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์กล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่ ให้มันค่อยๆ เพิ่มขนาดขึ้นเข้ามาแทนที่ไขมันที่มีอยู่เดิม โดยวิธีนี้แหละเป็นการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดในความคิดเรา เพราะกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญไขมัน (ข้อ 5) แต่หากเราเน้นการวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ อะไรพวกนี้ ให้เราเกิดความเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว เลือดสูบฉีด คือการออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจ หรือที่เค้าเรียกว่า คาร์ดิโอ ก็ทำให้ลดน้ำหนักได้นะ แต่เน้นเรื่องสุขภาพหัวใจมากกว่า ให้เส้นเลือดของเราไร้ซึ่งไขมันมาเกาะแล้วลดอัตราเสี่ยงจากการหัวใจวายตาย แต่อย่างไรก็ตาม เราควรทำทั้งสองแบบควบคู่กันค่ะ

7 กลับมาเรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องกิน

เราต้องกินทุกวัน และต้องเลือกกินของที่มีประโยชน์ เน้นของที่มาจากธรรมชาติ ไม่แปรรูป ครบ 5 หมู่ ก็ถือว่าผ่าน ง่ายๆ แค่นี้เราทำไม่ค่อยได้หรอก เพราะของกินสมัยนี้มันหลากหลายและยั่วยวนทั้งนั้น จำไว้ว่าของอร่อยมักไม่มีประโยชน์ (ฮาๆ) ทีนี้เรามาจำแนกอาหาร 5 หมู่กันค่ะ

– โปรตีน คือส่ิงที่สำคัญที่สุดของคนลดน้ำหนัก! ยิ่งคนที่ออกกำลังกายแบบสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนคือสิ่งที่จะมาสร้างกล้ามเนื้อให้เราค่ะ แล้วโปรตีนก็มีพลังงานไม่สูงมาก (4:1) เท่ากับน้ำตาล แต่กินแล้วอิ่มนาน ไม่อยากอาหารไปได้นานกว่ากินน้ำตาล

– คาร์โบไฮเดรต คือตัวร้ายที่สุดของคนลดน้ำหนัก!! อย่าแปลกใจว่าทำไมไม่ใช่ไขมัน ช่างมันค่ะ คือจะบอกว่าคนเรากินไขมันได้ไม่เท่าไหร่หรอก มันเลี่ยน แต่ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน ขนมปัง เบเกอร์รี่ เค้ก บิงซู นมข้น เหล้า เบียร์ ฯลฯ คือสิ่งที่เราชอบกินจนเคยชิน แล้วกินได้ตลอด กินได้ไม่เคยอิ่ม กินได้อีกเรื่อยๆ there’s always room for dessert จริงๆ ซึ่งสิ่งนี้อันตรายมากค่ะ ยิ่งถ้ากินตอนหิวจัดร่างกายจะดูดไปใช้ทันที แล้วยังไงจำไม่ได้ (ฮาๆ) แต่ไม่ค่อยดีอ่ะ ประมาณว่ามันอาจกักตุนไปเป็นพลังงานสะสม(ไขมัน)เลย เวลาหิวจัดจำไว้ว่าต้องกินโปรตีนก่อน เราจะได้อิ่มแบบมีคุณภาพ ร่างกายค่อยๆ ดูดซึม ทีนี้ถามว่าถ้าอยากกินคาร์บต้องทำไง ก็ต้องเลือกคาร์บจากธรรมชาติ ไม่ผ่านกระบวนการ เช่น ข้าวกล้อง โฮลวีต คาร์บจากพืชผักผลไม้ มัน เผือก ข้าวโพด อะไรนี้ก็ดีอยู่ค่ะ เพราะร่างกายจะค่อยๆดูดซึมเช่นกัน ถ้าอยากกินน้ำตาล ก็ขอแบบไม่ขัดสีค่ะ

– ไขมัน เลี่ยงได้ก็เลี่ยง โดยเฉพาะไขมันที่ผ่านการแปรรูปร่างกายจะไม่รู้จัก ทุกอย่างที่ผ่านการแปรรูป ร่างกายจะงง แล้วมันก็เก็บไปเลยแบบว่าค่อยมาย่อยมารู้จักกันทีหลัง ความหมายคือมันจะเก็บเป็นพลังงานสะสม(ไขมัน)เช่นเคย สิ่งที่ร่างกายจะเอาออกมาใช้เป็นสิ่งสุดท้ายนั่นเอง บางทีมีมากเกินมันก็ไปเกาะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย กลายเป็นคนอ้วน คนที่ผอมๆ เพราะพันธุกรรมทำมาดี มองไม่ออกแต่มันเกาะเส้นเลือดนะ เกาะตับ ไรงี้ ใครจะไปเห็นข้างในถูกมั้ย ทีนี้ไขมันที่มาจากธรรมชาติ ก็ขอให้กินเข้าไปบ้าง เช่น น้ำมันมะกอก อโวคาโด้ ถั่ว นม แม้แต่ไขมันในเนื้อสัตว์ ไขมันที่ไม่ควรกินคือ น้ำมันที่ผ่านกรรมวิธี ครีมเทียม นมข้น นมข้นจืด มายองเนส ของทอด ฟาสต์ฟู้ด ฯลฯ

– ผักและผลไม้ ขอรวมมาหมวดเดียวกันเพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสุดๆ ส่วนใหญ่แคลฯต่ำ ก็เลือกหน่อยค่ะ ไม่ใช่กินแต่ทุเรียน ขนุน อันนี้ก็ไม่ใช่เนอะ

เรื่องอาหารการกินต้องหมั่นศึกษา อย่าเชื่อข้อมูลการตลาด เข้าใจต้นตอของอาหารแต่ละอย่างให้ดีแล้วเราจะเลือกกินของที่มีประโยชน์ได้ไม่ยากค่ะ

8 อย่าเพิ่งเบื่อนะ เราต้องอยู่ด้วยกันอีกยาว

ไม่ใช่แฟนหรอกค่ะที่จะอยู่กับเรานานๆ แต่มันคือร่างกายของเราเอง!!! (ฮาๆ) อย่าริอาจทรยศร่างกายตัวเองด้วยการพอกพูนไขมันที่เกิดจากการกินของไม่มีประโยชน์ หรืออยู่นิ่งๆ ไม่ออกกำลังกาย ไขมันก็ไปพอกพูนในเส้นเลือดแทน ถึงจะดูผอม แต่ภายในนี้เละเชียว ประเด็นหลักคืออยากให้เข้าใจร่างกายอย่างถ่องแท้ด้วย ถึงจะดูแข็งแรงตอนนี้แต่ไม่มีอะไรมาบอกเราได้ว่าเราจะแย่เมื่อไหร่ คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยตระหนัก มาตระหนักเอาตอนที่ร่างกายส่งสัญญาณแย่ๆ มาแล้ว ถ้าไหวตัวทันก็รอดไป แต่ถ้าไม่ทันล่ะ ถึงชีวิตนะคับ อย่าทำเป็นเล่นไป

ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่นานๆ เพื่อได้ทำในส่ิงที่รัก หรืออยู่กับคนที่รักเรานานๆ ก็เริ่มจากการรักตัวเองเสียก่อน

9 เริ่มรักตัวเองขึ้นบ้างยัง

การรักตัวเองคือการดูแลร่างกายของเราให้อยู่กับเรานานๆ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าต้องทำไง นั่นคือการกินของที่มีประโยขน์ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้ผ่องใส

การปล่อยร่างกายจนอ้วนก็เหมือนกับการไม่ดูแลตัวเอง แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก เพราะความอ้วน นอกจากจะเป็นเพราะพันธุกรรมแล้ว นั่นอาจแปลได้ว่าคุณกินของไม่มีประโยชน์ ไม่ค่อยออกกำลังกาย โอเคสองอย่างนี้ get ส่วนดื่มน้ำน้อย พักผ่อนน้อย แล้วก็เครียดบ่อย ก็ทำให้อ้วนได้เพราะ น้ำช่วยเผาผลาญไขมัน น้ำเป็นส่วนประกอบหลักในร่างกาย โครตสำคัญ การนอนน้อยก็ทำให้อ้วนได้เพราะร่างกายไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอ การเผาผลาญแย่ลง มันผิดปกติวิสัย ร่างกายก็เลยต้องสร้างไขมันขึ้นมาเพิ่มอีก อะไรประมาณนี้ ส่วนความเครียด ก็ทำให้อ้วนได้เช่นกันเพราะมันทำให้เราอยากกินๆ โอเคบางทีกินไม่ลง แต่นะ หลายเรื่องอ่ะกับความเครียด ยิ่งเครียดร่างกายก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ พอจิตใจเราแย่ร่างกายก็พลอยแย่ไปด้วย

การลดน้ำหนัก ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องอาศัยการศึกษาด้านโภชนาการ ด้านการออกกำลังกาย ความเข้าใจเรื่องสรีระ เรื่องระบบในร่างกาย การควบคุมจิตใจ การมีวินัย ความอดทน ง่ายๆ คือ ความเข้าใจทางใจและทางกายต้องไปด้วยกัน

ส่วนตัวไม่ได้เป็นหมอ หรือมีความรู้ทุกด้านทุกแขนง แต่ก็อาศัยการสอบถามจากผู้รู้ อ่านหนังสือ ศึกษาด้วยตัวเองอยู่เสมอ จึงพอทราบได้ว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะลดน้ำหนักได้ เอาตรงๆ นะ น้ำหนักลง เพราะกินน้อยลง(แบบมีประโยชน์) และการเผาผลาญออกมากขึ้น มีแค่นี้เอง

ดังนั้น ใครๆ ก็ลดน้ำหนักได้แหละ ถ้ามีวินัยและรักตัวเองมากพอ

………

ยังมีเรื่องให้แชร์อีก ค่อยมาต่อละกัน 🙂

La La Land

การดูหนังสักเรื่อง คงเทียบเท่ากับการได้อ่านหนังสือหนึ่งเล่ม ถ้าหนังเรื่องนั้นทำดี โดนใจ มันก็อาจมีอิทธิพลต่อความคิด และการใช้ชีวิตต่อจากนั้นได้ แน่นอนว่าหนังหรือหนังสือที่เค้าว่าดี ก็อาจไม่ได้ดี โดนใจไปซะทุกคน เพราะเราล้วนมีความแตกต่าง แต่ยังไงก็ตาม การได้เสพสิ่งดีๆ อยู่เป็นประจำ แม้ว่ามันจะเก็ทบ้าง ไม่เก็ทบ้าง ก็จะทำให้เราค่อยๆ ลืมความคิดในแง่ลบของเราลงไปได้บ้าง แล้วแทนที่ด้วยการคิดดี คิดบวกแทน ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องรับสารดีๆ อยู่เป็นประจำ แม้ว่าเราก็รู้อยู่เต็มอกว่ามันดียังไง แต่เชื่อเถอะว่าเราคงไม่ได้คิดดีไปซะทุกวัน ถ้าไม่มีอะไรมากระตุ้นให้คิด…

La La Land

อยากดูเรื่องนี้เพราะเป็นคนบ้าชอบดูหนังรางวัล อีกอย่างเราชอบเรื่อง Whiplash มากๆ เพราะผู้กำกับเดียวกัน เหตุผลลึกๆ เพราะมันเป็นหนังที่ดำเนินเรื่องด้วยดนตรี เสียงร้องและเพลงแจ๊ส แล้วใช้เทคนิคถ่ายทำแบบหนังสมัยเก่าอีก คลาสสิคสุดๆ สุดท้าย เราชอบเพราะนักแสดงโปรฯในหน้าที่ของตัวเองมาก โดยเฉพาะพระเอกและนางเอกของเรื่อง ทั้งร้อง ทั้งเต้น ทั้งเล่นดนตรี ขอบเลย ชอบคนที่มีความสามารถ

เป็นหนังตลกที่ดูแล้วน้ำตาซึม ดราม่าหน่อยๆ จริงๆ ถือว่ามีหลายรสชาตินะ แต่การเล่นมุกในเรื่องทำให้หนังมีสีสันขึ้นมาก ในหนังพูดถึงชีวิตของคนเราทั่วไปโดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีฝัน อยากทำตามฝัน แต่ก็มีหลายสิ่งทำให้เราเขว ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง ฝันของใครหลายๆ คน อาจจะต้องพับเก็บไว้ แล้วทำในสิ่งที่แน่นอนกว่า มั่นคงกว่า (แต่ไม่ชอบ) หรือบางครั้งก็เจอกับการปฏิเสธจนท้อ หมดหวัง แล้วก็เลิกหวัง เลิกทำตามฝันไปในที่สุด อืมม

อาจจะเคยเจอเพื่อนๆ ครอบครัวหรือสังคมรอบข้าง กดดันอยากให้เราทำในสิ่งที่แน่นอน มั่นคง ทำแล้วร่ำรวย หากเราดึงดัน เค้าก็อาจกลับมาถามเราว่า สิ่งที่อยากทำ สิ่งที่ฝัน มันกินได้เหรอ มันสร้างรายได้ได้หรือเปล่า คำตอบคือ ตอนนี้อาจไม่ได้ แต่อนาคตก็ไม่แน่นะ

หนังเรื่องนี้ทำให้คนที่มีฝันกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำตามฝันอีกครั้งหนึ่ง เราว่ามันสร้างแรงบันดาลใจ สร้างกำลังใจให้กับ คนที่เพิ่งเริ่มฝันและคนที่ท้อมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนได้เป็นอย่างดี มันทำให้เราเชื่อได้ว่า ทุกฝันจะเป็นจริงได้ หากเราเชื่อว่ามันจะเป็นจริงก่อน จากนั้นก็ต้องลงมือทำ แต่ต้องเป็นการลงมือทำแบบเต็มที่ ทำให้สุดแรงเกิด จะมีใครเห็นความสามารถของเราได้ถ้าเราไม่แสดงมันออกมาอย่างโดดเด่น ดังนั้นก็ต้องหมั่นสร้างโอกาสและหาโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถอยู่เสมอ ไม่ต้องสนว่าคนอื่นจะมองยังไง ไม่ต้องแคร์ว่ามันเป็นสิ่งที่งี่เง่าแค่ไหน เพียงเท่านี้ แล้วโลกก็จะเห็นเราเอง

ปล. เพลงเพราะมากๆ 🙂

 

ใครอยากไปทริปแสวงบุญที่อินเดีย ฟังทางนี้

img_2329-copyการเดินทางไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ชาวพุทธหลายๆ ท่านอยากมีโอกาสไปเยือนและไปสักการะสักครั้ง เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต เราก็เพิ่งกลับมาค่ะ เลยอยากแบ่งปันประสบการณ์สำหรับทุกคน ทั้งที่เคยไปแบบเรา และทั้งที่ยังไม่เคยไป

เรื่องแรกคือ การเตรียมใจ

สำหรับคนที่มีประสบการณ์ไปอินเดียและไม่เคยไป อาจมีการเตรียมใจที่แตกต่างกัน เราก็เช่นกัน เราเคยเห็นความสกปรก เสียงแตร ขอทาน ฝุ่น ขยะ ขี้วัว และสิ่งไม่น่ารื่นรมย์ต่างๆ มาแล้ว แต่ทำไมรอบนี้มันไม่ชินสักที (ฮาๆ) หลายครั้งต้องรีบหาที่หลบภัยให้ตัวเอง กลับห้องมาอาบน้ำนอนแล้วเตรียมพร้อมสู้รบปรบมือกับเรื่องพวกนี้ใหม่ในวันรุ่งขึ้น แต่สำหรับคนที่ไม่เคยไป อยากให้เตรียมใจไว้มากๆ นึกถึงพระพุทธศาสนาว่าสิ่งเหล่านี้มันมีขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรจีรัง พยายามมองทุกสิ่งเป็นการสอนตัวเอง ให้ปล่อยวาง อะไรประมาณนี้นะ จะช่วยได้มาก (ฮาๆ)

สอง เตรียมของ

เนื่องจากเราต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายตลอดเวลา ทั้งมลภาวะทางเสียง ทางอากาศ ทางสายตา หรือมลภาวะทางเท้า (ต้องมองให้ดีเวลาเดิน) ดังนั้น ส่ิงใดสามารถป้องกันได้ให้เตรียมไปค่ะ ผ้าปิดจมูก ยาดม หยูกยาแก้วิงเวียน แว่นตา หมวก หูฟังสำหรับฟังเพลงกลบเสียงแตร แอลกอฮอล์เช็ดมือ ทิชชู่เปียก เหล่านี้คือภายนอก ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูกาลอีกว่าไปช่วงไหน สิ่งที่ต้องเตรียมต่อมาคืออาหารแห้ง โดยเฉพาะสิ่งที่กินแล้วมันแก้เลื่ยนแก้เวียนหัวได้ มะขามสามรส หมากฝรั่ง ลูกอมรสมะนาวอะไรอย่างงี้ ถั่วต่างๆ ก็ดีนะ โจ๊กหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำ น้ำพริกแห้ง จะช่วยได้มากถ้าวันไหนเกิดเบื่ออาหารอินเดีย เบื่อกลิ่นแขกค่ะ ถ้าให้ดีอีกอย่างขอให้เอาแก้วกาแฟ หลอด ถ้วยช้อนพลาสติกไปด้วยจะดีมากค่ะ เพราะของเค้าชอบล้างไม่เกลี้ยง

 

สาม เตรียมแผนการเดินทาง

คนไทยปกติชอบไปกับทัวร์ ก็คงไม่ต้องเตรียมอะไร ส่วนเราชอบไปเองก็เลยต้องเตรียมแผนเดินทางกันเอง จะเลือกเดินทางโดยรถไฟ หรือเช่ารถพร้อมคนขับก็แล้วแต่ระดับการลุยของแต่ละคนค่ะ เราเลือกเช่ารถพร้อมคนขับซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เคยพาเราไปเที่ยวทัชมาฮาล คุณพี่มิสรา บริการดีประทับใจ ราคาถูกอีก ตกวันละ 2000 บาท ต่อรถเก๋ง 1 คัน เลยเลือกแบบนี้เพราะเราสามารถปรับแผนได้หมด และมั่นใจว่าเรามีคนอินเดียที่ไว้ใจได้ตลอดทั้งทริป บางครั้งเป็นไกด์ให้อีก ดีงามค่ะ
-เล่าแผนการเดินทางคร่าวๆ
เราเริ่มจาก Varanasi ไปล่องเรือในแม่น้ำคงคาก่อน แล้วแวะไปที่ Sarnath ที่ที่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นครั้งแรก เพราะมีพระสงฆ์รูปแรกจากการปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า จากนั้นไป Bodhgaya ไปสักการะสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ขึ้นเหนือไป Rajgir ซึ่งมีภูเขาคิชกูฏอันมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนามากมาย แวบไป Nalanda ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่และสำคัญมากในอดีต ไป Venuvan วัดแห่งแรกในพุทธศาสนา จากนั้นขึ้นต่อไป Vaisali สถานที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุ และ Kushinagar สถานที่ปรินิพพาน แล้วจึงขึ้นต่อไป Lumbini ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้า แล้วก็ยิงยาวกลับมา Varanasi แทนที่จะไป Sravati อย่างที่ตั้งใจ เพราะอยากมาชิวมาช้อปปิ้งในพาราณสีให้มากกว่านี้ เราใช้เวลาไปแปดวันค่ะ

 

สี่ เตรียมเอกสาร

อินเดียยังต้องใช้วีซ่า สำหรับกฎใหม่นี้ (ปี 2016) ต้องไปเสนอหน้าเพราะต้องถ่ายรูปและเก็บลายนิ้วมือค่ะ แต่พอเราทำพวกนี้ไปแล้ว ครั้งหน้าจะไปอินเดียอีกก็สามารถฝากคนอื่นมาทำแทนได้เลย เพราะมีข้อมูลเราในระบบแล้ว เลือกประเภท double หรือ multiple นะ เพราะต้องเข้า-ออกสองรอบ อย่าเลือกแบบ single เป็นพอ เอกสารที่จำเป็นดูในเว็บเอาแล้วกันนะ ทำไม่ยากเลย ส่วนวีซ่าเนปาลสามารถทำแบบ visa on arrival ได้ที่เขตแดน เตรียมรูปถ่ายไปด้วย เสียคนละ $25 (อยู่ได้ตั้ง 15 วัน) แต่ต้องเป็นแบงค์ US ที่ไม่มีรอยหมึก รอยปั้มนะ เราโดนมาแล้ว ดีที่มีนักท่องเที่ยวใจดีให้แลกแบงค์ ไม่งั้นล่ะลำบากอีก ส่วนการแลกเงิน จะบอกว่าช่วงที่เราไปเค้าเพิ่งยกเลิกแบงค์ 500 และ 1000 รูปี ทำให้การใช้จ่ายค่อนข้างลำบากค่ะ แลกตังที่สนามบินกลับได้การ์ดมารูด อย่างกับว่าทุกร้านอาหารทุกโรงแรมมันจะรับบัตรนั่นแหละ จะกดตังที่ตู้ ATM ก็รอคิวไปเถอะ ดีที่คุณพี่มิสราเราช่วยเหลือทุกอย่างเต็มความสามารถ แกแลกแบงค์เล็กมาเพียบเลย สบายแฮ แม้เงิน US จะใช้ได้ เรทก็ดี แต่เชื่อเถอะมันต้องใช้เงินรูปีในร้าน local บ้างค่ะ ส่วนเงินไทย เราเตรียมไปทำบุญอย่างเดียวเลย หลังๆ ช้อปหนักเกินก็เอาไปแลกรูปีต่อ ไปกี่ทีไม่เคยมีตังพอช้อปเลยค่ะ 😛 เพิ่มเติมเรื่องเอกสาร เวลาเข้าสนามบินเค้าจะตรวจเข้มมากกก กรุณาปริ้นท์ตั๋วไปทุกครั้งเค้าจะมีทหารยืนคุมทางเข้าขอดูเอกสารเลยล่ะ

 

ห้า เตรียมไว้จะได้สบาย
อันนี้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่เราเจอแล้วอยากให้ทุกคนเตรียมพร้อมไว้ก่อน –หนึ่ง เตรียมกินมังสวิรัติ การหาเนื้อสัตว์นั้นเป็นเรื่องไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอก แม้คนส่วนใหญ่เค้าจะกินมังฯและของหวานเป็นกิจวัตร แต่ถ้าคุณเห็นเค้าหักคอไก่ริมถนนแล้วล่ะคงกินไก่ไม่ลง มันเหม็นคาวทะลุกระจกรถเลย มันดูไม่สะอาดอ่ะ สักพักเห็นหมูหมาไก่วัวแพะรุมกินขยะริมทาง มันจะเกิดอาการเบื่อเนื้อสัตว์แบบอัตโนมัติเลย –สอง อ่านเงื่อนไขที่พักให้ละเอียด อันนี้ขำมาก เราพัก guesthouse ในพาราณสีโดยที่ไม่ทราบว่าเค้าเคร่งกินมังฯมากๆ เพื่อนเราเอาไข่ต้มไปกิน จากที่คุยกับป้าเจ้าของบ้านดีๆ ป้าแกเกือบไล่ออกจากบ้าน รีบหาถ้วยพลาสติกมาให้กินแยกจาน แถมสั่งให้เอาเปลือกไข่ไปทิ้งที่อื่นอีก จากที่ nice กับเรา กลายเป็นป้าโหดเลย (ฮาๆ) โป๊ะแตกอีกเมื่อเราพักโรงแรมในพุทธคยา ซึ่งอยู่ในรัฐพิหาร เราเรียกเด็กให้เอาเบียร์ไปแช่เย็นให้หน่อย นางอิดออดเล็กน้อยแต่ก็ยอมทำตาม แล้วบอกทีหลังว่ารัฐนี้เค้าห้ามกินเบียร์นะ เค้าจับเข้าตาราง….เอ่อ….  สุดท้ายเราต้องหอบกระป๋องเบียร์นั้นกลับมาทิ้งที่พาราณสีเพราะอยู่คนละรัฐกัน ค่ะ –สาม ที่วัดพุทธคยาตำรวจเข้มมากกกก พึงระวังถ้าจะเอามือถือเข้าไปถ่ายรูปนะคะ แอบให้เนียนล่ะ (ฮาๆ) –สี่ ต่อมันเข้าไป สาวๆนักช้อปอย่าได้กลัว ต่อไปเลยไม่ใช่แค่ครึ่งราคา แต่ต้องหนึ่งในสามค่ะ! –ห้า อย่ากินของข้างทางถ้าใจไม่กล้าพอ ‘ผลไม้’ ยังพอทนเพราะมันมีเปลือก ‘ถั่วคั่ว’ ก็พอไหว แม้จะกินแล้วเจ็บคอ ปอกเปลือกถั่วก้มมาดู มือนี่แดงเลยเพราะเค้าไม่ล้างเปลือก ‘ขนม’ มีอยู่หลากชนิด ส่วนใหญ่ถ้าไม่ทอดก็จะหวานมากๆ แบบแช่น้ำเชื่อมมาเลย หรือทั้งทอดทั้งหวาน (ฮาๆ) เป็นคนอินเดียนี่เสี่ยงหลายโรคเลยอ่ะน่าสงสาร ไม่พอเค้าเอากระดาษหนังสือพิมพ์มารอง แล้วใส่ถุงดำยื่นให้เราอีก เอิ่ม..ค่ะ..พอกันที ‘โยเกิร์ต’ ไม่รู้ว่าเค้าเรียก curd หรือ lassi แต่มันคือนมที่ต้มแล้วให้มันแข็งตัวนิดๆ กินในถ้วยดินเผา โรย spice บางอย่างด้านบน รสชาติคือนมบูดดีๆนี่เอง แต่อร่อยนะ (ฮาๆ) –หก เตรียมตังไปช้อปยาและผลิตภัณฑ์ Himalaya อันนี้ไม่ได้ค่าคอมฯค่ะ แต่ชอบมาก ของเค้าดี ราคาก็ถูก ฟินมากกกก แนะนำให้ไปหาซื้อในห้างที่พาราณสีก็ได้ มันยังพอมีความเจริญอยู่บ้าง ไปรัฐอื่นไม่รู้เค้าซื้อที่ไหนค่ะ หาไม่เจอไปซื้อที่สนามบินพาราณสีก็ได้ค่ะ
img_2332-copy
 หก เตรียมคำพูด
นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เราอยากบอก โดยเฉพาะคนที่เรารักทุกคน ว่า อย่าไปลำบากเลยนะ (ฮาๆ) มันอาจจะดูขำๆ แต่ให้เรากลับไปอีกรอบ ก็คงต้องคิดแล้วคิดอีก ถามว่าอิ่มบุญมั้ย ก็รู้สึกดีมากๆนะ ดีที่สุดคือการได้บอกบุญทุกคน ดีอีกอย่างคือเราได้เป็นส่วนนึงที่ได้ทำนุบำรุงศาสนาพุทธ และดีต่อใจที่เราได้ทำตามเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าได้ไปมันก็ดีค่ะ แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้ใครไปลำบากเหมือนที่เราเจอ กลัวเค้าจะรับไม่ได้สติหลุดกระเจิงอะไรทำนองนี้ (ฮาๆ) นึกแล้วสงสารค่ะ

 

อีกไม่นานจะมีรีวิวทริปแบบละเอียดนะคะ เผื่อเป็นประโยชน์ต่อคนที่อยากไปแบบนี้ โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

 

ธรรมะสวัสดี 🙂

In Praise of Slowness เร็วไม่ว่า แต่ช้าให้เป็น

15747392_1150889401698576_4180392664880188569_nไม่ได้อ่านภาษาอังกฤษแต่ไม่เสียดายเพราะแปลเทพ  ซื้อเล่มนี้มาเพราะคำว่า SLOW ตัวใหญ่ๆ บนปก และการออกแบบปก ผิวสัมผัส ชื่อสำนักพิมพ์openbooks และที่สำคัญที่สุดคือ คำนิยมโดยพระไพศาล วิสาโล

…สังคมทำให้เราใช้ชีวิตเร่งรีบไป รีบทำงาน รีบกิน รีบๆๆๆ เพราะต้องแข่งให้ทันเวลา ถ้าช้าไปคนอื่นอาจแซงเราได้ แต่ความเร็วนั้นไม่เป็นเรื่องดีเสมอไป มันมีต้นทุนของสุขภาพ ประสิทธิภาพของงาน ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง ฯลฯ กล่าวคือ ทำงานเยอะไปไม่นอน ไม่แบ่งเวลาออกกำลังกาย ก็ทำให้เสียสุขภาพ หรือทำงานเร็วไปบางทีก็มีผิดพลาด จากที่ควรเสียเวลาใส่ใจรายละเอียดกลับเพิกเฉยแล้วต้องมาแก้ไขทีหลัง ซึ่งบางงานก็อาจแก้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เสียหายเยอะกว่าเดิมอีก หรือทำงานจนลืมดูแลคนรอบข้าง ลืมคิดถึงครอบครัว เพื่อนฝูง เพราะให้ความสำคัญกับงานเป็นหลัก จนเพื่อนไม่คบ แฟนบอกเลิก อะไรอย่างงี้

ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นด้วย เออ เราก็เป็นอย่างงี้นะ แล้วเราก็รู้ด้วยว่าบางทีเร็วไปมันไม่ดี แต่ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ มันต้องเร็วอ่ะ ลืมตัวก็บ่อย ร่างกายป่วยเพราะความรีบนี่แหละก็บ่อย มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราก็รู้แต่ทำไม่ได้ นึกแปลกใจที่มีหนังสือออกมาเขียนเรื่องการทำชีวิตให้ช้าลงได้เป็นเรื่องเป็นราวเป็นเล่มเป็นตอน ได้มากขนาดนี้ นึกว่าจะเป็นหนังสือที่สอนให้ทำบ้านดิน ปลูกผักกินเอง บลาๆ จะได้เข้ากับเทรนบ้านเรา แต่ไม่ใช่แฮะ

หนังสือเล่มนี้พูดเรื่องการรู้จักใช้ชีวิตในสังคมให้ช้าลง โดยแบ่งเล่าเป็นเรื่องต่างๆ ที่มีหลักฐานหรืองานวิจัยยืนยันว่า ช้าแล้วดี เช่น การแพทย์ที่ควรเน้นการซักประวัติ ใช้เวลากับคนไข้มากๆ เผื่อจะเจอสาเหตุที่แท้จริงของโรค หากหมอรีบๆ ตรวจเพราะต้องทำเวลาออกเวร อาจตรวจผิดได้ ซึ่งเราเคยเห็นใน Dr.House ซึ่รี่ย์หมอที่เราชอบมาก เค้าก็จะใช้เวลาเหมือนจะเรื่อยเปื่อยกับคนไข้ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นแผนการอันแยบยลให้คนไข้บอกปัญหาหรือเล่าเรื่องส่วนตัวซึ่งอาจนำไปสู่ต้นตอของโรคที่แท้จริงได้ หรือเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยการทำ Home School (เรียนที่บ้าน) ไม่กดดันเด็กให้เรียนพิเศษเยอะแยะ แต่ให้เด็กได้เรียนเรื่องที่ตัวเองสนใจอย่างแท้จริง เช่น ศิลปะ ดนตรี ฯลฯ หากจบหลักสูตรแล้ว ก็ไม่รีบร้อน รอให้เด็กพร้อม เหล่านี้ จะทำให้เด็กอยากเรียน อารมณ์ดี มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนได้ง่าย แล้วจริงๆ ก็ฉลาดกว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียนทั่วไปอีก ยังมีอีกหลายเรื่องจึงอยากให้ไปอ่านค่ะ 🙂

อย่าเข้าใจผิดว่า อ่านแล้วเราต้องทำทุกอย่างให้ช้าไปหมด แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องรู้จักหวะชีวิตว่า ตอนไหนจะช้าตอนไหนจะเร็ว เราคือผู้ควบคุมจังหวะชีวิต อย่าให้สังคมมากำหนดจนเราต้องคล้อยตามกันไป พึงตระหนักถึงต้นทุนของความเร็วว่ามันอาจไม่ดีเสมอไป เรื่องนึงที่โดนใจคือ การซิ่งรถกลับบ้าน หากบ้านใกล้ในเมืองไม่ใช่ขับรถต่างจังหวัด รีบไปก็ถึงบ้านเร็วขึ้นประมาณ 2 นาที……. กับความเสี่ยงอุบัติเหตุ มันคุ้มรึเปล่า ถามว่า 2 นาทีนั้นเราจะทำอะไรได้มากขึ้นเชียว แค่กลับมานั่งเช็คเฟสบุ๊ค ก็หมดเวลาแล้วล่ะค่าาา

ในวันที่พ่อจากไป

screen-shot-2016-10-14-at-11-09-17-am

ขอบคุณ ภาพจาก Nation ชอบรูปนี้มากๆ

…………………….

หากย้อนไปเมื่อเดือนที่แล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดสำหรับคนไทยหรือคนชาติใดก็ตามที่รักเมืองไทย เพราะเหตุผลอะไรไม่ต้องบอก…

สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิด คือ ไม่อยากจะเชื่อเลย ไม่อยากเชื่อว่าเราได้อยู่ในช่วงที่เมืองไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง นั่นคือการเปลี่ยนแผ่นดิน การสิ้นสุดของรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี

นึกแล้วยังเศร้า..

การเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครอยากให้เกิด เลี่ยงที่จะนึกถึง แต่สุดท้ายมันก็ต้องเกิดขึ้นสักวัน แค่ไม่คิดว่าวันนั้นจะมาถึงไวเพียงนี้ มันกะทันหันเกินไปค่ะ และเราเองก็ยังไม่ได้เตรียมตัวต่อความโศกเศร้าเช่นนี้

วันที่ 13 ตุลาคม 2559 จะเป็นวันที่คนไทยจดจำไปจนชั่วชีวิต วันที่เราร้องไห้เสียใจกับการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักแบบไม่มีวันกลับ ใจหาย และไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ เป็นช่วงที่น้ำตาปริ่มขอบตาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งได้เห็นภาพจากสื่อต่างๆ ภาพคนใส่ชุดดำ หรือส่ิงที่เป็นสัญลักษณ์ของการไว้อาลัย น้ำตาก็พร้อมไหลเป็นนางเอกนอกจอได้เสมอ ส่ิงที่เราต้องเบือนหน้าหนี คือ ภาพพระบรมฉายาลักษณ์สีขาว-ดำ แล้วห้อยด้วยตัวเลข 1927-2016 เราจะรู้สึกสุดมาก รู้สึกเหมือนโดนตอกย้ำ รู้สึกถึงความสิ้นสุดที่เกิดขึ้นแล้ว ณ ปีนี้ ตอนนี้

ทำไมเราจึงมีความรู้สึกเศร้าโศกประหนึ่งได้สูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิต แม้ไม่ใช่ญาติ และแม้ไม่เคยพบเจอมาก่อน

เหตุผลนั้นง่ายมาก….

ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เราจะเห็นพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการเสด็จเยี่ยมประชาชนของพระองค์ทั่วทุกภาคของประเทศ เห็นความลำบากของถนนหนทาง เห็นปัญหาของพื้นที่เกษตรกรรม เห็นความเดือนร้อนของประชาชนรูปแบบต่างๆ หลังจากนั้นไม่นาน ก็จะมีพระราชดำริหรือโครงการส่วนพระองค์เพื่อแก้ไขปัญหาหรือสนับสนุนการเลี้ยงชีพของประชาชนและเกษตรกรเหล่านั้น

ทุกวันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี เราจะได้ฟังพระราชดำรัสของพระองค์เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ฟังบ้าง ไม่ฟังบ้างตามประสาเด็ก ทุกๆ ครั้งเราจะได้ฟังสรุปสถานการณ์ข่าวสารบ้านเมืองตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ได้รับรู้ปัญหาของแต่ละพื้นที่ในแต่ละปี รวมถึงพระราชดำริซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไข ตลอดจนได้รับฟังพระบรมราโชวาทในการใช้ชีวิต เปรียบเป็นของขวัญปีใหม่ ทำให้เราเกิดเป้าหมายที่จะประพฤติดี และประพฤติตามคำสอนของพระองค์ท่าน ในปีต่อๆ ไป

เมื่อเราโตขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็ค่อยๆ ลดลงไปจากสื่อต่างๆ เนื่องจากพระองค์ทรงมีพระชนมายุที่เพิ่มขึ้น ทรงพระประชวรบ้าง แต่เรายังเห็นโครงการการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศอยู่เสมอ ทำให้เราทราบว่า แท้จริงแล้วพระองค์ยังคงทรงงานอยู่ตลอดเวลาแม้ขณะประทับที่โรงพยาบาลศิริราชก็ตาม

ในช่วงที่ประเทศประสบกับสมรภูมิความขัดแย้งด้านการเมือง ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เมื่อใดก็ตามที่ความขัดแย้งมาถึงขีดสุด ก็จะมีอัศวินขี่ม้าขาว มาช่วยประคับประคองสถานการณ์ให้ดำเนินต่อไปได้เสมอ

ประชาชนหาเลี้ยงชีพพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้ เมื่อน้อมนำทฤษฎีของพ่อหลวงมาใช้ พื้นที่แห้งแล้งก็กลับมาทำการเกษตรได้จากการทำฝนเทียมหรือการพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ ดินที่โดนน้ำกัดเซาะหน้าดิน ได้วิธีการแกล้งดินหรือการปลูกหญ้าแฝกก็ไร้ปัญหา ชุมชนเมืองที่เคยโดนน้ำท่วมเสียหายได้คูคลองและการทำแก้มลิงก็หมดความกังวล เศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ไม่เสียหาย บ้านเมืองยังอยู่ร่มเย็นได้ ก็เพราะมีพ่อหลวงของปวงชน หรือ ‘ในหลวง’ อย่างที่เราเรียกกัน

พระองค์ยังทรงเป็นต้นแบบในเรื่องต่างๆ มากมาย เช่นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง การสอนลูก การให้ความรักแก่คนในครอบครัว ประชาชน รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงพันธุ์ทาง การหมั่นศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อสร้างประโยชน์แก่คนทั่วไป ความขยันอดทนฝึกซ้อมกีฬาและเครื่องดนตรีจนเป็นเลิศในด้านนั้นๆ หรือการเป็นพระสงฆ์ที่น่าเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระองค์ยังทรงพระปรีชาสามารถในหลายๆ เรื่องจนเราต้องแปลกใจ ทั้งที่พระองค์เองต้องอยู่ภายใต้สภาวะกดดันทางการเมืองและปัญหาสุขภาพมาตลอดระยะเวลายาวนานก็ตาม เมื่อไหร่ที่เราท้อใจให้นึกถึงในหลวง เราก็จะมีแรงฮึดทำงานขึ้นมาอย่างทันท่วงที

‘ในหลวง’ จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน พระองค์ทรงงานหนักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น เพื่อพัฒนาชาติไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง พระองค์จึงเป็นกษัตริย์ที่ครองใจประชาชน

จะมีใครที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต อุทิศตนเพื่อผู้อื่นได้มากมากขนาดนี้

……

การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระองค์จึงเป็นเรื่องโศกเศร้าอย่างที่สุด เพราะเราได้สูญเสียกำลังใจ สูญเสียศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญในการดำเนินชีวิตไป

มาถึงวันนี้ วันที่ไม่มีในหลวงแล้ว เราประชาชนชาวไทยจะเป็นอย่างไร?

 

เชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่หลายคนแอบคิดกังวลอยู่…

 

แต่จากวันที่เราอ่อนแรง เศร้าโศกกับการสูญเสียนั้น เรากลับเห็นพลังเล็กๆ จากคนไทยและชาวต่างชาติ ต่างผนึกกำลังแสดงออกถึงความรัก ความสามัคคี ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งเป็นรูปธรรมและนามธรรม เราเห็นการรวมตัวกันร่วมถวายความอาลัยจากทั่วทุกภาคของประเทศและทั่วทุกมุมโลก เราเห็นอาสาสมัครมาช่วยกันทำความสะอาดบริเวณท้องพิธีสนามหลวง แจกข้าว แจกน้ำ แจกยาดม ให้ประชาชนที่มาลงนามหรือมาถวายความเคารพพระบรมศพ เราเห็นเด็กช่างฯประกาศยกเลิกตีกัน เราเห็นคนในวงการบันเทิง บุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียง หรือบุคคลทั่วไปที่เรารู้จัก ออกมาประกาศเจตนารมย์ในการประกอบอาชีพ การทำความดีเพื่อส่วนรวม เพื่อผู้อื่น และดำเนินรอยตามคำสอนของพระองค์ เราเห็นชาวต่างชาติ กษัตริย์และผู้นำในหลายๆ ชาติ ต่างก็ออกมาแสดงความเสียใจเช่นเดียวกัน

เห็นอย่างนี้แล้วก็รู้สึกปลื้มปิติ

เพราะเราเชื่อว่า ถ้าทุกคนทำได้อย่างที่พูด รู้รักสามัคคี ร่วมกันทำความดี นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เข้าใจหลักความพอเพียง นั่นคืออยู่อย่างพอประมาณ หมั่นศึกษาหาความรู้ และเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แล้วน้อมนำคำสอนของพระองค์ในด้านต่างๆ ไปปฏิบัติจริง เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่ประเทศชาติจะเดินหน้าไปได้ และก็เพียงพอแล้วที่คนในชาติจะเลิกทะเลาะกัน แล้วหันหน้ามาทำความเข้าใจ ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมด้วยกัน

และเท่านี้ คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ ‘พ่อหลวง’ ต้องการจากประชาชนของพระองค์มากที่สุด

…..

ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมถวายความอาลัย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

พฤศจิกายน 2559

 

 

 

my space to share what I've read and where I've been :)