POP in Taiwan

— เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยว่างรีวิวทริปเลยค่ะ ขออภัย เที่ยวจะครบปีอยู่แล้ว 555 ประเดิม entry แรกของปี 2018 ด้วยทริปไต้หวันเมื่อปลายปี 2017 คร้าบบ —

Pop in TAIWAN

ขึ้นหัวข้อแบบนี้แปลว่า เป็นการมาเยือนไต้หวันแบบไม่ได้วางแผนอีกแล้วสินะ ใช่ค่ะ ทริปนี้เกิดขึ้นจากอาการป่วยทางจิตของเราเอง เป็นอาการซึมเศร้าระดับเริ่มต้น เลยอยากหาที่พักใจในต่างแดนแบบเกร๋ๆ ไต้หวันคือหนึ่งในประเทศที่ต้องไปให้ได้ เพราะมีเพื่อนอยู่ ได้ยินเค้าพูดกันเยอะว่ามันโอ อาหารอร่อย สถานที่ท่องเที่ยวสุดจะประทับใจ บลาๆ แค่เหตุผลที่กล่าวมาก็คงเพียงพอที่เราจะขาดสติจองตั๋วเครื่องบินอีกแล้ว (สินะ) แต่เอาเข้าจริง ทริปนี้ก็ไม่สมควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเป็นช่วงที่เรามีงาน เรียกว่าหนีงาน หนีความรับผิดชอบไปเที่ยวเลย เราก็ขออ้างว่าเป็นอาการป่วยทางจิตอย่างที่เรียนตอนต้นแล้วกันนะคะ จะได้รู้สึกผิดน้อยลง 555

tw26-05
ผิดตั้งแต่เอากระเป๋าใหญ่ไป แบกขึ้นลงทางลาดและบันไดชันๆ 😦

ตั้งใจจะบันทึกทริปต่างประเทศครั้งนี้ให้ครบรสที่สุด เพราะคิดว่า หลังจากนี้ คงไม่ได้ไปไหนสักระยะนึง….(มีใครจะเชื่อบ้างมั้ยเนี่ย) เพราะต้องเก็บเงินเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า ที่พิมพ์ๆอยู่นี่ก็ยังหวั่นว่า เรา ผู้ซึ่งใช้เงินท่องเที่ยวต่างประเทศแบบไร้สติ จะสามารถเลิกเที่ยวตามที่ได้ตั้งใจไว้ได้หรือไม่ อันนี้ต้องมาดูกันนะคะ คือจะให้หยุดเที่ยวก็คงไม่ใช่คำตอบเพราะเป็นคนชอบเที่ยว อาจจะเปลี่ยนไปเที่ยวในประเทศแทนนั่นแหละเนอะ 55

.

.

เพื่อนในไต้หวันบอกกับเราว่า สองสัปดาห์ก็ไม่พอนะ

ห้ะ อะไรนะ…ไต้หวันนี่นะ สองสัปดาห์? อคติเกิดขึ้นทันทีค่ะ

ยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับเพื่อนที่ไปกับทัวร์มาแล้ว แล้วเค้าก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรเลย เอาแล้ว ทีนี้เราจะเชื่อใคร?

.

คำตอบคือ เราขอเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง ได้คำตอบที่ 9 วัน เน้นที่ช่วงเวลาราคาตั๋วโปรฯเป็นหลัก 555 สรุปคือ ขอไปนานๆ แบบราคาดีๆ นั่นเอง 555 อะไรของมัน
และนี่คือแพลนคร่าวๆ…

Day 1 หลังจากลงเครื่อง เรานั่งรถไฟความเร็วสูง HSR จาก Taoyuan ไป Chiayi เพื่อต่อรถบัสขึ้นเขาไป Alishan นอนหนึ่งคืน

Day 2 เดินเที่ยวป่าใน Alishan แล้วนั่งบัสต่อไป Sun Moon Lake นอนหนึ่งคืน

Day 3 เที่ยวทั้งวันใน Sun Moon Lake แล้วนั่งรถบัสลงเขามาที่เมือง Taichung พักกับเพื่อนของเพื่อนชาวไต้หวัน

Day 4 เที่ยวในเมือง Taichung หนึ่งวันกับเพื่อนชาวไต้หวัน แล้วเข้า Taipei นอน Taipei ในคืนที่เหลือ

Day 5 นั่งรถไฟไป-กลับ Taroko แว๊นมอไซค์เที่ยวให้ทั่ว

Day 6 นั่งรถไฟไปลง Fulong ปั่นจักรยาน แล้วนั่งบัสริมทะเลไป Bitou และ Jiufen แล้วนั่งบัสกลับ

Day 7-8 ชิลล์ๆ ใน Taipei + นัดเพื่อนอีกคน

Day 9 บินกลับบ้าน

tw20-04
แสงสุดท้ายบน Alishan

ส่ิงแรกที่เราทำหลังจากลงเครื่องคือปรี่เข้าร้านสะดวกซื้อในสนามบินเพื่อชิมชานมในขวดที่สวยงาม ตามที่เค้าได้บอกกัน สรุปคือรสชาติดีจนต้องตั้งปณิธานที่จะชิมชานมทุกสีที่มี บ้ามาก 55 แล้วเราก็นั่งรถไฟความเร็วสูงแบบชินคันเซ็น ไปจนถึงเมือง Chiayi แวะฝากท้องกับร้านขายซูชิแบบ take away ที่ราคาถูกกว่าบ้านเรา ทั้งสด และอร่อย สถานีก็มีร้าน Starbucks ให้ได้ชิมกาแฟรสชาติที่ต้องบอกว่า อร่อยกว่าบ้านเรานะ คือวันแรกได้คะแนนเต็มไปกับอาหารรองท้องแล้วค่ะ สุดท้ายเรานั่งรถบัสแบบเหมาคัน (มีแค่สามคนในรถ) ขึ้นเขาไป Alishan อากาศค่อยๆ เย็น ไปพร้อมกับธรรมชาติที่เขียวขจี ดีต่อใจจริงๆ เรามาถึงบริเวณเมืองในช่วงเย็นยังทันถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่ต้องบอกว่าโครตสวย

tw21-04
งดงาม~

สีส้มของท้องฟ้ายามเย็น ทะเลหมอกที่ลอยเอื่อยๆ ระหว่างเขา อากาศที่เย็นกำลังดี ทุกอย่างดูดีไปหมด ทำให้ลืมความเหนื่อยล้าจากการขึ้นเครื่องเวลาตีสามเมืองไทยได้อย่างปลิดทิ้ง เปลี่ยนอารมณ์เป็นการ enjoy วิวธรรมชาติตรงหน้าได้อย่างสงบและมีความสุข ค่ำวันนั้นเราเลือกชิมหม้อไฟสไตล์ไต้หวันในร้านอาหารแล้วไม่ลืมที่จะชิม Taiwan Beer ตามประสาคนชอบกินเบียร์สักหน่อย วันแรกในไต้หวันเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจค่ะ แม้ว่าจะเหนื่อยจากการแบกกระเป๋าเดินขึ้นลงบันไดไหล่เขา หาที่พักอยู่บ้างก็เถอะ 55

tw22-04
Alishan Railway อันแสนโรแมนติค

เช้าวันถัดมาเราเดินเล่นในป่าและบริเวณโดยรอบ พบว่าที่นี้ค่อนข้างฮิตในหมู่คนไต้หวันเป็นอย่างมาก ยิ่งเรามาตรงกับช่วงวันหยุด คนก็ยิ่งเยอะ ไม่ค่อยเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติค่ะ เราเดินเล่นในป่าเพื่อเก็บจุดชมวิวที่เค้าแนะนำได้เพียงที่เดียวคือ Sister’s Pond และวัด Shouzhen จริงๆ เราต้องนั่งรถไฟสายโรแมนติก Alishan Railway ไปชมดวงอาทิตย์ขึ้นช่วงเช้าแต่กลับจองตั๋วไม่ทัน ผลเลยก็ต้องเดินเที่ยวแทน แต่ก็ได้นั่งรถไฟเที่ยวอื่น ซึ่งเป็นระยะทางสั้นๆ แบบว่า เอ่า ถึงแล้วเหรอ อารมณ์ว่านั่งพอเป็นพิธีได้ถ่ายรูปอะไรแบบนี้ เพราะรถไฟสีแดงของเค้าค่อนข้างมีเอกลักษณ์

tw23-04
Sister’s Pond สวยนะ แต่จะสวยกว่านี้ถ้าไม่หลงป่าซะก่อน 55

อีกจุดที่เค้าให้ไปคือ Sacred Tree ซึ่งก็ไปไม่ถึงเช่นกัน เพราะหลงป่า 555 จะติงนองนอยเดินเล่นทั้งวันก็ไม่ได้นะ เพราะต้องไปขึ้นบัสเที่ยวบ่ายโมงไป Sun Moon Lake อีก เราปลอบใจตัวเองด้วยการกินของว่างหน้าวัด ประกอบด้วยไส้กรอกพื้นเมือง หมูแผ่นสไตล์คนดอย น้ำมะนาวซ่าใส่วุ้นรสชาติกลมกล่อมหรือน้ำไข่กบ! ที่ชิมเพราะอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง 555 แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปเช็คเอ้าท์และพาสัมภาระไปยังสถานีรถบัสที่เรามาเมื่อวานนั่นเอง เหนื่อยมากเพราะเป็นทางลาดชัน -_-

tw8-04
วิวระดับล้านระหว่างทางไป Sun Moon Lake

ระหว่างทางไป Sun Moon Lake คือวิวระดับล้านนะ บางช่วงเหมือนนั่งรถบนปุยเมฆ ถ้าเช่ารถมาเองคงหามุมถ่ายรูปได้ไม่เบื่อ ขึ้นลงหลายเขาในที่สุดก็มาถึงแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ป๊อปสุดๆ คนเยอะมากกก เปิดฉากมาด้วยทะเลสาบและภูเขาที่มีความสวยงามดีค่ะ แต่ที่ชอบคือเลนจักรยานรอบทะเลสาบ คุณพระ!! มันใหญ่มากนะคะ รอบนึงนี้คือ 30 กิโลเมตรกันเลยทีเดียว ทีนี้แหละเพิ่งจะเก็ทว่า ทำไมไต้หวันจึงเป็นเมืองจักรยาน ก็เพราะเค้าส่งเสริมขนาดนี้สินะ ได้สำรวจเมืองคืนนี้จึงทำให้รู้ว่า ที่นี่ค่อนข้าง touristy ไปหน่อย เทียบกับ Alishan จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนกันแต่ไม่พลุกพล่านและไม่ปรุงแต่งขนาดนี้

tw4-04
บรรยากาศยามเช้าที่ Sun Moon Lake

เช้าวันถัดมาเราตื่นมาดูทะเลสาบตอนเช้า มีควันลอยเอื่อยๆ ภูเขาสีเข้มๆ ไกลๆ แสงแดดตกกระทบเรือที่จอดเรียงรายอยู่ บรรยากาศค่อยๆสว่างขึ้น อากาศเย็นๆ เช้านี้แฮปปี้แระ 🙂 พอสายๆเราเริ่มทริปด้วยการนั่งเฟอร์รี่ จาก Shuishe Pier ไปยังวัด Xuanguang ก็ไม่รู้หรอกว่ามีอะไร ได้แต่เดินตามอาเจ้ไป มันคือวัดริมเขาที่มองเห็นวิวทะเลสาบ และมีป้ายหินที่ทุกคนต้องเข้าคิวถ่าย จากนั้นเราก็ไปตลาด Yi Da Shao ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน เพื่อเดินหาอะไรกินก่อนไปนั่ง Ropeway ที่ทุกคนต้องมา Touristy สุดๆ แต่ทำไงได้ล่ะ 555 พอขึ้นไปเท่านั้นแหละ เห้ย สวยเว้ยย วิวดีมากจริมจริม เห็นทะเลสาบเกือบทั้งหมดแบบ bird eye view โห สวยอ่ะ อารมณ์ดีขึ้นมาตามลำดับ 555

tw24-04
Wenwu Temple บอกได้คำเดียวว่า วิจิตร

จากนั้นเราก็นั่งรถบัสต่อไปที่วัดกวนอู หรือ Wenwu Temple โอ้โห ชอบอีกแล้วครับ รายละเอียดในวัดสวยงามมาก งานเนี๊ยบดีมาก วัดก็ยิ่งใหญ่อลังการ ติดใจตู้เซียมซีที่เป็นดิจิตอล ยิ่งได้ขึ้นไปด้านบนของวัด เห็นหลังคาวัดและทะเลสาบไกลๆ อืมม มีความสุขค่ะ ขอพรกันเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับบริเวณท่าเรือ Shuishe ซึ่งเราจะนั่งรถบัสกลับวันนี้เลย ระยะทางเพียง 3 กิโลจิ๊บๆ ตอนแรกก็สวยอยู่นะ ก็ชิลล์อยู่นะ มีแอบลัดเลาะลงไปเดินริมน้ำบ้าง น้ำสีฟ้าสวยงาม แต่พอนานๆเข้ามันเริ่มเมื่อยค่ะ ฟ้าก็ค่อยๆมืดลงๆ เอาล่ะกึ่งเดินกึ่งวิ่งอีกแล้ว กลัวโดนฉุดลงน้ำค่ะ 555 กว่าจะถึงที่หมายคือเดินอยู่เป็นชั่วโมง 555 หมดแรงไปตามๆกัน คืนนั้นเราจับรถเข้าไปในเมือง Taichung เพื่อไปเจอเพื่อนของเพื่อน ที่จะให้ที่พักเราคืนนี้…. ย้ำนะคะ เพื่อนของเพื่อน…

บอกตรงๆว่า เราแอบเกรงใจเพื่อนเค้าอยู่นะ เพราะ 1 ไปพักบ้านเค้าแล้วก็ถึงดีกๆด้วย 2 เค้าไม่ใช่เพื่อนเรา เค้าเป็นเพื่อนของเพื่อนเรา งงมั้ย คือเพื่อนบอกว่า เพื่อนเค้ายินดีที่จะให้เราไปพัก 1 คืน เออ งงเหมือนกัน คือไม่เคยเจอหน้า ไม่เคยรู้จัก แต่ก็ไว้ใจเนอะ ให้คนแปลกหน้าเข้าบ้าน 555

เมือง Taichung คือเมืองๆ หนึ่งที่มีความเป็นเมือง ซึ่งไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวใดๆ เป็นพิเศษ ไม่มีนักท่องเที่ยว แต่เราพักที่นี่ เพราะเผื่อว่าวันถัดไปจะได้เดินทางเข้า Taipei ได้สะดวก คิดแค่นั้นเองค่ะ…

กว่าจะหาทางไปบ้านเพื่อนเค้าก็ทุลักทุเลอยู่ ด้วยความที่มันไม่ใช่โรงแรมที่มันสังเกตง่าย มันเป็นหน้าตายังไงก็ไม่รู้ เพื่อนเค้าหน้าตายังไงก็ไม่รู้อีก 555 ดีที่พี่แท็กซี่พาเข้ามาถูกซอย และจอดถูกที่พอดี แล้วก็บังเอิญเจอคุณป้าที่สามารถคุยภาษาจีนสื่อสารกับแท็กซี่ได้ดี ทำให้ทราบว่า ป้าแกอยู่ก่อนถึงบ้านเพื่อนไปอีกเพียงสามหลังเท่านั้นเอง แท่แด่มมม ในที่สุดเราก็มีที่ซุกหัวนอนแล้วว

บ้านของเพื่อนเค้าเป็นคล้ายๆห้องพักกว้างๆ โล่งๆ 1 ห้องนอน 1 ห้องว่าง และห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว ห้องครัว ที่เปิดโล่ง ใหญ่เอาเรื่องอยู่นะ เสียอย่างเดียวที่อยู่ชั้นสามค่ะ อิชั้นแบกกระเป๋าขึ้นมาเข่าแทบทรุด คุยกันได้แปปนึงเพื่อนของเราก็มาจากสถานีรถไฟ นั่นคือเพื่อนของเราทั้งสองนี่แหละ นางนั่งรถไฟมาจาก Kaoshuing เมืองทางใต้ของไต้หวัน แล้วก็ลางานมาเพื่อมาอิชั้นเที่ยว!!!!! อะไรนิ!!! ไม่พอยังหอบของฝากมาให้อีก คนละชุด!!! มีหนังสือเที่ยวไทเปด้วย!!!! คุณพี่จะทุ่มเทไปไหนคะ คืออิชั้นเกรงใจยกกำลังแปดมาก คนอะไร๊จะดีกับเพื่อนที่เคยเจอแค่ครั้งเดียวตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น แล้วก็คุยไม่กี่ครั้งได้แบบนี้ นับประสาถ้าเป็นเราก็ดีใจแหละได้พาชาวต่างชาติมารู้จักเมืองเรา แต่คงไม่ทุ่มเทเว่อร์วังอะไรขนาดนี้ แต่ช่างเถอะค่ะ เค้าสบายใจได้ทำให้ เค้าก็คงแฮปปี้ เราก็แฮปปี้ อิอิ

สรุปว่าคืนนี้เป็นคืนที่มีสีสันมาก เพราะเราคุยกันไป ดื่มเบียร์ไปเรื่อยๆ จนดึกดื่น แบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดคุย 555 เพราะทั้งสามคนนี้ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ต่างคนก็มีแต่ละเรื่องมาแชร์กัน ส่วนเพื่อนอิชั้นที่มาด้วยกัน ก็เข้าบรรทมไปนานแล้วค่ะ เอ็นดูนางเหมือนกัน เพราะวันนี้ก็เหนื่อยมากแล้ว อิชั้นก็เหนื่อยมากแล้วแต่สถานการณ์แบบนี้มันก็ต้องตามน้ำไป ประเด็นคือทั้งอยากเม้าส์ และอยากเมาล่ะค่ะ 555

tw3-05
ปอเปี๊ยะอะไรเนี่ย ทำไมอร่อย

เราเริ่มทริปเมืองนี้ด้วยตลาดเช้า เพื่อนอิชั้นพาเดินกินไปเรื่อย เพลินมาก ไม่พอยังเลี้ยงทุกมื้ออีก เยอะไปแล้วนะ 555  มาสะดุดกึกกับปอเปี๊ยะสด ซึ่งส่วนตัวไม่ชอบกินเพราะมันมีกลิ่นหรือส่วนประกอบบางอย่างที่ไม่อร่อยอ่ะ แต่อันนี้นึกอยากกินเพราะคนรอเยอะ พอกัดไปหนึ่งคำ โอ้โห ทำไมมันอร่อยขนาดนี้ ถึงกับยืนดูเค้าใส่ไส้ห่อแป้งเลยว่ามันมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ประทับใจมากกก จากนั้นเพื่อนก็พานั่งแท็กซี่ไปเมืองสีรุ้งที่อยู่นอกเมือง เป็นหมู่บ้านของทหารผ่านศึก ที่ถูกวาดภาพทั่วผนัง หลังคา พื้น เรียกว่าทุกหย่อมหญ้า โดยคุณลุงที่เป็นทหารผ่านศึกเองนี้แหละ แล้วแกก็ยังนั่งต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ที่นั่นด้วย ส่วนตัวไม่ชอบเท่าไหร่เพราะมันลายตาแล้วคนจีนก็เยอะไปหมด เพื่อนเราถึงกับออกอาการไม่ชอบคนจีน เราก็งงว่า แล้วเธอมิใช่คนจีนฤา นางตอบว่า ไม่ใช่! ชั้นเป็นคนไต้หวัน ส่วนใหญ่ชอบเข้าใจผิดว่าเราเหมือนกัน แต่เราสุภาพกว่ามาก เราไม่มูมมาม เราไม่เสียงดังเหมือนคนจีน โอ่วว เคลียร์ค่ะ อย่างน้อยคนไต้หวันสองคนนี้ที่เราคลุกคลีด้วยก็น่ารักมากๆ เป็นมิตรสุดๆ แบบว่าดีเกินไปด้วยซ้ำ 555

tw15-05
ต้นกำเนิดชาไข่มุกที่แรกของโลก!!

จากนั้นนางก็พาไปกินหม่าล่าหม้อไฟ!! ฟินมากกก แล้วก็พาไปเดินดูร้านรวงต่างๆ ช้อปปิ้งนิดหน่อย จบด้วยกินชาไข่มุก ร้าน Chun Shui Tang ซึ่งอ้างว่าเป็นต้นกำเนิดของชานมไข่มุกทั้งปวง โอ้โห รสชาติดีฝุดๆ ละมุมลิ้น อร่อยเว่อร์ แล้วเพื่อนเจ้าของห้องก็มาสมทบ นางเอาชีสเค้กมาด้วยซึ่งนางทำเองจ่ะ นางเปิดสตูดิโอสอนทำเค้กค่ะ ว้าวเลิศมาก วันนี้กินแหลกจ่ะ จบทริปด้วยความอิ่มท้องและอิ่มใจ เพื่อนเรานั่งรถไฟกลับเมือง ส่วนเราก็นั่งรถไฟไปไทเป

เราถึงไทเปเมืองหลวงของไต้หวันเกือบเที่ยงคืน ระหว่างการนั่งรถไฟ ที่พักก็ส่งเมล์มาถามว่าคุณยังจะมาอีกมั้ย 555 พอถึงไทเปเราก็นั่งรถแท็กซี่แบบกล้าๆ กลัวๆ มาแถววัด Long Shan ซึ่งเป็นแหล่งที่พักของเรา แอบกลัวเพราะมาดึกมาก ร้านรวงปิดหมดแล้ว แล้วก็ไม่เห็นป้ายห้องพักสักที แท็กซี่ก็มาทิ้งเราไว้อีก คือยังไงคืนนี้ก็ต้องมีที่พักอ่ะ สุดท้ายเราก็เดินดุ่มๆ มาติดกับรั้ววัดแล้วก็เจอในที่สุด ก็มันแอบอยู่ในหลืบติดรั้ววัดนี้เอง เป็นโรงแรมแบบราคาถูก ไม่สังเกตป้ายดีๆ ก็คงไม่เห็นค่ะ

 

แต่คืนนี้ยังยาวไกล เพราะพอเราเข้าที่พักแล้ว อยู่ๆ ไฟก็ดับ… และก็ไม่ติดอีกเลย…

ย้ายห้องก็ไม่ได้เพราะเต็ม

อ่าว…

 

สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็เลยพาเราไปอยู่อีกตึกนึงข้างๆกัน ซึ่งเป็นโรงแรมใหม่ยังไม่เปิดให้บริการ ทุกอย่างช่างแตกต่างจากที่พักเดิมของเรา เพราะมันใหม่ กว้าง โมเดิร์น ดีไปหมด เจ้าหน้าที่ก็ขอโทษขอโพยที่ห้องเดิมไม่โอเค มาอยู่ห้องนี้เทอโอเคป่าว โอ้โห้ไม่อยากจะเสนอความคิดเห็นออกนอกหน้า คือมันดีเว่อร์เกินไปแบบพลิกฝ่ามือ พี่ถามประชดหนูรึป่าวคะ 555 โชคดีไปที่จ่ายราคาแค่รูหนูแต่ได้อยู่แบบหรูหรา อิอิ

tw25-04
มหัศจรรย์ธรรมชาติที่ Taroko

เช้าวันถัดมาเรารีบบึ่งจับรถไฟไป Hualien ซึ่งอยู่ทางขวาของประเทศติดทะเล สถานที่ท่องเที่ยวแถวนั้นคือ Taroko หรืออ่านว่า ไท่รู๋เก๋อ นั่งรถไฟไปไกลนิดนึงค่ะแต่จะบอกว่าระหว่างทางนั้นช่างคุ้มค่า มันคือธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง เมื่อรถไฟผ่านใกล้ทะเล มันคือมุมมองใหม่ที่ยังไม่เคยเห็น มันสวยแบบน่าตื่นตะลึงค่ะ เมื่อเรามาถึงเมืองฮวาเหลียนเราก็แว๊นมอไซค์ไปแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่แจ้งเบื้องต้น จุดนี้ต้องบอกว่าเราทำการบ้านมาเป็นอย่างดีว่า ต้องมีใบขับขี่สากล จะได้ไม่โดนฟันราคา ดิชั้นก็ไปทำมาเรียบร้อย แต่เป็นใบขับขี่รถยนต์ ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์…. เอ่อ…โง่ไปอีก สรุปก็ใช้ไม่ได้อยู่ดีจ้า ก็โดนฟันราคาเหมือนเดิม 555 เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา วิธีแก้เขินครั้งนี้คือ เอาใบขับขี่สากลไปใช้ที่ประเทศอื่นสิคะ! นี่ไงได้ข้ออ้างการเที่ยวต่างประเทศมาอีกแล้ว 555

tw9-04
ทำพี่เท่…

เพราะมันได้ฟีลกว่า เราเลยเลือกจะแว๊นแทนการเช่ารถหรือให้แท็กซี่พาไป เหตุผลดูดีเนอะแต่จริงๆ เพราะมันเป็นทางเลือกที่ถูกที่สุด 555 แม้ว่าตัวเองและเพื่อนไม่ค่อยถนัดใช้มอเตอร์ไซค์และมันค่อนข้างอันตราย แต่เรื่องเงินและประสบการณ์ต้องมาก่อน!! ออกมาจากตัวเมืองคิดว่าคงได้แวะดูทะเลแปซิฟิกข้างทาง แต่คุณพระ เราต้องแว๊นในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยในอากาศหนาวเย็นอยู่เกือบชั่วโมงกว่าจะถึงทางเข้าอุทยานแห่งนี้ ดูจาก google map ก็ปาไปแล้ว 25 กิโล แต่ในเมื่อเราได้ตั้งใจจะมาสายนี้แล้วก็ต้องไปให้สุด

tw5-04
เมื่อฉากหลังและบรรยากาศอลังการ object ก็เลยเด่นเป็นพิเศษ

ไท่หรูเก๋อคือกลุ่มภูเขาหินปูนริมแม่น้ำที่โดนกัดเซาะจนเกิดโพลง ถ้ำ เป็นแม่น้ำที่สวยงาม วิวดี สองข้างทางมีความงามงดหยดย้อย นอกจากความงามของธรรมชาติก็ยังมีพวกวัด สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ดูงดงามดีเพราะอยู่บนยอดภูเขา มีฉากหลังทำให้ดูโดดเด่นมาก เหมาะกับการบินถ่ายโดรนจริงๆ จากทางเข้าเราก็เที่ยวเข้าไปตามเส้นทาง แวะไปเรื่อย เดินเล่นบ้าง ถ่ายรูปกันจนหนำใจ ไปจนถึงจุดพักที่มีวัดชื่อ Xiangde อยู่บนภูเขา มีสะพานข้าม มีเซเว่นเล็กๆ อยู่ตรงหน้า ก็ได้แต่พูดกับตัวเองว่าเราควรหยุดเพียงแค่นี้ 555 เพราะเราเข้ามาอีกเกือบ 20 กิโลแล้วค่ะ ต้องรีบคำนวนขากลับให้ดี มิฉะนั้นจะนั่งรถไฟกลับไทเปไม่ทันเด้อ

tw14-04
ตกปลาในมหาสมุทธแปซิฟิก

เช้าวันใหม่เราจับรถไฟรอบเช้าไปลงที่ Fulong อ่านรีวิวมาว่าเป็นเมืองริมทะเลที่เค้าจะไปปั่นจักรยานกัน มาถึงไต้หวันแล้วถ้าไม่ได้ปั่นก็คงมาไม่ถึง ถ้างั้นก็คงไม่ถึงค่ะเพราะเรามากับฝน ฝนตกตลอดทางและคงตกไปทั้งวัน -_- เราเลยเปลี่ยนแผนเป็นเดินเล่นในเมืองแล้วก็กินเซี่ยวหลงเปาแสนอร่อยในเซเว่นเพื่อรอขึ้น Golden Fulong รถบัสสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งมันจะผ่านสถานที่ท่องเที่ยวมากมายริมทะเล แต่ที่ที่เราจะแวะ คือ Bitou ป้อมปราการบนเขาริมทะเล และ Jiufen เมืองโบราณริมเขาที่โด่งดังจากการ์ตูนอนิเมะ Spirited Away

tw7-04
ป้อมปราการบนเทือกเขาริมทะเล ลมแรงระดับพายุ

เราแวะจุดแรกกันที่ Bitou จริงๆแล้วมันเป็นสถานที่ที่ไม่ได้ป๊อปปูล่ามากมายอะไรค่ะ เป็นเหมือนทางเดินธรรมชาติบนเขาที่อยู่ติดทะเลมากกว่า เราคิดเอาเองว่าของจริงน่าจะว้าว เพราะทั้งดูภาพในรีวิวและใน google map มาแล้วสวยดี เราเดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ จนเจอโรงเรียนที่อยู่ริมเขาด้านหลังเป็นทะเลสีฟ้าสด ลมแรงปะทะหน้าพร้อมๆ กับความหนาวที่มาเป็นระลอกๆ เส้นทางพาเรามุ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ ผ่านศาลาที่พัก ผ่านป่าย่อมๆ จนสุดทางที่เป็นป้อมทหาร ความสวยของทะเลกับคลื่นที่ซัดเข้าหาโขดหินยิ่งดูก็ยิ่งเพลิน ลืมเวลาไปเลยค่ะ ส่วนทางลงเขาก็ผ่านป่าน้อยๆ เพลินกับการถ่ายรูปผีเสื้อเป็นอย่างยิ่ง รถบัสสายเดิมพาเราไปจอดที่ Yinyanghai ซึ่งเป็นจุดชมวิวทะเลสองสี เหตุผลที่เป็นแบบนี้เพราะด้านบนมีเหมืองทองคำ มีแร่อะไรบางอย่างที่ทำให้น้ำและหินเป็นสีเหลือง จุดนี้เค้าไม่ลงแวะถ่ายรูปกันหรอก เพราะต่อไปรถบัสจะพาขึ้นเนินไปชมน้ำตกสีทองด้านบน กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว ก็ต้องเดินขึ้นเขาสิคะ -_-

tw6-04
มองทะเล ปล่อยวาง แล้วเอาความขมขื่นมาทิ้งแปซิฟิก

ในที่สุดเราก็มาถึง Jiufen เมืองริมเขาเห็นวิวทะเลไกลๆ เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขายตามตรอกซอกซอยเล็กๆ ย้อนไปในอดีตเมืองนี้คงมีเสน่ห์ไม่เบา โดยเฉพาะตอนที่เมืองยังมีความดั้งเดิมกว่านี้ คนน้อยกว่านี้ เห็นนักท่องเที่ยวและร้านรวงเยอะแบบนี้แล้วหมดอารมณ์ไปถนัดใจ เราเดินหามุมที่เป็นภาพจำในหนัง ถ่ายรูปเก็บไว้แล้วก็กลับ ไม่ได้แวะดูอะไรมากไปกว่านี้เพราะไม่ชอบ สิ่งที่ประทับใจคือร้านเล็กๆ ริมเขาระหว่างทางกลับป้ายรถเมล์ บรรยากาศยามเย็นที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าเป็นแสงนวลๆ ตัดกับแสงที่ค่อยๆสว่างขึ้นของโคมไฟสีแดงที่ห้อยระย้าในเมือง

tw19-04
ร้านต้นไม้เล็กๆ ในเมืองจิ่วเฟิ่น คลาสสิคชิคสุด

อีกหนึ่งความประทับใจคือภาพถ่ายของฉากโรงน้ำชาที่แลกมาด้วยการเบียดเสียดคนเพื่อหามุมถ่ายภาพ เห็นรูปนั้นแล้วทำให้คิดถึงหนังเรื่องที่เคยดูตั้งแต่เด็กๆ ความทรงจำทำให้ภาพนี้มีชีวิต ความสุข ความสงบและความสนุกไร้เดียงสาแบบเด็กๆ เข้ามาแทนที่ความรู้สึกวุ่นวาย เซ็งแซ่ จอแจไปด้วยผู้คนเช่นนี้…

tw10-04
มาเพื่อสิ่งนี้ โรงน้ำชาในตำนาน

สองวันสุดท้ายในไต้หวันเราเลือกที่จะใช้เวลาอยู่ในเมืองหลวงที่ใหญ่โตและเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว ต้องบอกว่า สองวันไม่พอค่ะ ต้องประมาณ 3-4 วันน่าจะครบ เราเริ่มทริปในเมืองหลวงด้วยน้ำเต้าหู้เจ้าดัง Fuhang Soy Milk ซึ่งเห็นคิวแล้วยอมแพ้ เดินออกมาจากรถไฟใต้ดินก็ผงะกับคิว พอเดินไปดูหัวแถวคุณพระ เค้าต่อกันลงมาจากชั้นสองจ้า ร่วมๆแล้วไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง อะไรกันแค่น้ำเต้าหู้จะอะไรขนาดนั้น เราเดินหัวเสียไปตามทางจนเจอร้านน้ำเต้าหู้อีกเจ้า แต่รสชาติเฉยๆ ในใจยังติดค้างว่าไอ้ร้านนั้นมันจะอร่อยสักแค่ไหนเชียว อิ่มท้องดีแล้วก็เริ่มต้นกันที่อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็คอันใหญ่โตมโหฬาร ได้ดูเวลาเค้าเปลี่ยนกะทหารพอดีถือว่าสวยงาม ที่นี่เรามาชื่นชมความยิ่งใหญ่อลังการของสถานที่ค่ะ

tw17-05
วินัยพี่เป๊ะมาก สถานที่ก็อลังมาก

จากนั้นด้วยแดดร้อนเราจึงรีบบึ่งออกมาเดินเล่นด้านนอก ดันไปเจอตลาดไฮโซอารมณ์เดินในตึกสบายๆ หน่อย ขายของแห้ง อาหารท้องถิ่นของเค้า ไม่วายได้เบคอนรมควันที่รสชาติแสนจะกลมกล่อมติดมือกลับไป ในใจคิดเมนูสปาเก็ตตี้ผัดพริกกระเทียมใส่หมูนี้น่าจะอร่อย จากนั้นเราก็ไปเจอร้านที่เรียกว่า คนต่อคิวกินข้าวยาวจัง แต่ในใจคิดว่า เอาวะขอลองสักตั้ง ไหนๆ ก็พลาดหวังจากน้ำเต้าหู้ตอนเช้าแล้ว สิ่งนี้เลยไม่อยากพลาด

tw18-04
หิว หิว หิว …

นี่คือร้านข้าวหน้าหมูสับไต้หวันจิงฟง (金峰滷肉飯) เมนูของเค้าเป็นคล้ายๆ ข้าวขาหมู ข้าวหน้าหมู ถ้าแปลจากภาษาจีนตรงตัวคือ ข้าวหมู 555 เหมือนแย่งข้าวหมูมากินเน้อ แต่จะบอกว่าหมูนุ่มรสชาติมันดีมากกกกก ไปหาข้อมูลมาภายหลังทำให้ทราบว่าร้านนี้แหละคือร้านข้าวหมูที่อร่อยที่สุดในไทเป  เป็นความบังเอิญที่แสนจะโชคดีสำหรับสายกินอย่างเรา น้ำตารื้นด้วยความปิติ ต่อด้วยร้านชาไข่มุกที่แสนจะธรรมดาแต่ชามันแสนนัว โอ้ว ฟินค่ะ

tw2-05
ขอมองเทอจากมุมนี้ ก็ดีพอแล้ว

กินไปเยอะแล้วเราก็ต้องใช้พลังงานด้วยการขึ้นเขาช้าง หรือ Elephant Mountain เป็นแลนด์มาร์คเอาไว้ดูเมืองไทเปจากมุมสูง ตรงนี้ต้องบอกว่าน้ำตาซึมเช่นกัน เพราะเดินไกลเหลือเกิน ทางก็ชันเหลือเกิน หมดแล้วที่กินมา 555 แต่ภาพที่เห็นถือว่าคุ้มค่าเพราะได้เห็นเมืองและตึก Taipei 101 แบบพาโนราม่า ที่สำคัญคือ ฟรีครับ 555 ค่ำวันนั้นเรามีนัดกับเพื่อนชาวไต้หวันอีกคน นางก็พาเพื่อนมาอีกคนนึง สองคนนี้ทำงานสไตล์โปรดักชั่น วีดีโอ อะไรประมาณนี้ อายุยังน้อยอยู่เลยไม่เหมือนเพื่อนคนแรก เราบอกนางว่าขอกินแบบ local สุดๆ นางก็พาเดินลัดเลาะมาจนเจอร้านที่สร้างด้วยสังกะสีเก่าๆ ทั้งร้าน ดูโกโรโกโสมาก  ต้องบอกอย่างงี้เพราะถ้าไม่มากับคนรู้จักเราคงไม่กล้าเข้า ข้างในก็ซ่อมซ่อมาก เมนูก็ไม่มีต้องไปยืนสั่งๆ เป็นภาษาจีน สิ่งที่ได้มาคือแกงเนื้อน้ำใส หมูและเครื่องในจานใหญ่ เสี่ยวหลงเปาจานยักษ์ รสชาติถือว่าโอเคนะแค่รู้สึกเยอะไปหน่อย มันเรียลดี

tw13-04
ร้าน ‘local’ ที่เพื่อนไต้หวันพามา deep ได้ใจมั้ยล่ะ 555

ค่ำวันนั้นนางพาไปจิบค๊อกเทลในร้านเล็กๆ ที่อยู่ใน Huashan 1914 Creative Park อ่านมาว่าที่นี่เป็นแหล่งวัยรุ่นมาทำกิจกรรมต่างๆ แต่ไม่นึกว่าดึกๆ แบบนี้ก็มีกิจกรรม คืนนี้เค้าสอนเต้นลีลาศค่ะ น่ารักดีเพราะที่บ้านเราจะเห็นแต่คนแก่ แต่ที่นี่มีแค่วัยรุ่น เราใช้เวลาพูดคุยกันเนิ่นนานตามประสาคนที่ไม่เจอกันนานจนถึงรถไฟเที่ยวสุดท้ายก็ต้องบอกลา เป็นอีกหนึ่งวันคุณภาพที่เต็มแน่นไปด้วยกิจกรรมและมิตรสัมพันธ์ดีๆ ที่สำคัญคือเหนื่อยรากเลือดมากๆ ค่ะ

อีกหนึ่งวันสุดท้ายเราขอชิวๆ เพราะเมื่อวานจัดเต็มมาแล้ว เริ่มจากเดินไปข้างรั้วโรงแรมนั่นคือวัด Long Shan ชื่อดัง อยู่ใกล้แค่นี้แต่กว่าจะได้มาเยือนก็วันสุดท้ายของทริป ต่อด้วยการเดินหาของกินแถบนั้นจนได้เจอร้านที่ขายเมนู ‘ข้าวหมู’ ที่เราโปรดปราน อ่ะคนที่นี่ไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษถ้าไม่ใช่ถิ่น tourist เราจึงต้องงัดภาษาจีนที่จมดิ่งอยู่ใต้ก้นบึ้งของจิตใจมาใช้เพื่อประทังชีวิต สำเร็จค่ะ ได้กินข้าวหมูสมใจ 555

tw16-04
เมนูร้าน local ที่เพื่อนสั่งให้กิน ชามโตไปนะ แต่หมดนะจ้ะ 555

จากนั้นเราก็มาชิลล์ๆ ที่ Dongmen Station ที่เค้าว่าเป็นย่านวัยรุ่นเต็มไปด้วยคาเฟ่และเด็กนักศึกษา (คือมากินกาแฟแล้วแอบส่องนักศึกษา 555) เรามาเดินที่เค้าเรียกว่า Yongkang Street ค่ะ เร่ิมจากการแวะกินทุกอย่างรายทางที่ดูน่าสนใจ ทั้งของคาวหวาน นักศึกษาอะไรไม่สนใจเลยค่ะ เริ่มจากบิงซูร้าน King Mango ต่อด้วยกาแฟที่ YABOO Cafe ฮิปชะมัด และ Beef Noodle ที่ 一品山西刀削麵之家 คือมีแต่คิว คนเต็มร้านและป้ายภาษาจีนเลอะๆ เรายืนด้อมๆ มองๆ จนมีฝรั่งมาพูดจีนกับเรา เอ๊ะงงอ่ะทำไมฝรั่งไม่พูดอังกฤษ มีความสับสนในการสื่อสาร อ่อที่แท้พี่แกมาทำงานที่นี่ได้หลายปีเลยพูดคล่องแล้วคิดว่าเราเป็นคนจีน สรุปคือพี่แกสอนวิธีการสั่งให้เสร็จสรรพ บอกด้วยว่ามาแล้วต้องกินนะ โอเคค่ะ เราอิ่มจุกถึงคอหอยแล้วต้องยัดมันเข้าไปอีกสินะ

tw11-04
ยังชิมได้ไม่หมดเลย

ขากลับเดินผ่านร้านหัวมุมลักษณะเหมือนโรตี คิวยาวเฟื้อยการันตีความป๊อป ซึ่งทำให้เราอยากลองมากมายแต่คงไว้โอกาสหน้านะจ้ะ ช่วงบ่ายนั้นเราเดินช้อปปิ้งไปเรื่อยๆ ผ่านย่านตึก 101 แวบเข้าไปดูความอลังการด้านในก่อนตัดสินใจจับรถไฟเลือกไป Beitou Hot Spring แทนที่จะเป็น Tamsui Old Street ซึ่งทั้งสองล้วนแล้วตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองไทเป Beitou เป็นเมืองที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ เป็นสถานที่ที่คนไต้หวันจะชอบไปกัน อันนี้เพื่อนชาวไต้หวันเค้าแนะนำมาเราถึงได้รู้จัก ส่วน Tamsui นั้นเป็นเมืองริมทะเลซึ่งอยู่เหนือ Beitou ไปอีกหน่อย ขึ้นชื่อเรื่องถนนคนเดินและความโรแมนติกตอนตะวันตกดิน ไอ้เราก็ไม่ want เรื่องพวกนี้อยู่แล้วก็เลยตัดสินใจไปแช่น้ำร้อนดีกว่า

tw12-06
วิวเมืองไทเปแบบ 270 องศา จาก Elephant Mountain

แต่เมื่อไปถึง Beitou เราก็เจอเข้ากับฝูงคนจำนวนมากซึ่งทุกคนดูมีจุดหมายปลายทาง ต่างก็ค่อยๆหายเข้าโรงแรมบ้าง เข้าที่พักบ้าง เหลือเราที่เดินงงๆ ไม่รู้จะไปทางไหนดี อาจเป็นเพราะไม่ได้วางแผนอะไรมา สรุปก็เลยเป็นการมาเดินสำรวจเมืองนี้มากกว่า ได้มาชมเมืองที่มีแม่น้ำอุ่นๆ ควันลอยเอื่อยๆ อยู่กลางเมือง มีโรงแรมและบ่อน้ำร้อนหลากหลายแห่งให้ใช้บริการ แล้วยังมีห้องสมุด Taipei Public Library ที่ดูฮิปๆ เข้ากับธรรมชาติรอบข้างมากมาย สุดท้ายเราแวะไปเดินตลาดนัดไอเดียซึ่งน่าจะมีวันนั้นพอดี สนุกดีนะแต่ถ้าจะมาควรวางแผนให้ดีก่อน หรือมีเวลาตั้งแต่เช้าให้เวลากับการพักผ่อนที่นี่อย่างเต็มที่ แบบนั้นน่าจะได้ฟีลมากกว่า ก่อนเข้าที่พักและเตรียมตัวกลับตอนเช้า เราแวะเดิน Night Market อีกแห่งที่เพื่อนแนะนำมา นั่นคือ Ningxia Night Market จะบอกว่าเป็นตลาดที่ประทับใจสุด กินอะไรก็อร่อย คิดถึงไอติมถั่วและนมเผือกสุดฟินดูดไปเคี้ยวไป และอื่นๆอีกมากมาย เพิ่งทราบภายหลังว่าที่นี่คือตลาดของสายกินโดยเฉพาะ เพราะมีแต่ของอร่อยการันตีความพอใจ ถ้ามีโอกาสต้องกลับมาเก็บแต้มที่นี่อีกแน่นวลลจ้า

TW-04
ภาพนี้ ประทับใจ 🙂

เรียนรู้อะไรบ้าง : 

1.ไต้หวันเป็นประเทศที่ยังอุดมไปด้วยธรรมชาติที่งดงาม สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมีความโดดเด่น เป็นเกาะเล็กๆ แต่คุณภาพไม่เล็ก ตามที่เพื่อนบอกเลยว่า 2 อาทิตย์ก็ยังเที่ยวไม่ครบ ถึง ณ ตอนนี้พี่เชื่อแล้วค่ะ 🙂

2. คนไต้หวันมีความจิตใจดี อาจเพราะเจอคนดีๆ ก็โชคดีส่วนนึง แต่จะบอกว่าทริปนี้ที่มันดีมากๆ เพราะมิตรไมตรีที่ได้รับจากคนไต้หวันจริงๆ ไม่อิงนิยาย

3.คนไต้หวันและคนจีนไม่เหมือนกัน แม้ปูมหลังคนไต้หวันคือคนจีนที่อพยพมานั้นแหละ แต่ด้วยวัฒนธรรม สังคมและการเมือง ทำให้สองประเทศนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนนะ เราสัมผัสได้

4.อาหาร มีความหลากหลายและคล้ายคลีงกับหลายๆ ประเทศ จนไม่รู้ว่าอะไรคือจุดเด่นของประเทศ จะบอกว่ามันคือ ชานมไข่มุก และ ขนมปังไส้สับปะรด เหรอ? ก็อาจเป็นได้ แต่ชานมเค้าอร่อยจริงๆ นะ แล้วเค้าก็มีเมนูน้ำอื่นๆ ที่อร่อย เช่น นมเผือก-เผื้อกเผือกอร่อยนัวๆ น้ำไข่กบ-น้ำมะนาวใส่วุ้นเคี้ยวกึดๆเหมือนไข่กบ ฯลฯ ซึ่งก็เจ๋งอยู่นะ  ส่วนข้าวหมู (Pork Rice) ก็น่าจะเป็นอาหารที่โดดเด่น ได้กินที่ไหนก็โครตฟิน ยังมีหัวหมู ชิ้นส่วนหมูและบะหมี่เนื้อวัวอีก บรรยายไม่หมด 555 ตามความคิดเห็นเรา อาหารส่วนใหญ่น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอาหารจีนนั้นแหละ  แต่พอไปถามเพื่อนชาวไต้หวันว่าปกติกินอะไร

นางกลับตอบว่า อาหารไทย…   เอ่อ…

Advertisements

NY I Come for You!

เราย่อมมีครั้งแรก ของอะไรบางอย่างเสมอ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทริปเกิดขึ้นจากการด่วนตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบิน แต่ก็เป็นครั้งแรกที่เกิดความวิตกกังวลว่าเราจะได้ไปจริงๆ หรือเปล่า ประเด็นหลักคือกลัววีซ่าไม่ผ่านค่ะ จากนั้นก็รู้สึกเสียดายตัง ถ้าไม่ผ่านขึ้นมานี้เปลืองหลายดอก คิดเยอะมากเพราะเราเป็นคนงกมากไง 55 พอเป็นฟรีแลนซ์ก็จะมีความเสี่ยง เพราะเค้ากลัวว่าจะไปทำงานผิดกฎหมายไม่กลับประเทศ ถ้าเป็นหมอ เป็นผู้มีรายได้ประจำเป็นหลักแหล่งจะไม่น่ากังวลเลย จนสุดท้ายต้องเดินหน้าหาหลักฐานการทำวีซ่าอย่างจริงจัง มาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องเต็มที่กันหน่อย เพราะถ้าได้พยายามจนถึงที่สุดแล้วจะได้ไม่เสียใจทีหลังค่ะ (หากสนใจวิธีการทำวีซ่าอเมริกาของเรา โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ คือผ่านแบบสบายบรื๋ออ)

เหตุผลหลักที่ไปอเมริกา คือ ได้ตั๋วถูกค่ะ 555 ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะหาตั๋วราคา 22000 บินสายการบินที่ดีที่สุดในโลกปี 2017 Qatar Airways (จากการจัดอันดับของ Skytrax ปีล่าสุด) ข้ามครึ่งโลกไปถึงทวีปอันไกลโพ้นได้เหมือนครั้งนี้อีกแล้ว เดิมทีแค่คิดยังไม่กล้าเพราะลำพังเงินที่มีคงน้อยไป ต้องรอให้ล่ำซำกว่านี้หน่อย หรือต้องรอหาคนพาไปงี้ (แต่ก็คงต้องรอต่อไป 55) แต่เมื่อเราได้ offer นี้มาเลยขอลองสักตั้งแล้วกัน!! เรากำหนดงบไว้ที่ 100,000 บาท รวมทุกอย่าง ใช้เวลา 2 อาทิตย์ จุดหมายคือ East Coast มีนิวยอร์ค บอสตัน ดีซี และไนอาการ่า เป็นเป้าหมาย สุดท้ายจบที่ 97300 บาทถ้วน รวมทุกอย่างแล้ว รวมเงินที่ทำหายไปด้วยนะเออ เก่งมั้ยล่าา (เหอะๆ)

IMG_5651A
Washington Monument อันโด่งดัง ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังสักเรื่องนึง ถ่ายจากหน้า Lincoln Memorial ตอนนี้คือเดินขาลากแล้วอ่ะ -_-

นี่เป็นแพลนที่เหนื่อยที่สุดเท่าที่ทำมา เพราะต้องหาทุกสิ่งอย่างในราคาประหยัดสุด เพื่อสงวนเงินของเราให้ได้มากที่สุด ฟีลก่อนไปก็เลยค่อนข้างเครียด ไหนจะงานที่ต้องรีบเคลียร์ ไหนจะแพลนทริปสองอาทิตย์ จองห้องพัก จองตั๋วรถบัส ไหนจะแลกเงิน ทุกอย่างต้องคุมเองทั้งหมดเพื่อกำหนดงบให้ได้ถูกที่สุดและยังคงได้อรรถรสสูงสุด เรียกว่าจริงจังกว่าทำงาน 55

IMG_5623A
US Capital ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังอีกแล้ว สวยงาม ตระหง่าน โดดเด่น

ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง เราใช้เวลาเกือบ 24 ชั่วโมงในการเดินทางครึ่งค่อนโลก จากที่ฟีลเครียดๆ ก็เริ่มตื่นเต้น นี่เรากำลังจะเดินทางถึงแผ่นดินแห่งความหวัง ความฝันแล้วสินะ ภาพจินตนาการทุกอย่างถูกโหลดเข้ามาในความทรงจำ เรามีภาพจำจากหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้ลอยวนเวียนมาให้คิดตื่นเต้น … แต่เมื่อได้มาถึงจริงๆ รู้สึกเฉยมากกก JFK คือสนามบินธรรมดาๆ ไม่มีอะไรผิดแปลกพิเศษ เดินผ่านตม.ก็ไม่มีอะไรยาก เดินฉิวออกมาหารถไฟเข้าเมืองก็เฉยๆ นะ คิดในใจว่าเออดีแล้ว ไม่มีอะไรตื่นเต้นเหมือนในหนัง ว่าแล้วเราก็นั่งรถไฟยาวเข้าเมืองเพื่อไปต่อรถบัสของ Megabus ที่ Penn St. เดี๋ยวค่ะ วันแรกเราไม่ได้มา New York หรอกค่ะ แต่เราเริ่มทริปที่ Washington D.C.

ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง รถบัสก็มาถึงเมืองหลวงของประเทศอเมริกาแห่งนี้ ยามเย็นที่นี่ไม่เลวค่ะ มันคือเมืองที่ดูเป็นระบบระเบียบไม่พลุกพล่าน เราใช้เวลายามค่ำคืนเดินเล่นสำรวจเมือง มีแวะไปร้านขายของที่ระลึกของบาสเก็ตบอลประจำเมือง ตรงนี้คนพลุกพล่านเชียวเพราะคืนนี้มีแข่งพอดี เราเลยช้อปหมวกมาใบนึง แอบคุ้มเพราะมีแต่คนทัก 55 เราก็ได้แต่ตอบว่า อ๋อ ไม่ใช่แฟนทีม Washington Basketball หรอกค่ะ แต่อยากได้ไว้เป็นที่ระลึกของเมืองนี้ 🙂 ทำให้รู้เลยว่าคนที่นี่เค้าคลั่งบาสเก็ตบอลกันขนาดไหน คืนแรกเราเก็บแรงที่ hostel รูหนูราคาถูกที่ห้องเหม็นเหมือนกลิ่นหนูตายและอับชื้นสุดๆ มันก็จะทรมานหน่อย 55

IMG_5639A
สวนหย่อมข้างพิพิธภัณฑ์สักแห่งในเครือของ Smisthsonian

เช้าแรกของทริป เราเริ่มที่ US Capital ค่ะ สถานที่แห่งนี้คือภาพจำของประเทศได้เป็นอย่างดี เห็นในหนังทุกเรื่องอ่ะ แม้ไม่ได้เข้าไปเพราะคิวเต็ม แต่สิ่งที่ชอบมากคือห้องสมุดข้างๆ Library of Congress คือสถาบันด้านวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา และยังเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย มีห้องอ่านหนังสือเหมือนที่เราเห็นในหนังซึ่งจะสงวนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น มีนิทรรศการต่างๆ ให้คนภายนอกชม ที่นี่ทำให้รู้สึกว่าหนังสือและความรู้มันเลอค่ามาก รู้สึกแตกต่างกับห้องสมุดใดๆ ที่เคยไปมา ชอบจัง จากนั้นเราก็เข้าๆออกๆ พิพิธภัณฑ์ต่างๆในแบรนด์ของ Smithsonian เพราะเข้าฟรี 55 เราไปเยือน American Museum of Natural History ซึ่งเป็นฉากหลักในหนัง Night at the Museum ชมนิทรรศการของเจ้าแม่ลายจุด Yayoi Kusama ที่ Hirshhorn Museum and Sculpture Garden ถ่ายรูปคู่กับฟักทองยักษ์ลายจุดที่โด่งดัง แต่เอาจริงไม่ได้รู้จักเจ้เลย ไม่ใช่แฟนคลับ แต่เคยเห็นในหนังสารคดีว่าคนนี้แหละคือตำนานแฟชั่น เราซึ่งไม่ได้รู้เรื่องอะไรก็เหมือนเจอคนดังระดับโลกไง ก็ตื่นเต้นสิคะ จากนั้นเราเลยไป National Air and Space Musuem อันนี้ชอบมากเพราะเนื้อหาและการนำเสนอแน่นมาก ว่าทำไมเด็กอเมริกันถึงมีพัฒนาการที่ดี เพราะพิพิธภัณฑ์เค้าดีนี่เอง การจัดการเค้าดีมากมาเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์ทุกวันยังได้เพราะมีเรื่องให้เรียนรู้ไม่รู้จบ บ่ายวันนั้นเราเดินผ่าน Washington Monument เสาหินสูงตระหง่าน สัญลักษณ์เด่นของหนังฮีโร่ถล่มโลก หนังสายลับ บลาๆ แวะถ่ายรูป The White House ในระยะไกลมาก พักชมความยิ่งใหญ่ของ Lincoln Memorial แล้วจบทริปอย่างไวในเวลาบ่ายสาม เพราะเราไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป วันนั้นน่าจะร่วมๆ 25 กิโลแล้วค่ะ อากาศก็ร้อนอีก ครั้นจะข้ามสะพานไปชม Pentagon ก็นะ พอเถอะค่ะ…สุดท้ายเราก็เดินกลับที่พัก แวะช้อปปิ้งเล็กน้อยที่ Whole Food ลั้นลากับไลฟ์สไตล์ออแกนนิคและเทรนสุขภาพเสมือนเป็นคนอเมริกันฮิปๆ

IMG_8593A
ย่าน Georgetown ในเมือง Washington DC น่ารักดี เหมือนดูใน Pinterest เลยค่ะ

เช้าวันถัดมาเรามาเดินชมเมือง DC กันค่ะ เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่สถานที่สำคัญทางราชการและพิพิธภัณฑ์สุดเจ๋ง แต่ชุมชนรอบๆ ยังน่ารัก น่าเดิน และน่าอยู่มากๆ เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ จากย่าน Downtown, Dupont Circle จนถึงย่าน Georgetown ซึ่งมีคาเฟ่และร้านรวงเก๋ๆ อยู่เต็มไปหมด โดยเฉพาะร้าน Cupcake ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ เหตุเพราะมีรายการ Reality Show ใช้ชื่อว่า DC Cupcakes มาถ่ายทำภารกิจของร้าน Georgetown Cupcake ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ในเมือง Georgetown ก่อตั้งโดยสองสาวพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เนื้อหารายการเกี่ยวข้องกับการทำ cupcake made to order แปลกๆ เก๋ๆ หรือท้าทายสุดๆ แล้วต้องทำตามระยะเวลาและความต้องการของลูกค้าให้ได้ มีช่วงนึงเราดูรายการนี้เป็นประจำ จนเพ้อว่าอยากกิน cupcake ที่ดูอร่อยๆ แบบนั้นบ้าง ในที่สุดเราก็ได้กินค่ะ!!! 😀 แต่ไม่ใช่ร้านที่ดังๆ นั้นหรอกนะ มาที่นี่ต้องกิน cupcake ร้าน Baked and Wired ต่างหาก เพราะเค้าเคลมว่าเป็น local choice คือมันดีฟกว่าไง ถ้าไปร้าน Georgetown Cupcake นั่นมัน touristy ไปค่ะ มันเกร่อ (ยักไหล่สองที 55)

IMG_5710A
เราชอบ phrase นี้มาก ใช่ค่ะ จะทุกข์ จะสุข หรืออะไรก็ตาม เดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันคือสัจธรรมเนอะ

สถานที่ถัดไปของคืนวันนั้นคือเมืองบอสตันที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 8 ชั่วโมง! ใช่ค่ะเราเลือก night bus ประหยัดเวลาและค่าที่พัก นอนในรถทั้งๆที่รู้ว่าไม่ได้นอนหรอก โหดมาก แล้วก็เป็นจริงดังนั้นค่ะ นอกจากรถจะมาเลทเกือบ 2 ชั่วโมงแล้ว การได้รถที่ปรับเอนไม่ได้มันก็เป็นแค่การนั่งหลับตาเท่านั้น รู้สึกตัวตลอดเวลา -_- พี่โชเฟอร์เค้าคงเข้าใจตรงนี้ดี จากที่เคลิ้มๆจะหลับด้วยความเพลีย เราก็เข้าเขตเมืองบอสตัน ที่ทราบเพราะพี่โชเฟอร์ประกาศเสียงดัง จากที่รถเงียบๆ ก็สะเทือนเลื่อนลั่น ดูเหมือนพี่แกจะดีใจมากที่ได้กลับบ้านเกิดค่ะ โฆษณาเมืองพูดไปเรื่อยแบบร้องฮิปฮอปคนผิวสี ทั้งเพลินทั้งขำ พูดเรื่อง Boston Strong บอกว่าเราต้องรักกัน เราต้องสตรองนะ เออมันจริงจังแฮะ มาปล่อยขำก๊ากก็ตอนที่รถใกล้จะถึงจุดจอด เพราะพี่แกดันเปิดเพลง Jump เข้าฟังหวะเหมือนดีเจพูดเข้าเพลงยังไงยังงั้น ตื่นเลยค่ะ 555 อยากจะ Jump กับพี่เค้านะ 55 ตลกมากกกก เป็นประสบการณ์นั่งรถบัสที่จะไม่มีวันลืม ^^

IMG_8666A
ดูเค้าให้คุณค่ากับทุกอาชีพ เป็น Street Art ที่มีความเกร๋

Boston แตกต่างกับ DC อยู่พอสมควรค่ะ เริ่มที่อากาศก่อนเลย คือทำไม DC ร้อนตับแลบใส่เสื้อกล้ามเดินได้ แล้ว Boston เย็นระดับเลขตัวเดียวล่ะ เมืองนี้มีความคลาสสิค คือมีความเจริญแบบวัยรุ่นนะแต่ก็ยังมีประวัติศาสตร์ให้ศึกษา มีความหลากหลายของชาติพันธุ์อยู่มาก อาจเป็นเพราะที่นี่คือศูนย์กลางความรู้ระดับหัวกะทิของโลก Harvard และสถาบันการศึกษามากมายก็อยู่ที่นี่ เลยมีนักศึกษาจากทั่วโลกมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ประกอบกับประวัติศาสตร์เมืองท่าที่ยาวนานตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของชาวอังกฤษครั้งแรกกับผืนดินอเมริกาแห่งนี้ ก็ยิ่งเพิ่มความหลากหลายความเจ๋งเข้าไปอีก มันคลาสสิคแบบบอกไม่ถูก สรุปคือชอบอ่ะ Boston เป็นเมืองที่มีเสน่ห์

เหตุผลในใจหลักๆ ที่ต้องมาที่นี่ เพราะ Boston เป็นเมืองพระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ค่ะ ยังไงต้องมาให้ได้ 🙂

วันแรกเราก็เริ่มทริปกันเลยแม้ว่าคืนที่ผ่านมาจะไม่ได้นอนก็ตาม เป็นหญิงแกร่งอยู่แล้ว แค่นี้จิ๊บๆ (จริงๆ คือเสียดายวันเที่ยวไง เราจะไม่ยอมป่วยเด็ดขาด 55) เราเดินตาม Freedom Trail ดูสถานที่ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ สมัยการปฏิวัติอเมริกา (American Revolution) บอกตรงว่าไม่ได้ศึกษามาว่าแต่ละที่เป็นยังไง ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดเก่า อาคารรัฐสภา รูปปั้นบุคคลที่มีชื่อเสียง สถานที่ประชุมการปฎิวัติ ซึ่งเราจะเห็นตึกเก่าๆ แทรกตัวอยู่ท่ามกลางตึกสูงๆ อยู่เสมอ รู้สึกย้อนแย้งดีค่ะ เดินตามทัวร์คนอื่นแอบฟังไกด์บรรยายพอหอมปากหอมคอเราก็ปลีกตัวไปเดินตลาดค่ะ เพราะการได้เห็นชีวิตคนจริงๆ มันต้องไปเดินตลาดสิ! เราสำรวจ Quincy Market และ Faneuil Hall ตลาดเก่าที่มีชื่อเสียงแต่มันกลับไร้ชีวิตชีวา มัน touristy ไปอ่ะ กลายเป็น Boston Public Market ที่ทำให้รู้สึกว้าวมากกว่า มันคือตลาดของเกษตรกรในท้องถิ่นที่อยู่นอกไกด์บุ๊ก ด้านในจะมีร้านค้าที่อยู่ในเมืองละแวกนี้มาเปิดขายของกันแบบออแกนนิคมาก คือทุกร้านจะเน้นการโปรโมทที่มาของสินค้าเกษตร เน้นความเป็นธรรมชาติ เน้นการพัฒนาชุมชนที่อยู่ เน้นความเป็นชนบทมาจากไร่กันจริงๆ คือดีมาก มันคือตลาดในอุดมคติ เหมือนเราเดินตลาดในชนบทที่บ้านเราแต่ที่นี่มันสะอาด มีการทำการตลาด และมีการจัดการที่ดีกว่าเท่านั้นเอง เห็นสินค้าอะไรก็ดูน่าซื้อน่าใช้ไปหมดค่ะ ที่สำคัญคือมีร้านต้นไม้ในจินตนาการของเรา แบบนี้แหละที่อยากได้ แล้วพี่ก็เดินวนอยู่นั่นแหละ ด้อมๆ มองๆ ถ่ายรูปๆ คือดี 😀

IMG_8707A
ชอบมากๆ Boston Public Market อยากไปอีก

HI Boston คือ hostel chain ที่เราพัก เค้ามีหลายสาขาในอเมริกา สิ่งอำนวยความสะดวกโอเคมาก สะอาด ชอบมาก ที่สำคัญเค้าจะมีกิจกรรมต่างๆ ที่ชิคๆ คูลๆ เช่นดูหนังร่วมกันคืนวันพุธ ส่วนลดปาร์ตี้หลุดโลกในคลับA ปาร์ตี้ประจำสัปดาห์ที่คลับB อาจจะเดาว่าเราต้องไปปาร์ตี้แน่เลย เปล่าค่ะ มันมีค่าเข้าค่ะ แค่ส่วนลดยังไม่พอพี่ขอไปฟรีได้มั้ย 555 (งก) ดังนั้นกิจกรรมที่ประจวบเหมาะกับเราที่สุด คือ การเดินทัวร์มหาลัย Harvard โดยอาสาสมัคร ฟรี! จ่ายแค่ค่ารถไฟ เราแจมทันทีเพราะเป็นโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้ฝึกภาษา ได้ความรู้ใหม่ๆ ที่สำคัญจ่ายแค่ค่ารถไฟขาไปเองอ่ะ กิจกรรมคุ้มสามต่อแบบนี้สิถึงจะเหมาะกับเรา 55 🙂

IMG_8802A
ร้านขายซีดี แผ่นไวนิล แจกโปสเตอร์หนังด้วย มันคลาสสิคดีนะ เป็นร้านที่เราเดินผ่านก่อนที่จะไปถึง Mt Auburn Hospital

เราได้เพื่อนใหม่มาจำนวนนึง แม้ว่าตอนนี้จะจำใครไม่ได้แล้ว มีแค่หนุ่มดัตช์ที่จำได้เพราะดันไปเล่าว่า เราอยากไปประเทศยูนะ เพราะเป็นเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์ มีเลนจักรยานเจ๋งๆ อยากไปปั่นริมคลอง มีพิพิธภัณฑ์เยอะไปหมด ไรงี้ นางทำหน้างงบอกว่า เราเป็นคนแรกที่เล่าด้านดีของประเทศเค้า เพราะทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากไปเนเธอร์แลนด์เพราะกัญชาถูกกฎหมาย… 555 เออเราดูเป็นสาวมีสาระคิดบวกโลกสวยขึ้นมาเลย แท้ที่จริงเราก็รู้นะเรื่องนั้น แต่เลือกที่จะไม่พูด แล้วเพิ่งอ่านหนังสือมาพอดีค่ะ ดูดีเชียวเรา 555

หลังจบการเดินทัวร์มหาลัยอันโด่งดัง เราก็ได้โอกาสไปตามรอยสถานที่แห่งความทรงจำของในหลวงรัชกาลที่ 9 เริ่มจาก King Bhumibol Adulyadej Square เป็นป้ายพร้อมแท่นจารึกลงประวัติของประองค์ไว้ แล้วมีดอกไม้สีเหลืองวางอยู่จำนวนนึง เราเดินไปร้านดอกไม้เพื่อเลือกดอกไม้สีเหลืองบ้าง แล้วเจ้าของร้านก็ถามเราว่า เอาไปเคารพในหลวงรัชกาลที่ 9 ใช่มั้ย โห น้ำตารื้นเลย มันปลื้มใจที่คนต่างชาติก็รู้จักพระองค์ค่ะ 🙂 จากนั้นเราก็เดินไปที่โรงพยาบาล Mt Auburn สถานที่พระราชสมภพ ซึ่งเค้าจัดบอร์ดที่โรงพยาบาลไว้เลยแถบนึง แสดงพระราชประวัติ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ รวมทั้ง พระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับนายแพทย์และพยาบาลที่ถวายการประสูติ ณ ที่แห่งนี้ เมื่อครั้งที่ทรงกลับมาเยี่ยมโรงพยาบาล ปี พ.ศ. 2503 แล้วมีสมุดถวายความอาลัยพร้อมกับรูปถ่ายมากมายจากคนที่มาเยี่ยมเยือน เห็นแล้วน้ำตาคลอค่ะ มันมีหลายความรู้สึกมาก แต่อย่างน้อยคือรู้สึกดีใจมากที่ได้มา 🙂

IMG_5766A
โบสถ์ยามเย็นแห่งหนึ่งในย่าน Newbury ย่านช้อปปิ้งของคนบอสตัน

จากนั้นเราก็เดินกลับที่พัก… คือไม่ได้งกนะ แต่เราอยากออกกำลังกายไง เผอิญวันนั้นได้กิน Cannoli จากร้าน Mike’s Pastry (ท้องร้องเลยตอนที่พิมพ์) มันอร่อยมากกก ไม่เคยลืมรสชาติได้เลย มันดีมากจริงๆ และก็รู้ว่าอ้วนมากเช่นกัน แต่นั่นแหละเดินอยู่สองชั่วโมง ไกลสุดๆ บวกกับอดนอนอีก ถึงที่พักคือสลบ -_- อีกวันเราก็เลยชิวๆ เดินเล่นใน Boston Common สวนสาธารณะชื่อดัง วิวสวยมาก แดดดีเหมาะกับการปิกนิกกินแฮมเบอร์เกอร์ริมบึง แล้วมาต่อย่านช้อปปิ้ง Newbury ทั้งวัน ช้อปกระจายจ้า มีเจียดตังกินพิซซ่าที่ร้าน Eataly เฉยเลยอุตส่าห์ไปถึงอเมริกาเนอะ ประเด็นคือเราเห็นเค้าทำเส้นพาสต้าสดๆ ทำทุกอย่างสดๆ แล้วพรีเซนต์ร้านได้น่าสนใจมาก อาหารละลานตาไปหมด เรียกได้ว่าถ้าพลาดเดินเข้าไปแล้ว คือจบ สรุปคือเมื่องบอสตันทำให้เรา enjoy เป็นอย่างมาก happy มากๆ

แล้วก็ถึงเวลาเข้าเมืองกันค่ะ
New York City I’m Coming!!

รถบัสเจ้าเดิมพาเราออกจากเมืองบอสตัน เห็นป้าย Cape Cod ซึ่งเราคิดแพลนจะไปเพราะเพื่อนแนะนำ แต่หลังจากสำรวจโดย Google Street View และ Tripadvisor ก็พบว่า ทะเลไม่สวยมาก กิจกรรมคือว่ายน้ำ … เราเลยล้มเลิกค่ะ คงต้องเป็นมหาเศรษฐีมาตากอากาศอ่ะ อันนั้นจะโอกว่าเนอะ รถแล่นอยู่ไม่กี่ชั่วโมงภาพตึกสูงๆ เมื่อวันแรกที่เรามาถึงก็ปรากฎสู่สายตาอีกครั้ง มันมีความอลังการ มีความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังฮอลลีวูดสักเรื่องนึง (แต่หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องวันสิ้นโลกอะไรทำนองนั้นนะ 55) จุดหมายปลายทางของวันนี้และอีกหลายวันต่อจากนี้คือ Brooklyn ที่พักพิงชั่วคราวของเราค่ะ เราเลือกแชร์อพาร์ทเมนต์ผ่าน Airbnb ซึ่งโอเคมากทั้งราคา สถานที่ มิตรไมตรีของ Host และผู้พักท่านอื่นอีก 3 ห้อง

IMG_8991A
Brooklyn Bridge มันมีเสน่ห์ดีนะ

วันแรกในนิวยอร์ค ขอวอร์มอัพด้วยการเดินเล่นแถวย่านที่พัก เราเริ่มที่ย่านคนรวย Brooklyn Heights ก่อนจะเดินชม Brooklyn Bridge อันโด่งดัง มองดูตึกบนเกาะ Manhattan ที่กระจุกตัวอยู่อย่างอบอุ่นแต่ทรงพลัง ตื่นเต้นกับการเห็นตึก Empire State และ เทพีเสรีภาพอันไกลลิบ (พรุ่งนี้จะไปดูใกล้ๆ) ก่อนจะหมดวันและก่อนจะหมดแรง เราขอไปเยือน Times Square ที่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของ New York แวบแรกคือความตื่นตาตื่นใจ เร้าใจไปกับแสงไฟโฆษณา จอทีวีและผู้คนที่แต่งตัวแปลกๆ เดินกันขวักไขว่ให้เราถ่ายรูปด้วย สลับกับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โรงละคร Broadway ร้านค้า ร้านอาหารที่พร้อมเปิดตลอด 24 ชั่วโมง เดินไปมุมไหนก็มีแต่แสงไฟ ผู้คน และร้านค้า ที่ตรงนี้แหละที่ให้ความรู้สึก the city that never sleep ของแท้ จำได้ว่ามีฟีลอยากร้องเพลงเล่นเปียโนแบบ Alicia Keys ตะโกนดังๆ ว่า

In New Yorkkkk…..
Concrete jungle where dreams are made of
There’s nothing you can’t do
Now you’re in New York……
These streets will make you feel brand new
Big lights will inspire you
Let’s hear it for New York, New York, New York

555

IMG_9168A
บนเรื่อง Ferry กลับมาจากเกาะ Statan ไม่ถ่งไม่ถ่ายแล้วเทพีเสรีภาพ! 55

วันต่อมาเราขอเก็บ landmark ของ New York ก่อนเลยนั่นคือเทพีเสรีภาพ รู้นะว่า touristy สุดๆ แต่มันเหมือนเป็นธรรมเนียมรึเปล่า แน่นอนค่ะเราเลือกนั่ง ferry จาก Battery Park ข้ามฟากไปเกาะ Statan ซึ่งฟรี (จะบอกว่า ferry นี้อยู่ในหนัง Spiderman ภาคที่มาทำใหม่ ฉากที่คนร้ายตัดเรือออกเป็นสองท่อน!! ตื่นเต้นเหมือนเป็น stand in ในเรื่องเลยล่ะค่ะ) รีวิวบอกว่า วิวดีคุ้มค่า ไม่ต้องจ่ายตังค่าทัวร์ไปถ่ายรูปใกล้ๆ พอเรือออก เทพีฯที่เห็นอยู่ไกลๆ ก็ค่อยเปิดเผยสู่สายตาทีละนิดๆ คนก็เริ่มแห่กันไปถ่ายรูปฝั่งเดียวที่ระเบียงเรือ เสียวเรือเอียงจริงๆ พอหันกลับมาดูฝั่งที่นั่ง อ้าว คนที่จะไปเกาะ Statan มีอยู่สัก 15% เอง นอกนั้นคือ tourist แบบเราๆ นี่แหละ ยังไม่ทันจะได้รูปสวยๆ เรือก็เทียบท่า โถ่ไหนล่ะวิวดี เทพีเสรีภาพที่เราได้เห็นสูงแค่ไม่เกินนิ้วเดียวเท่านั้นเองค่ะ คือมันยังไกลอยู่มากๆ จะคาดหวังให้เห็นสวยๆ เหมือนในหนังก็คงไม่ใช่สินะ พอเรือแล่นกลับเลยขอแสร้งเป็นผู้โดยสารนั่งกินขนมรับลมเย็นๆ น่าจะฟีลดีกว่า 55 พอเรือกลับมาที่ฝั่ง Manhattan เราก็เดินไป Wallstreet ศูนย์กลางการเงินของโลก ที่อยู่ไม่ไกล (ซึ่งตอนนี้ออฟฟิสส่วนใหญ่ย้ายไปแถบ New Jersey แล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์ 9/11) ถ่ายรูปกับพี่กระทิงที่มีคนรุมล้อมตลอดเวลา ได้ฟีลเหมือนอยู่ในหนังอีกแล้ว รู้สึกดี 🙂

IMG_5845A
จุดนี้เคยเป็นตึก World Trade Center แต่ตอนนี้เป็นสถานที่ที่จารึกชื่อคนที่เสียชีวิตเอาไว้ เศร้าเนอะ

จากนั้นเราก็ลงทุนซื้อบัตรเข้าไปดู 9/11 Memorial ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณตึก World Trade Center เดิม ที่ยอมจ่ายตังเพราะรีวิวบอกว่าดี (รีวิวอีกแล้ว!) ปรากฎว่าดีจริงค่ะ เค้าทำไว้ดีมากจริงๆ ขนลุกตลอดเวลาเหมือนเราร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยเลย เริ่มตั้งแต่การจัดวางแผนผัง การใช้เทคโนโลยีประกอบการเล่าเรื่อง การร้อยเรื่องราว โดยเฉพาะการจัดแสดงสิ่งของที่หลงเหลืออยู่ เช่น Survival’s Staircase บันไดหนีไฟที่ผู้รอดชีวิตนับร้อยใช้หนีออกจากตึก ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างดั้งเดิมที่ยังเหลือเค้าให้เห็น กระติกน้ำร้อนบนเครื่องบิน United Airlines 93 หนึ่งในอาวุธที่ผู้โดยสารใช้สู้กับผู้ก่อการร้ายบนเครืองบินที่ถูกปล้น และ กระดาษขอความช่วยเหลือที่ปลิวตกลงมาจากตึก คุณพระ มันสื่ออารมณ์ได้พีคมาก เรารับรู้ความกลัว ความสูญเสีย ความเศร้า ความรัก และความหวังได้ในคราเดียวกัน

IMG_9135A
สีฟ้าของท้องฟ้าในวันที่ 11 เดือนกันยายน ใน 9/11 Memorial

จบจากเรื่องเศร้าเราก็ต้องกินค่ะ แต่หลังจากกินอาหารฝรั่งมาหลายวัน ใจก็เริ่มเรียกร้องหาพริก พริกที่ว่าคือพริกจริงๆนะ ไม่ใช่อาหารเผ็ดๆ คือเราอยากกินพริกอ่ะค่ะและเราก็เชื่อว่าการหาพริกใน New York ก็คงไม่ได้ยากเย็นอะไร ใช่ค่ะ เราใช้ความสามารถเฉพาะตัวด้านการใช้ search engine ค้นหาร้าน บุพเฟ่ต์ hot pot เจ้าดังแถว Flushing ได้กินพริกสมใจด้วยการตักพริกสดสำหรับใส่น้ำจิ้มกินกันอย่างมีความสุข ฟินๆท่ามกลางฝนปรอยๆ

IMG_9244A
น้ำตก Niagara สวย อลังการดีนะ

ทริปวันถัดมา เราขอจัดสถานที่ที่ช่วยเติมเต็มความทรงจำเยาว์วัย เด็กที่โตมาพร้อมหนังสือสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ชอบอ่านและอ่านหลายรอบมากๆ 55 ในชีวิตนี้เคยเห็นเพียงกำแพงเมืองจีนและทัชมาฮาล ซึ่งดีงามมาก ไนแองการ่าแม้ไม่ใช่น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลกแต่ก็ถือว่าสวยงามมากและก็ดังมากด้วย มีเหรอที่ tourist อย่างเราจะไม่ไปเยือน วางแผนอยู่นานสุดท้ายก็ซื้อทัวร์จีนค่ะ นั่งบัสแวะไปเรื่อยจนถึงเมือง Buffalo พักที่นี่หนึ่งคืนซึ่งโรงแรมดีงาม ได้แวะชมน้ำตกช่วงเย็นและเช้าอีกวันพร้อมเที่ยวสถานที่แถวๆนั้นอีก ก็ถือว่าโอเคนะ สวยดี ถ้ามีโอกาสอยากไปฝั่งแคนาดาบ้าง เพื่อนหลายคนบอกว่าเมือง Toronto ที่เห็นอยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นโอเคมาก โถ่ เราก็ได้แต่มองอ่ะนะ สักวันคงได้ไปสำรวจค่ะ 😉

IMG_5952A
Old Fort Niagara สีเขียวของหญ้าตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้า สวยมาก ทำให้อารมณ์ดี 🙂

เรากลับเข้า New York ในช่วงเย็น บัสมาจอดที่ Chinatown เลยคิดว่าจะเดินเล่นแถว 5th Ave สักหน่อย อยากได้ฟีลสาวๆ Sex and the City ยามค่ำคืน แวะชมตึก Empire State และ Time Square อีกทีเอาให้ชื่นใจ ก่อนกลับที่พักย่าน Brooklyn เราก็ไม่ลืมที่จะแวะร้านสะดวกซื้อตรงหัวมุมแล้วเลือกเบียร์ craft ของ Brookyln มาชิลล์สักหน่อย อยู่ๆ ก็มีหนุ่มสาวคู่นึงมาชวนคุย บอกให้ช่วยแนะนำเบียร์ให้หน่อย เอ่อคุณน้องคะ พี่เป็น tourist ค่ะ คุยไปคุยมาถูกคอ เค้าเลยชวนไปกินเบียร์หน้าบ้าน ริมถนน เพราะกำลังรอญาติกลับมาเข้าบ้านไม่ได้ คือดูเป็นวัยรุ่นกากๆ มาก แต่พี่ก็ตกลงไปกับเค้านะ 555 ไม่ทันจะได้ชิลล์พี่เปิดกระเป๋าจะจ่ายตังแต่กระเป๋าตังไม่อยู่ซะแล้วสิ! คุณพระ! กระเป๋าตังหาย!!

….

ดึงสติกลับมา เรารีบโทรบอกเพื่อนที่มาด้วยกัน ส่ง message หาหัวหน้าทัวร์ ถามความเป็นไปได้ว่าเผื่อจะยังอยู่ในบัส โทรหาเพื่อนที่ไทยให้ช่วยจัดการเรื่องอายัติบัตร แจ้งประกันเรื่องกระเป๋าตังหาย เตรียมตัวไปแจ้งความตอนเช้า บลาๆ (*tips ก่อนแจ้งความต้องทราบสถานที่เกิดเหตุแล้วค้นดูว่าที่ตรงนั้นสถานีไหนรับผิดชอบ ซึ่งสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุดอาจไม่ใช่ส่วนที่รับผิดชอบ ต้องส่งเรื่องไปที่สถานีที่รับผิดชอบอีกที ใช้เวลานานและซ้ำซ้อนโดยใช่เหตุ ถ้าไปแจ้งความที่สถานีตำรวจที่รับผิดชอบโดยตรงก็สามารถดำเนินการได้เลย) เมื่อทำทุกอย่างที่ควรทำเสร็จแล้ว พบว่าเราไม่ได้เครียดเรื่องนี้เท่าไหร่เลย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่แยกตังไว้อีกที่นึง ไม่ได้หายทั้งหมด และเป็นครั้งแรกที่ทำประกันเดินทาง (แม้ประกันจะไม่ครอบคลุมเพราะไม่ได้โดนชิงทรัพย์แบบซึ่งๆหน้า) แล้วพาสปอร์ตก็ยังอยู่ สิ่งที่เสียดายไม่ใช่ตังเลย แต่เป็นบัตร Starbucks ลายเมือง Boston และ Washington DC แง T_T

IMG_6015A
ห้องอ่านหนังสือ ภายใน New York Public Library ดูดี ดูแพง

เช้าวันถัดมาท้องฟ้าสดใส วันนี้ New York อากาศดีมาก ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง เรามีนัดกับรุ่นพี่ที่อยู่ที่นี่ โดยพี่เค้าจะพาเดินเที่ยวไปคุยไปตามประสาคนบ้านเดียวกัน เริ่มที่ New York Public Library และ Bryant Park ซึ่งฟีลดีมาก ผู้คนออกมานั่งตากแดดรับลม กินกาแฟ คุยกันชิลล์ๆ เราถ่ายรูปกันเพลินแล้วก็เดินผ่านตลาดนัดวันศุกร์ชิคๆ คูลๆ ตาม Park ต่างๆ รวมถึง 5th Ave (ไปมันทุกวัน 55) ขอมีสาระหน่อยด้วยการไป The Strand ร้านหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดใน New York เราชอบที่นี่มาก หนังสือนั้นคือส่วนนึงแต่พนักงานคิดเงินหน้าตาดีค่ะ 55 แล้วก็จบที่เบอร์เกอร์ร้าน Black Tap Craft Burgers & Beer แถว Meatpacking ย่านชิคๆเหมาะกับเราที่สุด โดดเด่นด้วย Shake ที่กินแล้วน่าจะเป็นความดันและเบาหวานทันที นอกจาก Shakeshack ที่เราจะปรี่เข้าไปกินทุกครั้งที่เจอ ก็มีร้านนี้แหละที่โอเค เราที่ชอบอาหารแบบนี้อยู่แล้วก็เลยฟิน อีกอย่างมันก็เป็นอเมริกันดีนะว่ามั้ย? ประเด็นที่กินเพราะมีแต่ฟาสฟู้ดเท่านั้นที่เราพอจะจ่ายไหว 55

IMG_9422A
ภาพอันโด่งดังของ Andy Warhol คุณพี่เป็นปลื้มที่ได้ชมอ่ะ

เพื่อยืนยันความเป็น tourist ไส้แห้ง วันนี้แหละที่เราต้องไป MoMa แม้ค่าเข้าจะแพงแต่วันศุกร์เข้าฟรีนะจ้ะ เราใช้เวลาช่วงเย็นเดินชมผลงานศิลปินระดับโลก โดยเฉพาะ Andy Warhol หรือศิลปินระดับตำนานอย่าง Van Goh, Gogan, Rambrant อย่างตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าจะไม่ได้รู้เรื่องศิลปะอะไรเลย แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ระหว่างนั่งรถไฟกลับฝั่ง Brookyln นอกจากคนบ้านั่งพูดคนเดียวที่เจอเป็นประจำแล้ว วันนี้เราดันเจอหนุ่มสาวคู่เดิมที่ชวนกินเบียร์ริมถนนอีก อะไรจะบังเอิญขนาดนี้ เราเลยเข้าไปทักทายอัพเดตความคืบหน้าของกระเป๋าตัง ได้เพื่อนใหม่ตามระเบียบ

IMG_6045A
ตึก Empire State ที่เรามิได้ขึ้นไป เพราะไม่อยากจ่ายตัง 55

จะประหยัดอย่างเดียวก็เครียดกันพอดี กระเป๋าตังก็ไม่มี ว่าแล้วเราไปช้อปปิ้งดีกว่าค่ะ! ขอทำตัวเป็น New Yorker ใช้เวลาวันหยุดด้วยการออกต่างจังหวัดไปช้อปสินค้าที่ outlet นอกเมืองกันเถอะ (คิดเองเออเอง) นี่ล่ะค่ะที่เค้าเรียกว่าถ้าเราอยากจะได้อะไรมันจะมีข้ออ้างและเหตุผลให้กับมันเสมอ 55 ครั้งนี้ก็เช่นกัน เรานั่งบัสมาที่ Woodbury Common Premium Outlet เป็น outlet ซึ่งรวมหลายแบรนด์ดัง และ high-end ไว้อย่างมากมาย ตอนแรกคิดเสียดายเวลา 1 วันใน New York ที่ต้องแลกกับการมาที่นี่เพราะเราเป็นพวกไม่ค่อยช้อปอะไรอยู่แล้ว แต่กลับเป็นเรานี่แหละที่ช้อปจนตกรถ 55 ยังดีที่เค้าให้เปลี่ยนตั๋วกลับไม่งั้นแย่แน่

IMG_9572A
นิทรรศการภาพถ่ายของ Irving Penn ขอบอกว่ามันสุดยอดมากกๆ

แล้วเราก็ดำเนินมาถึงวันสุดท้ายใน New York ค่ะ ลิสต์ของวันนี้มีตั้งแต่การจิบกาแฟที่ร้าน Gotan ย่าน Trebeca ซึ่ง host เราทำงานอยู่ ไปเยี่ยมนางสักหน่อย แล้วไปเดินเล่นใน Central Park หนังทุกเรื่องต้องมีฉากในนี้ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ THE MET จ่ายตังตามกำลังศรัทธา โชคดีได้ชมงานจัดแสดงของ ช่างภาพนิตยสาร Vogue ระดับตำนาน Irving Penn ได้เห็นผลงานของเค้า สไตล์และเทคนิคการถ่ายเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว บอกเลยว่าทึ่งสุดๆ ถ้าเป็นสินค้า องค์ประกอบมันใช่ ถ้าเป็นรูปคน อารมณ์มันได้ เรียกว่าหลงใหลไปเลยค่ะ ชอบมาก เดินดูอยู่นานมาก จนลืมแล้วว่าจุดอื่นมีอะไรบ้าง เสร็จแล้วก็ไป High Line เป็นทางรถไฟเก่าที่เค้าเอามาดัดแปลงทำเป็นพื้นที่ส่วนรวมเพื่อพักผ่อนและจัดแสดงงานศิลปะแบบ street ซึ่ง concept ดีมากนะ ชอบๆ สุดทางก็คือย่าน Meatpacking ได้เดินดูร้านสวยๆ ไอเดียบรรเจิดมากมาย ด้วยความไร้สาระเราเดินไปบริษัท Google ที่ทำงานในฝันของเรา แบบว่าเห็นหน้าบริษัทก็มีความสุขอ่ะ 55 ฝั่งตรงข้ามคือ Chelsea Market เราบังเอิญเดินเข้าไปเหมือนเข้าไปอีกโลกนึง ที่นั่นมีแต่ร้านเจ๋งๆ ตกแต่งแบบจัดเต็ม จุดประกายไอเดียพลุ่งพล่านไปเลยค่ะ ก่อนจะหมดวันขอแวะไปกินฟาสฟู้ด (อีกแล้ว) ที่ร้าน Diner 24 ชั่วโมง ที่เป็นกระจกใสเปิดไฟนีออนดัดเป็นสีๆ ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในหนังตำรวจสืบสวนสอบสวน เวลาตำรวจเค้ามานั่งกินกาแฟกันดึกๆ หรือมีสายมาส่งข่าว แล้วมีพนักงานอ้วนๆ มาเสิร์ฟกาแฟงี้ ใช่เลยค่ะได้อารมณ์นั้นเลย กินไปก็ฟินไป อารมณ์ดีขึ้นอีกเพราะพนักงานมาทักว่ายูน่ะ slim 55 เออดี อยู่นู่นคือเราผอมสินะ

IMG_6040A
ตึก Flatiron รูปทรงแปลกดี บนถนน 5th Ave อันเลืองชื่อ

แล้วก็จบทริปแบบอเมริกันที่ต้องการค่ะ ครบทุกรสชาติแต่ยังไม่ครบทุกที่ที่อยากไป อาจจะต้องอยู่หลายอาทิตย์เพราะที่นี่เต็มไปด้วยสถานที่เกร๋ๆ เจ๋งๆ เยอะไปหมด สามารถสร้างไอเดียและแรงบันดาลใจได้ไม่รู้จบ New York เป็นเมืองที่มีสีสัน มีสไตล์ และไม่เคยหยุดนิ่ง ประทับใจและมีความสุขกับที่นี่และทริปนี้มาก ดีใจที่ยอมลงทุนทั้งแรงกายและแรงเงินเยอะขนาดนี้เพื่อให้ได้มานะ

IMG_9637A
ย่าน Meatpacking ซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงเกร๋ๆ ถ่ายจาก High Line ซึ่งก็เกร๋ไม่แพ้กัน

Goodbye New York, until next time 🙂

เที่ยวญี่ปุ่นอย่างประหยัด พร้อมโจทย์การพาเพื่อนมาโตเกียวเป็นครั้งแรก!!

(รีวิวเลทมากมาย ขออภัย 😦 )

….

ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีอะไรประหยัดได้ก็ต้องทำ แต่บาปกรรมดันมาเจอตั๋วเครื่องบิน 0 บาท ที่ได้จองช้ามปีตั้งแต่ช่วงเงินยังมี จะทิ้งก็คงไม่ใช่ way ก็ต้องชดใช้กรรมกันไปสินะ ขอเที่ยวอย่างประหยัดก็แล้วกัน (ก็เห็นประหยัดตลอด 55)

IMG_6745
เห็นกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ฟูจิซัง 🙂

เนื่องจากเราไปญี่ปุ่นมาบ่อยแล้ว รอบนี้ก็เลยไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร เพราะไปที่เดิม จุดประสงค์ที่จองเพราะเพื่อนมาเที่ยวโตเกียวเป็นครั้งแรก ดั้งนั้นก็ต้องจัดสิ่งที่เป็นไฮไลท์ว่าชั้นมาถึงญี่ปุ่นแล้วนะ เช่น ฟูจิซัง นิกโกะ อะไรอย่างงี้ ซึ่งก็ไปมาหมดแล้วไง จึงขอเล่าในสไตล์เที่ยวญี่ปุ่นแบบประหยัดก็แล้วกัน ตรงตาม concept เผื่อจะมีประโยชน์กับผู้ที่สนใจนะคะ 😉

IMG_6709
เย่ มาถึงแล้วญี่ปุ่น!

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นทริปประหยัด แน่นอนค่ะ เราบิน low cost ไปถึงนาริตะเช้าตรู่วันที่ 5 มีนาคม แล้วบินกลับเช้าวันที่ 12 มีนาคม รวมเวลาเที่ยวประมาณ 7 วัน เมื่อตารางเที่ยวทั้งหมดให้เราเป็นคนจัด จะทำยังไงให้ไปที่ที่เราเคยไป แล้วเราฟินเพื่อนก็ฟินด้วย อันนี้โจทย์ยาก ไม่พอก็ต้องประหยัดอีก เพราะเป็น concept ทริปของตัวเอง โอเค เราจึงสรุปได้ว่า

IMG_6657
เพื่อนมีความทุ่มเท เพื่อนนั่งถ่ายรูปในพงหญ้า…555

วันแรกจะอยู่ปักหลักเดินเล่นเล็กๆ ในโตเกียว ซื้อ Hakone Pass 3 วัน ราคา 8000 เยน เพื่อไปเที่ยว Hakone และ Fuji ในสองวันถัดไป ซึ่งคำนวนราคารถไฟ รถบัส กระเช้า ครูซ ทุกอย่างก็พบว่ายังคุ้มอยู่ (pass นี้ใช้ได้ 3 วันและครอบคลุมที่เที่ยวรอบทะเลสาบทั้ง 5) หลังจากนั้นก็ซื้อ Tokyo Wide Pass 3 วัน ราคา 10000 เยน เพื่อไปเยี่ยม Nikko หนึ่งวัน อีกวันล่องใต้ไป Kamamura แวบไปดูซากุระที่ Miura แล้วสุดท้ายขอไป Gala Yuzawa ไปสกีรีสอร์ทเป็นครั้งแรกของตัวเองและเพื่อนๆ ดูหน่อย อยากรู้ว่าเป็นยังไง อีกอย่าง Pass ก็ค่อนข้างโปรโมทเยอะ วันสุดท้ายค่อยซื้อตั๋วที่สถานีแบบทั่วไป คำนวนแล้วคุ้มกว่าซื้อ 1-day-pass Tokyo Metro หรือ + Toei Subway เนื่องจากสถานีรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro ไม่ครอบคลุมเท่าของ TOEI Subway สถานที่เที่ยววันนั้นก็ไม่ค่อยติดกับรถไฟใต้ดินด้วย ต่างกับวันแรกที่ลองใช้ 1-day-pass Tokyo Metro ในราคา 700 yen

IMG_6482
ขอเพื่อนมา ขอเถอะ snoopy ของช้านนน 😀

ในส่วนของที่พัก คืนแรกและคืนที่สองเราปักหลักอยู่ที่ hostel อันแออัด ขอที่ซุกหัวนอนแค่ชั่วคราว ส่วนอีก 5 คืนสุดท้าย เราจอง airbnb ได้ shared apartment มา ซึ่งโอเคมากเลยนะ ตกคนละประมาณ 700 บาทต่อคืน แม้ห้องนอนจะแคบมาก แต่ห้องครัว ก็กว้างใหญ่ทำอาหารไปหลายรอบ ห้องนั่งเล่นก็ดี พอให้นอนได้บ้างเป็นบางคราว 55

IMG_6485
อาหารทะเลปิ้งย่าง อร่อยดี ได้ฟีล

เรามาเริ่มกันเลยค่ะ

IMG_6564
เจอเพื่อนร่วมทางระหว่างนั่งกระเช้าไปกินไข่ดำ 🙂

เมื่อเครื่องแลนด์ สิ่งแรกที่ทำคือ พาเพื่อนๆ ไปกินข้าวปั้นเซ่เว่น เพราะการกินอาหารในร้านสะดวกซื้อ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำเมื่อมาญี่ปุ่นค่ะ จากนั้น เรารีบตรงไปซื้อ Tokyo Wide Pass แบบ 3 วัน ที่ออฟฟิสของ JR ในสนามบิน ดูแล้ววันอื่นไม่สามารถซื้อทัน จึงต้องเผื่อไว้ก่อน จากนั้นเราก็นั่งรถไฟเอกชนเพื่อไปยังที่พักของเรา และซื้อ Tokyo Metro 1-day-pass ณ สถานีที่ใกล้กับที่พัก เพื่อไปยังวัด Asakusa, Snoopy Museum (อันนี้ขอ) , และ Tokyo Tower คุณเพื่อนทำรีวิวเรื่องกินมา นางจึงพาไปกินร้านอาหารทะเลที่เปิด 24 ชั่วโมง จำชื่อไม่ได้แต่มีหลายสาขาค่ะ ก็ฟินกันไป แล้วก็ไม่ลืม แวบไปที่ Shinjuku เพื่อซื้อ Odakyu Pass (เดินหลง เดินหาอยู่นาน) ที่สำหรับใช้ในวันพรุ่งนี้ ตอนซื้อเสร็จได้เจอกับคุณลุงคุณป้า ที่อาสาเป็นไกด์ให้นักท่องเที่ยว เห็นแกพยายามคิดภาษาอังกฤษว่าพูดคำนั้นยังไง ก็นึกเอ็นดู น่ารักมากเลย เราก็เลยยืนฟังให้แกได้ทำหน้าที่จนจบ

IMG_6613
ทำหน้าไม่ถูก คือมันหนาวบาดเนื้อจริงๆ

วันต่อมาเราออกแต่เช้าเพื่อไปเที่ยว Hakone จุดหมายปลายทางที่ Kawaguchiko เริ่มต้นขึ้นรถไฟที่ Shinjuku โดยใช้ pass ที่ซื้อมาค่ะ ด้วยความงก เราไม่ได้นั่งรถไฟด่วน (ต้องซื้อเพิ่ม) เพื่อไปถึงจุดล่องเรือเลย แต่ขอนั่งรถเมล์ต่อรถไปเรื่อยๆ จนถึงที่ขึ้นครูซเพื่อล่องทะเลสาบ Ashi เสียดายที่วันนั้นฝนตกหนักมาก เราจึงไม่ได้เห็นความสวยของ Hakone ในแบบที่ควรจะเป็น (แบบนี้ต้องกลับมาแก้ตัว!) พอได้นั่งกระเช้าเพื่อไปกินไข่ต้มสีดำที่ Odawara ฝนก็ยังตกอากาศเย็นลมก็แรงอีก เรียกว่าไม่ใช่ Hakone ในฝันเลย เป็น Hakone แบบ Extreme สุดท้ายเราก็นั่งรถบัสหลายต่อมากๆ จนถึงเขต Kawaguchiko เห็น Fujisan โผล่มาทักทายค่อยอารมณ์ดีขึ้นหน่อย เราจบทริปวันนี้ด้วยการซื้อกับข้าวในมินิมาร์ทแล้วมากินรวมกันบนห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นกว้างขวางเพราะเค้าอัพเกรดให้ ฟีลดีมากมายแฮปปี้ฝุดๆ

IMG_6645
รอบที่สอง ที่มาแล้วท้องฟ้าปิด 😦

เช้าวันต่อมา เราไปกันที่เจดีย์ Chureito โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Shimo-Yoshida ที่ตัวเองเคยมาเมื่อสามปีที่แล้วแต่ท้องฟ้าปิด ในจินตนาการมันคือภาพฟูจิซังกับเจดีย์สีแดงย้อมแสงแดดโดดเด่น แต่ความจริงวันนี้ไม่ต่างกับสามปีที่แล้วเลย ไม่เห็นฟูจิซังเช่นเคย…โถ่

IMG_6697
แอบหนีเพื่อนมาหลบในสถานี ให้เพื่อนเผชิญความหนาวด้านนอก 555

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเจริญค่ะ เมื่อก่อนสถานียังดูเล็กๆ ร้างๆ กว่านี้นะ แต่ช่างเถอะ เราเดินคอตกนั่งรถไฟกลับไปที่สถานี Kawaguchiko เช่นเคย เพื่อไปนั่งรถบัสทัวร์รอบทะเลสาบ Kawaguchiko และ ทะเลสาบ Saiko ที่อยู่ติดๆ กัน ซึ่งคุณฟูจิออกมาทักทายตลอดเวลา ซึ่งดี เราแฮปปี้ เพื่อนเราก็แฮปปี้ เมื่อกระหน่ำชัตเตอร์จนหนำใจก็ได้เวลากลับโตเกียวกันค่ะ ซึ่งเราใช้บริการ Chuo Highway Bus ที่จองที่นั่งมาล่วงหน้าจากเมืองไทยสะดวกดีแท้ (ไม่งั้นเสี่ยงเต็มนะคะ)

IMG_6767
ที่แท้แค่มือชา ไม่รู้เลยว่าน้ำเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง -_-

เริ่มวันใหม่ที่โตเกียว เราเริ่มต้นทริปโดยใช้ Kanto Wide Pass ประเดิมที่ Nikko เป็นที่แรกเพื่อให้เพื่อนๆ ได้ฟีลการมาถึงประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการค่ะ เพิ่มดีกรีอีกนิดด้วยการนั่ง Shinkansen ที่ไฮโซ ดูดี สะดวกสบาย เร็วมากๆ และแน่นอน มันคือสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นค่ะ 55 Nikko วันนี้ไม่ต่างจากวันนั้นเมื่อสามปีที่แล้ว แต่ที่แตกต่างคืออากาศกระมัง ก่อนเข้าต้องมีการล้างหน้า ล้างมือ บ้วนปาก ตามธรรมเนียมญี่ปุ่น เราซึ่งเป็นหน่วยกล้าตายลองสัมผัสน้ำดูว่าเย็นหรือเปล่า ซึ่งก็คิดว่าปกตินะ แต่เพื่อนตาไวหันไปเห็นน้ำแข็งเกาะที่กระบวยตักน้ำ คล้ายๆรอยหินปูนในถ้ำ คุณพระ! นี่คืออากาศเย็นมากจนมือชา (555) ความสวยงามและบรรยากาศดีๆ ถูกลบเลือนไปด้วยอากาศที่เย็นสะท้านทรวง เราฝ่าแรงลมหนาวเพื่อไปดูรูปปั้นพระริมแม่น้ำที่อยู่ไกลจากเมืองหน่อย ซึ่งสวยนะคะ แต่กว่าจะฝ่ามาถึงจุดๆ นี้ได้ เรียกว่าต้องตายกันไปข้างนึง โชคยังดีที่เราเจอร้านราเม็งเล็กๆ สุดอร่อย และได้แวะคาเฟ่ที่มี workshop กระจกตกแต่ง ซึ่งดีงามมาก ก็พอได้มีฟีลดีกับการมาเยือนที่นี่หน่อยค่ะ

IMG_6783
ตอกย้ำความเย็น ความลมแรง 10 ระดับ บรึ๊ยย…

ก่อนกลับโตเกียวเราแวะเปลี่ยนรถไฟที่เมือง Utsunomiya ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเกี๊ยวซ่า (ทำไมเมื่อสามปีที่แล้วไม่ทราบ?) เกี๊ยวซ่ามากมายหลากหลายประเภทขึ้นป้ายชูหราในสถานีรถไฟ ทำให้เราผู้ซึ่งไม่รู้จักเกี๊ยวซ่าเท่าไหร่เห็นว่า เกี๊ยวซ่าจริงๆแล้วมีหลายแบบนะ คือมีหลายแบบมากจริงๆ ทำให้เราถึงกับต้องแหวกกระเพาะกินเกี๊ยวซ่าที่นี่ให้ได้! ไม่งั้นจะโดนล้อว่ามาไม่ถึงแน่นอน (555)

IMG_6982
ดังนักใช่มั้ย ต้องกินสิ เกี๊ยวซ่า

วันต่อมา เราไปตามลายแทงของเพื่อนที่บอกว่า มีเมืองเล็กๆ ใกล้กับชายฝั่งทะเลตอนใต้ของโตเกียว เป็นที่ดูดอกซากุระ นั่นคือเมือง Miura ใช้วิธีนั่งมาลงที่สถานี Kurihama แล้วจึงต่อรถไฟสายท้องถิ่น Keikyu Kurihama Line ไปลงที่ Miurakaigan เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆแต่น่ารักดีค่ะ มีป้ายบอกทางตลอดว่าซากุระอยู่ที่ไหน

IMG_7039
บ้านนี้แหละที่มีชั้นวางผักหน้าบ้าน กลับมาอีกรอบมีถังใส่ดอกไม้! น่าร๊าาก 🙂

เราเดินตามกลุ่มนักท่องเที่ยวอาวุโสไปเรื่อยๆ จนเจอต้นซากุระในตำนาน มันสวยอย่างงี้นี่เอง สวยจนอยากให้แม่มาเห็น เมืองนี้เป็นลักษณะชนบทหน่อยๆ ติดทะเล คนส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม เราเดินผ่านบ้านหลังนึงซึ่งมีชั้นวางผักขายหน้าบ้าน ราคาไม่แพง และน่ารักมากๆ ขากลับมีช่อดอกไม้มาเพิ่มอีก มันมีความรู้สึกว่า ทำไมน่ารักได้ขนาดนี้ ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่มันคงเป็นวิถีคนที่นี่แหละ ก่อนกลับเราแวะซื้อซาซิมิและขนมปลาที่เราชอบ นั่งกินใต้ตั้นซากุระหน้าสถานี ฟีลดีอีกแล้วครับท่าน เพราะโครตอร่อย 😉 ขากลับเราแวะไปที่เมือง Kamakura พาเพื่อนไปไหว้พระใหญ่ ที่นี่เราเจอคาเฟ่เยอะมากๆ เจอร้านต้นไม้เก๋ๆ ด้วย ซึ่งไม่ได้ว้าวอะไรมากเพราะเคยมาเยือนแล้วเช่นกัน

IMG_7050
ซากุระะะะ 🙂

ความว้าวอยู่อีกวันนึง

IMG_7289
เย็นสบายจัง

วันนี้เรานั่ง Shinkansen อีกครั้งเพื่อไปเยือน Gala Yuzawa ที่โด่งดังเรื่องสกีรีสอร์ท ว้าวแรกคือท้องฟ้าสดใสมองเห็นฟูจิซังไกลๆ สักพักรถไฟก็ผ่านอุโมงค์นึงซึ่งรู้สึกว่าไกลมาก อยู่ๆก็ภาพตัดโผล่มายังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน เอ๊ะ! นี่มันเมือง Echigo Yuzawa คุณพระ! หิมะตก!!!! ไม่ได้เห็นหิมะมานานเท่าไหร่แล้วคะ รู้สึกตื่นเต้นมาก บ้านแต่ละหลังคือหิมะหนาเป็นฟุต ระหว่างที่กำลังตื่นเต้น อีกใจนึงคิดว่า ด้วยเสื้อผ้าที่เตรียมมาเท่านี้เตรียมตัวแข็งตายได้เลย 55…

IMG_7324
ฟินสุด เมื่อได้แช่ออนเซน ดูภูเขาหิมะท่ามกลางอากาศเย็นๆ แบบนี้ 🙂

เราใช้เวลาไม่นานในสกีรีสอร์ท เล่น sleigh จนหนำใจ เพราะไม่กล้าเล่น snowboard หรือ ski แต่พอเห็นว่า มีเพียงเด็กๆ ที่เล่น sleigh ก็รู้สึกเลยว่า ‘พลาด’ 55 อายจัง ไม่รู้ว่าทนความเย็นไม่ไหวหรืออายเด็ก เราจึงรีบลงมาแช่ออนเซ็นที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้กับสถานีรถไฟ Echigo Yusawa มันเป็นอะไรที่ฟินมาก เพราะการได้แช่ออนเซ็นแล้วนั่งมองหิมะบนยอดเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ เป็นอะไรที่ดีต่อใจมาก เสร็จแล้วก็มาช้อปปิ้งของฝาก ชิมกันจนอิ่ม 55 เพราะเวลาเหลือเฟือเมื่อกลับโตเกียวเลยแวะไปเดินเล่นที่ Ueno ซึ่งชอบมาก ไปหลายรอบ เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ช้อปปิ้ง ร้านอาหารก็ถูก ไม่พอยังมีส่วนที่ขายของสดอีก เพลินจ่ะ

IMG_7556
แสร้งว่าเป็นนักท่องเที่ยว กำลังถ่ายโปสเตอร์ 55

วันสุดท้ายเราเดินเที่ยวในโตเกียว เริ่มต้นที่ Harajuku ย่านนี้อย่างที่ทราบกันว่าเค้าแต่งตัวได้แนวสุดๆ สีสันมันสนชื่นสะดุดตาดีแท้ แต่พอข้ามถนนมาปุ๊บ ภาพตัด… นี่คือทางเข้าศาลเจ้า Meiji Jingu ค่ะ เราว่ามันคือความย้อนแย้งอย่างน่าประหลาดระหว่างความสงบเงียบและความสนุกสนานที่ห่างกันเพียงฟากถนน ยิ่งเดินลึกเข้าไปในศาลเจ้าก็ยิ่งสงบ ความเขียวร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ยิ่งทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ยังแปลกใจว่าความแตกต่างอย่างสุดขั้วมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

IMG_7591
ชอบที่นี่มาก ศาลเจ้าเมจิ ที่ฮาราจูกุ

ปรัชญากันพอแล้วเราไปต่อที่ตึก Pasona ที่อยากไปมานานแล้ว ที่นี่เค้าปลูกต้นไม้ในสำนักงานอย่างจริงจังและอยู่กับมันได้อย่างสบายๆ คือดีอ่ะ หลังจากนั้นเราก็เดินเลียบแม่น้ำ Sumida ไปเรื่อยๆ และจบทริปที่การขอพรเรื่องความรักที่ศาลเจ้าแมว Imado อันเลืองชื่อ 555 เป็นอันว่าจบทริปสมบูรณ์กับที่สุดท้ายนี่แหละ 555

IMG_7387
ถ้ามีไม้ จะกระทุ้งส้มมากิน แน่นอน 55 😀

สรุป ค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 30000 บาท รวมทุกอย่าง ทั้งค่าเครื่อง ค่าที่พัก ค่าพาสต่างๆ ค่าเดินทาง ค่ากิน ยกเว้นค่าช้อปของแต่ละท่าน ข้อเสียเดียวของทริปนี้คืออากาศที่เย็นมหาโหด แล้วเตรียมเสื้อมาแค่อากาศชิว ซึ่งเป็นอะไรที่ทรมานสุดๆ เมื่อเดินทางมามากเราจะรู้ว่า การที่ทำให้ร่างกายเราอบอุ่นอยู่เสมอ เป็นอะไรที่ดีที่สุด เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเพื่อให้การเที่ยวของเราแฮปปี้ที่สุดนั่นเองค่ะ 🙂

แล้วพบกันรอบหน้า…ที่อเมริกา วู้ฮู ^^

SaveSave

ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก

img_1710

ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก
The Little Book of HYGGE: The Danish Way to Live Well
by Meik Wiking

เล่มนี้ซื้อเพราะหน้าปกก่อนเลย มันดูสวยดี ส่วนคำว่า ฮุกกะ บอกตามตรงว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เมื่อมีคำว่า ‘ปรัชญาความสุข’ อยู่ในหน้าปกที่ดูน่าอ่าน มันเลยทำให้ดูน่าซื้อมากๆ เอาวะอยากรู้ว่าความสุขแบบคนเดนมาร์ก เค้าคิดยังไงกัน

ฮุกกะ สื่อความหมายว่าความสุข ความสบายใจ ปลอดภัย วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเดนมาร์กจริงจังกันมาก ถึงขนาดว่าได้รางวัลการันตีประเทศที่มีความสุขมากที่สุดหลายปีซ้อน ผู้เขียนเองก็เป็นนักวิจัยจากสถาบันความสุข งานของเค้าคือการเฟ้นหาว่าเราจะมีความสุขหรือความฮุกกะได้อย่างไรบ้าง!! แปลได้ง่ายๆว่า คนเดนมาร์กคงมีความสุขกันจริงๆนั่นแหละ ส่วนหนึ่งของความสุขคือสวัสดิการที่ดี อันนี้ไม่ปฏิเสธ แต่อีกสิ่งนึงคือปรัชญาความฮุกกะแบบเฉพาะตัวของคนเดนมาร์กนี่แหละ

วิธีสร้างความสุขแบบฉบับฮุกกะ หลักๆ คือความเนิบช้า ความเป็นธรรมชาติ ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความสบายกาย และแสงเทียน

เทียนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างความฮุกกะ เพราะแสงเทียนสลัวๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นสุข สงบ อาจจะเป็นโคมไฟสีส้มอ่อนๆที่ไม่ส่องตรงตัว เค้ามีการออกแบบโคมไฟสร้างความฮุกกะโดยเฉพาะด้วยซ้ำ

ความสบายกายในที่นี้ คือเก้าอี้ที่นั่งสบาย เบาะนุ่ม ผ้าห่ม หมอนที่เราชอบ คนเดนมาร์คจะเก็บเงินซื้อเก้าอี้ของดีไซเนอร์ชื่อดังด้วยซ้ำถ้ามันทำให้เค้านั่งสบายๆฮุกกะได้ทั้งวัน! เสื้อผ้าก็ยังมีธีมว่าเป็นแบบ casual ไม่ทางการแต่แต่งแล้วดูดี คุมธีมขาว ดำ เทา หรือสีคลาสสิค

เพื่อน แฟน ครอบครัว สัตว์เลี้ยง จะช่วยสร้างความฮุกกะได้มากกว่าอยู่คนเดียว ไม่ว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม

ความเป็นธรรมชาติมุ่งเน้นไปเรื่องข้าวของเครื่องใช้ที่ควรเป็นไม้ ขนสัตว์ สัมผัสจะฟีลดีกว่า เสียงไม้แอ๊ดๆ จะฮุกกะกว่า เสียงน้ำ เสียงลม จะฟีลดีกว่า

ความเนิบช้าเน้นไปเรื่องอาหารที่ทำช้าๆ เคี่ยวสตู ตุ๋นเนื้อ นวดแป้ง บลาๆ เพื่อให้ใช้เวลากับมัน อาจเป็นกิจกรรมทำอาหารด้วยกันจะได้ฮุกกะเข้าไปอีกเพราะมีเพื่อน ข้อดีของความช้าคือการได้อยู่กับตัวเอง ได้พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือได้อยู่กับปัจจุบัน อันนี้สำคัญมาก ถ้าอยู่กับปัจจุบันได้ก็ไม่ต้องโหยหาอดีต ไม่ต้องเครียดกับอนาคต

ต่อเนื่องจากเรื่องอาหารคือเรื่องของหวาน คนเดนมาร์กให้ความสำคัญอีกเช่นกันเพราะมันทำให้เรามีความสุขทุกครั้งที่กิน ฉะนั้น ต้องให้รางวัลกับตัวเองบ้างด้วยการกินเค้กอร่อยๆ กินชอคโกแลต กินลูกกวาด อันนี้อ่านแล้วชอบเลย จะได้มีข้ออ้างในการกินเค้ก 555

จะฮุกกะที่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น ถ้าเรามีปรัชญานี้อยู่ในใจ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น บ้าน เป็นสถานที่ที่สร้างความฮุกกะได้มากที่สุด เพราะเราจะรู้สึกปลอดภัย สงบ เป็นสุข เมื่อได้อยู่ที่บ้านมากกว่า เราควรมีศูนย์บัญญาการความฮุกกะไว้ที่บ้าน เนรมิตมุมที่เราชอบนั่ง ชอบใช้เวลาส่วนตัวให้ดูฮุกกะมากที่สุด การเลิกงานแล้วกลับบ้านมาเจอมุมโปรดของเรา ได้ใช้เวลานั่งอ่านหนังสือหรือดูหนังไปเรื่อยเปื่อย ให้เวลาพักผ่อนกินเค้กบ้าง คงจะฮุกกะไม่น้อย

The Last Policeman

IMG_7833

พูดตามสัตย์จริงคือซื้อเพราะการโปรโมทหน้าปกค่ะ…ปกที่เค้าบอกว่าดีไซน์ได้สวยอะไรประมาณนั้น จึงหยิบๆมาแบบไม่ได้คิดอะไร ตัวเองชอบซื้อง่ายๆ ถ้าอารมณ์ได้ เหตุผลฟังก์ชั่นไม่เกี่ยว (ฮาๆ) แต่เมื่อได้อ่านคำนำ คำนิยมของหลายๆคนทั้งในและนอกประเทศ (เพราะนี่เป็นหนังสือแปล) จึงทำให้เกิดความตื่นเต้นว่า เห้ย มันคงสนุก คุ้มกับที่ซื้อมาแบบไม่ทันคิดแหละนะ (ปลอบใจตัวเอง ฮาๆ)

นี่เป็นวรรณกรรมแปล พูดถึงตำรวจนายหนึ่งที่ตั้งใจทำหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนที่ตัวเองอยากเป็นมานาน อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าโลกกำลังจะแตกเพราะอุกาบาตในอีก 6 เดือนก็ตาม…

ประเด็นทำได้ดีค่ะ คือลองมานึกเป็นตัวเอง ถ้ารู้อยู่แล้วว่าจะตาย ใครมันจะมีกะจิตกะใจมาทำงาน เป็นตัวเราก็คงไปเที่ยวให้หายอยาก ใช้เงินซื้อของที่อยากได้ให้หมดเพราะไม่รู้จะเก็บไปทำไม หลายๆ คนคงเลือกที่จะทำในสิ่งที่คิดว่าตัวเองมีความสุขที่สุด แต่ยังมีคนอีกจำพวกนึง ที่เลือกที่จะทำงานของตัวเองต่อไป แม้ว่าคนรอบข้างจะไม่ได้มีอารมณ์ทำงานด้วย ยังมองว่าเราบ้าด้วยซ้ำเพราะมันไม่มีความจำเป็นแล้ว แต่สิ่งที่ตำรวจนายนี้ให้ข้อคิดกับเราก็คือ การโฟกัสกับงานนี่แหละคือสิ่งที่เค้าอยากทำให้ดีที่สุดก่อนตาย เห้ย เท่มาก

มันทำให้เรามองเห็นสังคมในปัจจุบันว่า จะมีสักกี่คนที่ตั้งใจทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ อย่างสุดความสามารถเหมือนตำรวจนายนี้? ใช่ค่ะ หนังสือเล่มนี้ทำให้เราอยากที่จะโฟกัสกับสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด ตั้งใจให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องงานแต่เป็นเรื่องที่ทำให้เราค้นพบความหมายของชีวิต ส่ิงที่ทำให้เรามีความสุข เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ไม่อยากเป็นวิญญาณมานึกย้อนว่ายังมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ น่าเสียดาย รู้งี้น่าจะ ฯลฯ เพราะเราว่ามันทำให้เราเสียชาติเกิด คืออุตส่าห์มีชีวิต มีความสามารถได้ทำนู่นนี่ และไหงกลับจากโลกนี้ไปง่ายๆ แบบไร้เป้าหมาย ไร้เหตุผลในการดำรงชีวิต

ถ้าใครยังไม่มีเป้าหมาย ก็ต้องสร้างไว้ได้แล้ว เราจะได้รู้ว่าเหตุผลในการมีชีวิตอยู่คืออะไร ชีวิตเราสั้น อย่าทำในสิ่งที่ไม่ใช่ ชีวิตเราเลือกได้ เลือกทำให้สิ่งที่รัก หรือเหมาะสมกับเราที่สุด แล้วทำให้เต็มที่ แค่นี้พอ…

แต่เอาจริงๆนะ จากการอ่านมาเยอะๆ แล้วก็คิดว่าได้ทำอะไรมาเยอะเหมือนกัน บางคนถ้ารู้ว่าชอบอะไรก็ดีไป แต่ถ้าคนที่ไม่รู้จริงๆ หรือไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ชอบจะเวิร์คมั้ย หรือมันแค่ยังไม่ถึงเวลาเวิร์ค คนแบบนี้ก็มีเยอะมาก นั่นคือตัวเราเอง เมื่อใช้ชีวิตมาถึงจุดๆ นึง จะเลือกเป็นตัวเองทำสิ่งที่รัก หรือปรับตัวเองทำสิ่งที่ขายได้ มันก็ไม่ได้ผิด เพราะคนเราไม่เหมือนกัน บริบทก็ต่าง คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะทำในสิ่งที่รัก เพราะสามารถคลุกอยู่กับมันได้นาน ทำให้รู้เรื่องนั้นมากกว่าคนอื่น เข้าใจมากกว่า แต่มันมีมากกว่านั้น นั่นคือความพยายาม ความล้มเหลว เค้าต้องผ่านอะไรมานักต่อนักแน่นอน แต่สำหรับคนทั่วไปบางครั้งแม้จะรู้ว่าชอบอะไรก็ทำแล้วอาจไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ เพราะไม่ได้พยายามจริงๆ ไม่ได้ผ่านความล้มเหลวมาจริงๆ ไม่รู้จริง ดังนั้นคนที่ประสบความสำเร็จจึงมีสัดส่วนน้อยกว่า มันจะมีสักกี่คนที่ได้พยายามแล้วจริงๆ ล่ะ?

อ่าว แล้ววรรณกรรมเรื่องนี้มันว่ายังไงต่ออ่ะคะ เล่าออกนอกเรื่องไปไกลมากจริงๆ เกินกว่าจะย้อนกลับ แบบนี้ต้องหาซื้ออ่านเอานะคะ เล่มนี้จบก็ยังมีอีก 2 เล่มค่าา (ฮาๆๆ)

ลดน้ำหนัก ไม่ยาก ถ้าเข้าใจ

ขอลงส่งท้ายเดือนด้วยโพส….’การลดน้ำหนัก’

……
ไม่ว่าใครก็คงเคยผ่านการลดน้ำหนักกันมาบ้างแล้ว ลดได้บ้างไม่ได้บ้างต่างกันไปแต่คงเป็นแบบหลังซะมากกว่า เพราะสุดท้ายเรามักจะพลาดท่าเสียทีให้กับของโปรดหรือเกิดขี้เกียจออกกำลังกายขึ้นมาซะดื้อๆ

ไม่แปลกค่ะ เราเป็นบ่อย ตอนนี้ก็ยังเป็น (ฮาๆ)

ที่ต้องเขียนรีวิวเรื่องนี้ เพราะเป็นคนนึงที่ถูกมองว่า ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก มาแล้ว แต่มาแค่ครึ่งทางนะ เพราะเราตั้งใจลดน้ำหนักจริงๆ 40 กิโลกรัม ตอนนี้ได้แค่ 20 เอง…. ;D

แต่กว่าจะได้อย่างที่เห็นก็ใช้เวลากว่า 2 ปี ผ่านการลดมาหลายรูปแบบ แต่ไม่ได้ใช้ยาลดน้ำหนักแต่อย่างใดนะ เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังเผื่อจะเป็นประโยชน์ และอีกอย่าง เพื่อนๆ ถามวิธีลดมาเยอะมากจริงๆ (2 คน ฮาๆ) ขี้เกียจตอบซ้ำๆ ค่ะ ขอเขียนทีเดียวน่าจะดีกว่า (ดูเซเล็บเนอะ LOL)

1 เข้าใจตรงกันก่อน

การลดน้ำหนักนั้นเป็นคำนามก็จริง แต่จะเห็นผลเมื่อเกิดการกระทำ ดังนั้น ต้องปฏิบัติจริงค่ะ ถามร่างกายว่าอ่อนแอหรือเปล่า เจ็บป่วยต้องใช้แรงหรือเปล่า ถ้าร่างกายปกติดีก็ไปต่อได้ เมื่อร่างกายพร้อม ใจต้องพร้อมด้วย เชื่อมั่นว่าเราทำได้ ตั้งใจแน่วแน่ วินัยสำคัญมาก เวลาลดน้ำหนักส่วนใหญ่เราชอบ hardcore เล่นให้หนักเข้าไว้ กินให้น้อยเข้าไว้ สุดท้ายใจเราก็เครียด ร่างกายก็พลอยดื้อๆ ไปด้วย อ่าว กลับมากินง่ายกว่าเดิมนะจ้ะ เพราะโหยมาเต็มที่

2 ความแตกต่างระหว่างบุคคล

ถ้าอายุยังน้อยการเผาผลาญยังดีอยู่ ก็จะลดได้เร็วกว่าพวกที่อายุมากๆ แล้วเพิ่งจะคิดได้ (ฮาๆ) ตามตำราบอกว่าเริ่มเลขสามแล้ว metabolism หรือเรียกง่ายๆว่า การเอาพลังงานไปใช้ในเซลล์-การเผาผลาญ  จะยิ่งแย่ลง ดังนั้นยิ่งกินเข้าไปแล้วก็ยิ่งอ้วนขึ้นเรื่อยๆ ได้ง่ายกว่าพวกเด็กๆ เด็กมันกินเยอะจริงแต่มันเอาไปเผาผลาญหมด เราอายุปูนนี้อย่าไปกินแข่งกับเด็กค่ะ LOL หากใครอายุมากแล้วก็ขอให้ทำใจ แต่ไม่มีอะไรที่สายเกินไป

3 เข้าใจหลักการของการกินกับการเบิร์น

เคยได้ยินมั้ย กิน 70% ออกกำลังกาย 30% แปลว่า ให้ออกกำลังกายมากมายแค่ไหนก็ไม่เท่าคุมอาหารควบคู่ไปด้วย นี่คือหลักการลดที่ถูกต้องที่สุด การกินมีผลกับเราจริงๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราเอาเข้าปากไปทุกวัน ขณะที่การออกกำลังกายก็ดูเหมือนทำให้เบิร์นไขมัน เอาไขมันออกไป แต่สองเรื่องนี้ต้องขยายความกันยาวๆ ค่ะ เพราะหลักการมันเยอะจริง

4 ไขมันเบากว่ากล้ามเนื้อ

เอาเรื่องไขมันก่อนนะ

เคยถามน้ำหนักตัวของพวกเทรนเนอร์ตัวลีนๆแต่เนื้อแน่นๆ มั้ยคะ (ดูติดเรท ฮาๆ) แล้วคุณจะอึ้งว่าเค้าน้ำหนักเยอะนะ เพราะร่างกายเค้ามีแต่กล้ามเนื้อ ให้เทียบกับคนที่ดูจะตัวเท่ากันแต่ไม่ได้ออกกำลังกาย เชื่อได้เลยว่าคนกลุ่มหลังต้องน้ำหนักเบากว่าเพราะร่างกายมีไขมันมากกว่า จำไม่ได้แล้วว่าไขมันขนาดใหญ่กว่าเท่าไหร่ถึงจะเท่ากล้ามเนื้อหนึ่งกำหมัด แต่มันโครตต่างอ่ะ ดังนั้นอย่าได้ตกใจว่าทำไมพอออกกำลังกายไปสักพักแล้วตัวเล็กลงแต่น้ำหนักเท่าเดิมนะคะ

5 กล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญไขมัน

ทีนี้เรื่องกล้ามเนื้อ
เหตุผลที่เราควรสร้างกล้ามเนื้อเพราะมันช่วยสลายไขมันในร่างกาย เร่งการเผาผลาญแคลอรี่ แล้วทำให้เราน้ำหนักลง(ในระยะยาว) หุ่นดี สุขภาพดี นั่นเอง แต่อย่างที่บอก น้ำหนักอาจขึ้นในช่วงแรกเพราะกล้ามเนื้อมันหนัก อย่าได้ท้อใจไปเชียว แล้วเราจะสร้างกล้ามเนื้อได้ยังไง?

6 การออกกำลังกาย

ถ้าจะลดน้ำหนักเราชอบคิดว่าต้องไปฟิตเนส อันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบ ความเหมาะสม ความต้องการ ความสามารถของร่างกายของแต่ละบุคคลนะ แต่น้อยๆ ก็ขอให้ขยับร่างกายสักหน่อยเป็นดี การออกกำลังกายแบ่งหลักๆ เป็นสองแบบคือ การสร้างกล้ามเนื้อ และการคาร์ดิโอ เวลาเห็นเค้าเข้าฟิตเนสยกเหล็กท่านู้นนี้ นั่นคือการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เราต้องใช้แรงต้านเพื่อดัน ดึง เกร็ง ยก เพื่อให้กล้ามเนื้อมันถูกใช้งาน ให้มันโดนแรงต้านจนฉีกขาด (ฮาๆ) เอ่าจริงนะ ครั้งแรกที่เล่นดัมเบลทำพี่ยกแขนขับรถไม่ได้ เพราะกล้ามเนื้อถูกทำร้ายอย่างหนัก แต่อย่าได้กังวลค่ะ เราจะปวดๆอยู่ไม่กี่วัน แล้วมันต้องเล่นซ้ำเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์กล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่ ให้มันค่อยๆ เพิ่มขนาดขึ้นเข้ามาแทนที่ไขมันที่มีอยู่เดิม โดยวิธีนี้แหละเป็นการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดในความคิดเรา เพราะกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญไขมัน (ข้อ 5) แต่หากเราเน้นการวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ อะไรพวกนี้ ให้เราเกิดความเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว เลือดสูบฉีด คือการออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจ หรือที่เค้าเรียกว่า คาร์ดิโอ ก็ทำให้ลดน้ำหนักได้นะ แต่เน้นเรื่องสุขภาพหัวใจมากกว่า ให้เส้นเลือดของเราไร้ซึ่งไขมันมาเกาะแล้วลดอัตราเสี่ยงจากการหัวใจวายตาย แต่อย่างไรก็ตาม เราควรทำทั้งสองแบบควบคู่กันค่ะ

7 กลับมาเรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องกิน

เราต้องกินทุกวัน และต้องเลือกกินของที่มีประโยชน์ เน้นของที่มาจากธรรมชาติ ไม่แปรรูป ครบ 5 หมู่ ก็ถือว่าผ่าน ง่ายๆ แค่นี้เราทำไม่ค่อยได้หรอก เพราะของกินสมัยนี้มันหลากหลายและยั่วยวนทั้งนั้น จำไว้ว่าของอร่อยมักไม่มีประโยชน์ (ฮาๆ) ทีนี้เรามาจำแนกอาหาร 5 หมู่กันค่ะ

– โปรตีน คือส่ิงที่สำคัญที่สุดของคนลดน้ำหนัก! ยิ่งคนที่ออกกำลังกายแบบสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนคือสิ่งที่จะมาสร้างกล้ามเนื้อให้เราค่ะ แล้วโปรตีนก็มีพลังงานไม่สูงมาก (4:1) เท่ากับน้ำตาล แต่กินแล้วอิ่มนาน ไม่อยากอาหารไปได้นานกว่ากินน้ำตาล

– คาร์โบไฮเดรต คือตัวร้ายที่สุดของคนลดน้ำหนัก!! อย่าแปลกใจว่าทำไมไม่ใช่ไขมัน ช่างมันค่ะ คือจะบอกว่าคนเรากินไขมันได้ไม่เท่าไหร่หรอก มันเลี่ยน แต่ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน ขนมปัง เบเกอร์รี่ เค้ก บิงซู นมข้น เหล้า เบียร์ ฯลฯ คือสิ่งที่เราชอบกินจนเคยชิน แล้วกินได้ตลอด กินได้ไม่เคยอิ่ม กินได้อีกเรื่อยๆ there’s always room for dessert จริงๆ ซึ่งสิ่งนี้อันตรายมากค่ะ ยิ่งถ้ากินตอนหิวจัดร่างกายจะดูดไปใช้ทันที แล้วยังไงจำไม่ได้ (ฮาๆ) แต่ไม่ค่อยดีอ่ะ ประมาณว่ามันอาจกักตุนไปเป็นพลังงานสะสม(ไขมัน)เลย เวลาหิวจัดจำไว้ว่าต้องกินโปรตีนก่อน เราจะได้อิ่มแบบมีคุณภาพ ร่างกายค่อยๆ ดูดซึม ทีนี้ถามว่าถ้าอยากกินคาร์บต้องทำไง ก็ต้องเลือกคาร์บจากธรรมชาติ ไม่ผ่านกระบวนการ เช่น ข้าวกล้อง โฮลวีต คาร์บจากพืชผักผลไม้ มัน เผือก ข้าวโพด อะไรนี้ก็ดีอยู่ค่ะ เพราะร่างกายจะค่อยๆดูดซึมเช่นกัน ถ้าอยากกินน้ำตาล ก็ขอแบบไม่ขัดสีค่ะ

– ไขมัน เลี่ยงได้ก็เลี่ยง โดยเฉพาะไขมันที่ผ่านการแปรรูปร่างกายจะไม่รู้จัก ทุกอย่างที่ผ่านการแปรรูป ร่างกายจะงง แล้วมันก็เก็บไปเลยแบบว่าค่อยมาย่อยมารู้จักกันทีหลัง ความหมายคือมันจะเก็บเป็นพลังงานสะสม(ไขมัน)เช่นเคย สิ่งที่ร่างกายจะเอาออกมาใช้เป็นสิ่งสุดท้ายนั่นเอง บางทีมีมากเกินมันก็ไปเกาะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย กลายเป็นคนอ้วน คนที่ผอมๆ เพราะพันธุกรรมทำมาดี มองไม่ออกแต่มันเกาะเส้นเลือดนะ เกาะตับ ไรงี้ ใครจะไปเห็นข้างในถูกมั้ย ทีนี้ไขมันที่มาจากธรรมชาติ ก็ขอให้กินเข้าไปบ้าง เช่น น้ำมันมะกอก อโวคาโด้ ถั่ว นม แม้แต่ไขมันในเนื้อสัตว์ ไขมันที่ไม่ควรกินคือ น้ำมันที่ผ่านกรรมวิธี ครีมเทียม นมข้น นมข้นจืด มายองเนส ของทอด ฟาสต์ฟู้ด ฯลฯ

– ผักและผลไม้ ขอรวมมาหมวดเดียวกันเพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสุดๆ ส่วนใหญ่แคลฯต่ำ ก็เลือกหน่อยค่ะ ไม่ใช่กินแต่ทุเรียน ขนุน อันนี้ก็ไม่ใช่เนอะ

เรื่องอาหารการกินต้องหมั่นศึกษา อย่าเชื่อข้อมูลการตลาด เข้าใจต้นตอของอาหารแต่ละอย่างให้ดีแล้วเราจะเลือกกินของที่มีประโยชน์ได้ไม่ยากค่ะ

8 อย่าเพิ่งเบื่อนะ เราต้องอยู่ด้วยกันอีกยาว

ไม่ใช่แฟนหรอกค่ะที่จะอยู่กับเรานานๆ แต่มันคือร่างกายของเราเอง!!! (ฮาๆ) อย่าริอาจทรยศร่างกายตัวเองด้วยการพอกพูนไขมันที่เกิดจากการกินของไม่มีประโยชน์ หรืออยู่นิ่งๆ ไม่ออกกำลังกาย ไขมันก็ไปพอกพูนในเส้นเลือดแทน ถึงจะดูผอม แต่ภายในนี้เละเชียว ประเด็นหลักคืออยากให้เข้าใจร่างกายอย่างถ่องแท้ด้วย ถึงจะดูแข็งแรงตอนนี้แต่ไม่มีอะไรมาบอกเราได้ว่าเราจะแย่เมื่อไหร่ คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยตระหนัก มาตระหนักเอาตอนที่ร่างกายส่งสัญญาณแย่ๆ มาแล้ว ถ้าไหวตัวทันก็รอดไป แต่ถ้าไม่ทันล่ะ ถึงชีวิตนะคับ อย่าทำเป็นเล่นไป

ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่นานๆ เพื่อได้ทำในส่ิงที่รัก หรืออยู่กับคนที่รักเรานานๆ ก็เริ่มจากการรักตัวเองเสียก่อน

9 เริ่มรักตัวเองขึ้นบ้างยัง

การรักตัวเองคือการดูแลร่างกายของเราให้อยู่กับเรานานๆ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าต้องทำไง นั่นคือการกินของที่มีประโยขน์ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้ผ่องใส

การปล่อยร่างกายจนอ้วนก็เหมือนกับการไม่ดูแลตัวเอง แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก เพราะความอ้วน นอกจากจะเป็นเพราะพันธุกรรมแล้ว นั่นอาจแปลได้ว่าคุณกินของไม่มีประโยชน์ ไม่ค่อยออกกำลังกาย โอเคสองอย่างนี้ get ส่วนดื่มน้ำน้อย พักผ่อนน้อย แล้วก็เครียดบ่อย ก็ทำให้อ้วนได้เพราะ น้ำช่วยเผาผลาญไขมัน น้ำเป็นส่วนประกอบหลักในร่างกาย โครตสำคัญ การนอนน้อยก็ทำให้อ้วนได้เพราะร่างกายไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอ การเผาผลาญแย่ลง มันผิดปกติวิสัย ร่างกายก็เลยต้องสร้างไขมันขึ้นมาเพิ่มอีก อะไรประมาณนี้ ส่วนความเครียด ก็ทำให้อ้วนได้เช่นกันเพราะมันทำให้เราอยากกินๆ โอเคบางทีกินไม่ลง แต่นะ หลายเรื่องอ่ะกับความเครียด ยิ่งเครียดร่างกายก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ พอจิตใจเราแย่ร่างกายก็พลอยแย่ไปด้วย

การลดน้ำหนัก ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องอาศัยการศึกษาด้านโภชนาการ ด้านการออกกำลังกาย ความเข้าใจเรื่องสรีระ เรื่องระบบในร่างกาย การควบคุมจิตใจ การมีวินัย ความอดทน ง่ายๆ คือ ความเข้าใจทางใจและทางกายต้องไปด้วยกัน

ส่วนตัวไม่ได้เป็นหมอ หรือมีความรู้ทุกด้านทุกแขนง แต่ก็อาศัยการสอบถามจากผู้รู้ อ่านหนังสือ ศึกษาด้วยตัวเองอยู่เสมอ จึงพอทราบได้ว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะลดน้ำหนักได้ เอาตรงๆ นะ น้ำหนักลง เพราะกินน้อยลง(แบบมีประโยชน์) และการเผาผลาญออกมากขึ้น มีแค่นี้เอง

ดังนั้น ใครๆ ก็ลดน้ำหนักได้แหละ ถ้ามีวินัยและรักตัวเองมากพอ

………

ยังมีเรื่องให้แชร์อีก ค่อยมาต่อละกัน 🙂

4 สังเวชนียสถาน คือ การเดินทางสู่ ‘ปัจจุบัน’

เมื่อลิฟท์เปิดออก ข้างหน้าคือแถวที่ยาวเลื้อยออกมาข้างนอกสถานที่ทำวีซ่า ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มพระสงฆ์และแม่ชีนุ่งขาวห่มขาว อีกกลุ่มก็จะเป็นคนแก่ คนทำงาน ที่มาพร้อมไกด์ แอบฟังแป๊บเดียวก็ทราบว่า ทั้งหมดนั้นกำลังจะไปสังเวชนียสถานทั้งสิ้น ไม่คิดว่าจะมีคนต้องการไปตามรอยพระพุทธเจ้าที่อินเดียมากมายขนาดนี้ แอบฟังไกด์พูดกับลูกทัวร์อีกที ก็ทราบว่า 80% ของการทำวีซ่าอินเดียคือการไปแสวงบุญค่ะ

img_2529-cover
Welcome to India อยากเห็นมานาน เวนิชอินเดีย-พาราณสี-สวยจริง

ที่สุดแล้วของคนที่นับถือศาสนาพุทธ คือการได้มีโอกาสไปสักการะสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา นั่นคือ ที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า นั่นมั้งคะ ย้อนกลับมาถามตัวเองว่าอะไรคือเหตุผลให้อยากไป ขอตอบแบบศิลปินว่า อยู่ๆ ก็คิดอยากไปค่ะ…ไม่ได้กวน แต่มันรู้สึกแบบนี้จริงๆ ไม่มีเหตุผลมากไปกว่านี้ ไม่ได้เป็นคนเข้าวัดเข้าวา ไม่ค่อยตักบาตร ไม่ค่อยทำบุญด้วย (ดูเป็นคนบาปเนอะ ฮาๆ)

img_1766-1
ธัมเมกขสถูป ที่เมืองสารนาท

คงมีใครหลายคนอยากไปแบบเราแหละ จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้แชร์ประสบการณ์การไปแสวงบุญด้วยตนเองแบบสบายๆ (แต่ก็ไม่ค่อยสบาย) มาฝากกันนะคะ

ครั้งนี้เราเลือกไปอินเดียกับเพื่อนสองคน (เหมือนเดิม) เดินทางโดยใช้รถแท็กซี่พร้อมคนขับ คือคุณพี่มิสรา ซึ่งเคยใช้บริการมาแล้วตอนไปอินเดียครั้งแรก หากใครอยากมีประสบการณ์ดีๆ ที่อินเดีย แนะนำเลยแล้วคุณจะไม่ผิดหวัง การวางแผนทัวร์ค่อนข้างขี้งกนิดนึง คือเราบินจากกรุงเทพฯลงกัลกัตตา แล้วต่อเครื่องอีกครั้งลงพาราณสี แต่ขากลับมันดันยกเลิกไฟล์ทพาราณสี-กัลกัตตา เราก็เลยต้องบินจากพาราณสีไปลงนิวเดลีก่อน แล้วจึงบินย้อนมาลงกัลกัตตา ไม่พอเลือกตั๋วถูกมันไม่มีรอบเวลาพอดี ก็เลยต้องรออีกหนึ่งวันนอนกัลกัตตา แวบไปเที่ยวครึ่งวันแล้วบินกลับ ซึ่งเป็นอะไรที่ผิดมหันต์ รู้ซึ้งเลยว่าวันหลังอย่าขี้งกจนเกินงาม -_-

img_1939-1
วัดพุทธคยา ซึ่งต้นศรีมหาโพธิจะอยู่ด้านหลังวัดนี้

วันแรกเราอยู่กันที่พาราณสี (Varanasi) เมืองนี้เป็น a must ของเรา เพราะอยากมาล่องเรือชมบรรยากาศ Ghat ต่างๆ ริมแม่น้ำคงคา เห็นรูปแล้วมันอยากมาค่ะ ชีวิตชาวเมืองที่นี่ผูกพันกับแม่น้ำคงคา ไม่ว่าจะล่องเรือ อาบ ตกปลา ซักผ้า บูชา ดื่ม ทิ้งขยะ เผาศพ ลอยอังคาร ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นที่แม่น้ำแห่งนี้…เอ่อ คนอินเดียเชื่อว่าในชีวิตหนึ่ง จะต้องมาอาบน้ำที่แม่น้ำคงคาสักครั้ง เป็นบุญของเค้า แต่ถ้าบุญสุดๆ นั่นคือได้มีโอกาสเผาศพตัวเองแล้วลอยอังคารต่อที่นี่ อันนี้ถือว่า beyond ค่ะ ที่นี่มีจุดเด่นคือเมืองค่อนข้างเก่า แออัด ถนนแคบมาก และรถติดสุดๆ (นี่หรือคือจุดเด่น?) เพราะเป็นเมืองเก่าแก่มีหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานเป็นพันๆ ปี เมืองก็เลยแคบอยู่อย่างนั้น ไม่ได้พัฒนาไปตามจำนวนคนและรถที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามที่นี่จะมีสถานที่สำคัญทางศาสนามากมายเพราะเชื่อว่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ รวมถึงสถานที่สำคัญทางศาสนาพุทธ นั่นคือ เมืองสารนาท (Sarnath) อยู่ไม่ไกลจากพาราณสีค่ะ โดยมีชื่อในอดีตกาลว่า ป่าอีสิปตนมฤคทายวัน หลักๆ เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมธรรมเทศนา ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะดวงตาเห็นธรรมจึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา นั่นทำให้เกิดพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ ครบรัตนตรัยนั่นคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จุดเด่นของการเยี่ยมชมที่นี่คือการสักการะ ธัมเมกขสถูป (Dhamek Stupa) สถูปที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราชเพื่อรำลึกถึงการแสดงปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้านั่นเองค่ะ

สาระไปมั้ยเนี่ย…

img_1836-1
พิธีอารตีบูชา ริมแม่น้ำคงคา

คืนแรกเราพักใกล้กับแม่น้ำคงคา เป็นguesthouseที่แต่งสวยมากแต่ก็เคร่งกินมังสวิรัติมาก ยังดีที่เราเตรียมตัวมาแล้วว่าจะกินมังฯด้วย ก็เลยชิวๆ อีกอย่าง ที่อินเดียเค้าชอบกินมังฯ ก็เลยหากินสะดวกดี แถวริมแม่น้ำคงคาจะมี guesthouse มากมายเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องมาล่องเรือ แต่ไม่เหมาะหากต้องไปต่อต่างเมืองในวันรุ่งขึ้น (แบบเรา) เพราะจราจรหนาแน่นมาก เสียเวลาเดินทาง เช้าตรู่วันนั้นเราไปล่องเรือที่แม่น้ำคงคาด้วยแต่หมอกก็หนาเกินไป มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเรากับเรือ ไม่เหมือนกับที่ตั้งความหวังไว้ ยังดีที่เมื่อคืนเราได้ไปดูเค้าทำพิธีบูชาไฟริมแม่น้ำคงคา หรือ อารตีบูชา ซึ่งก็พอตื่นตาตื่นใจอยู่บ้าง หลังจากล่องเรือแบบผิดหวัง เราก็มุ่งหน้าไปเมืองคยา (Gaya) ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของพุทธคยา (Bodhgaya) ศูนย์รวมชาวพุทธจากทั่วทุกมุมโลก ที่ต่างก็มาสักการะต้นศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หากมีเวลาเหลือท่านสามารถเที่ยววัดของชาติต่างๆ ได้ตามอัธยาศัย วัดสวยๆ เยอะไปหมดค่ะ จากพาราณสีใช้เวลาเดินทางถึงนี่ประมาณ 4 ชั่วโมง

img_2068-1
พระคันธกุฎี ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ จากที่โล่งๆ ตอนนี้มีคนมาวางอะไรเต็มไปหมด

เช้าวันต่อมาเราออกจากพุทธคยาขึ้นเหนือผ่านราชคฤห์ (Rajgir) นาลันทา (Nalanda) ก่อนไปพักที่เมืองปัตนะ (Patna) ซึ่งไกลไปหน่อย เพราะราชคฤห์มีอะไรให้เที่ยวเยอะไปหมด แค่ได้ขึ้นไปยอดเขาคิชฌกูฏ (Gridhakuta hill) เพื่อสักการะพระคันธกุฎี สถานที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธเจ้า ถ้ำสุกรชาตา (Sukarkhata Cave) สถานที่ที่พระสารีบุตรบรรลุอรหันต์ ถ้ำพระโมคคัลลานะ ที่ทรงงานของพระพุทธเจ้า และสันนิษฐานว่าเป็นที่ที่พระเทวทัตพยายามผลักหินลงมาหวังปองร้ายพระพุทธองค์ เท่านี้ก็หมดวันแล้วล่ะค่ะ วิธีพิชิตยอดเขาให้นั่งเก้าอี้ลอยฟ้า (Aerial Ropeway) ขึ้นไปที่ Rajgir Hill ก่อน ชม Shanti Stupa แล้วจึงเดินชิวๆ ลงมาที่เขาคิชฌกูฏ ไม่ต้องสนใจใครเพราะเราไม่อยากให้คุณทำตัวงงๆ แล้วโดนพวกตำรวจรีดเงินอ่ะ นึกแล้วแค้นใจ เห็นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวหญิงจะเดินคุ้มกันให้ กลัวอันตรายอย่างนู้นอย่างนี้ จะไล่ยังไงก็ไม่ไป สุดท้ายก็มาเก็บตัง อย่าไปหลงกลมันค่ะ!! ถ้าเห็นใครมาแบบนี้บอกว่าเปลี่ยนใจไม่ไปซะยังดีกว่า แล้วค่อยแอบมันเดินไปเนียนๆ (เหอะๆ)

img_2003-1
Aerial Ropeway ขึ้นยอดเขาราชคฤห์ มีความเสียว

กลับลงมาจากเขา ต่อมาเราแวบไปรื่นรมย์กับวัดเวฬุวัน (Venu Van) วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ได้สนทนาธรรมกับแม่ชีชาวไทยที่เจอโดยบังเอิญ ชมความอลังการของมหาลัยนาลันทา (Old Nalanda University) มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก ต่อด้วยสักการะวิหารหลวงพ่อดำ (Black Buddha Temple) จริงๆ ยังมีอะไรให้ดูอีกเยอะเลยแต่เราไม่มีเวลาแล้วต้องรีบบึ่งไปที่พัก

img_2297-1
วาลิการามและเสาอโศก ที่ไวสาลี

เช้าวันต่อมาเราเดินทางไปไวสาลี (Vaishali) แอบกลัวหากมั่วๆ มาคนเดียวจะเป็นไง เพราะแผนที่ปักหมุดกับสถานที่จริงอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน (คุณหลอกดาวว) ยังดีที่คุณพี่มิสราใช้วิธีขับตามรถทัวร์นักท่องเที่ยว และหมั่นถามทางอยู่เสมอ ซึ่งเอาจริงๆ แกก็ไม่เคยมา นี่ก็มากับเราครั้งแรกค่ะ (อ่าว!) ทำให้การเดินทางอาจจะงงๆ หลงๆ ไปบ้าง เพราะเราเองก็ไม่มีเวลาหาข้อมูลเที่ยวมาด้วยสิ บางครั้งก็ถามคนแถวนั้นว่านี่เค้ามาเที่ยวอะไรกันบ้างแถวนี้ คือดูไม่ได้ตั้งใจมาเลยเนอะ (ฮาๆ)

img_2332-copy
สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้า อยู่ในกุสินารา

เราแวบไปสักการะ ปาวาลเจดีย์ (Relic Stupa) เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าได้ปลงอายุสังขาร (การกำหนดวันตาย) และ วาลิการามที่มีเสาอโศก (Ananda Stupa with an Asokan Pillar) เป็นที่ทำสังคายนาครั้งที่สองของพระพุทธศาสนา ก่อนข้ามไปยังเมืองกุสินารา (Kushinagar) เพื่อสักการะสถานที่ดับขันปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ณ มหาปรินิพพานวิหาร (Parinirvana Stupa) บริเวณสาลวโนทยาน และยังได้ไปสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ (Ramabhar Stupa) ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ ค่ำนั้นโรงแรมต้อนรับเราด้วยอาหารไทยปลอม รสชาติออกจีนๆ บวกผงโลโบ้ แต่จะบอกว่าเจริญอาหารมากกกก อย่าลืมว่าเรากินมังฯอยู่หลายวันแล้ว  สิ่งที่กินก็เดิมๆ คือแกงกะหรี่เห็ด ชีสนาน หรือ ข้าวหมกไข่ พอเจอรสชาติแตกต่างจากเดิมหน่อยถึงกับอดใจไม่อยู่ คิดถึงอาหารไทยสุดกำลัง 😀

img_2329-1
พระพุทธรูปปางปรินิพพาน ในมหาปรินิพพานวิหาร กุสินารา

เช้าวันต่อมาเรามุ่งหน้าไปเมืองลุมพินี (Lumbini) ประเทศเนปาลค่ะ รู้ทั้งรู้ว่าเฉียดเข้าใกล้ประเทศนี้เพียงหนึ่งคืน แต่เห็น visa on arrival ที่สามารถอยู่ได้ถึง 15 วัน ก็เกิดอาการอยาก trekking ขึ้นมาตะหงิดๆ ห่างไปแค่สองร้อยกว่ากิโลคือเมืองกาฐมาณฑุ ใกล้แค่นี้แต่ก็ไม่มีสิทธิ (โถ่) ดึงสติกลับมาที่ลุมพินีค่ะ ข้ามฝั่งมาได้ไม่นาน เราก็ได้มาถึงที่ประสูติของพระพุทธเจ้า (Buddha Birth Place) สักการะพอเป็นพิธีแล้วจึงพักผ่อนตามอัธยาศัย พยายามสัมผัสความเป็นเนปาลให้ได้มากที่สุดแต่ก็ไม่เป็นผล ยังรู้สึกเหมือนอยู่อินเดียนั่นแหละ (ฮาๆ) เช้าวันต่อมาตามกำหนดการเดิมคือไปเมืองสาวัตถึ (Sravasti) เพื่อเยี่ยมชมโบราณสถานต่างๆ ที่ปรากฎในเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาอีกเล็กน้อยก่อนกลับลงมาที่เมืองพาราณสี แต่สุดท้ายเราก็ไม่แวะเพราะอยากไปเดินเล่นและช็อปปิ้งในพาราณสีมากกว่า

img_2361-1
สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ที่ลุมพินี ประเทศเนปาล

ผ่านไปกว่า 10 ชั่วโมงกับระยะทางเพียง 330 กิโลเมตร ในที่สุดเราก็ได้กลับมาที่เมืองศักดิ์สิทธิริมแม่น้ำคงคาค่ะ ความทรมานของคนนั่งคงไม่เท่าคนขับ การนั่งรถในอินเดียกับระยะทางแค่นี้แต่กับใช้เวลานานมาก คงพอจะบอกได้ว่าเส้นทางมันแย่แค่ไหน อุปสรรคอย่างแรกคือ หมอกหนาจัด แย่ที่สุดเราเห็นทางข้างหน้าเพียงสิบเมตร น่ากลัวว่าจะมองไม่เห็นรถที่สวนมาก็คงไม่เท่ากับการขับข้ามสะพานค่ะ มีเพียงหมอกขาวรายล้อมเรากับปลายทางที่มองไม่เห็น เหมือนกำลังขับอยู่บนสะพานขาดยังไงยังงั้น น่ากลัวมากจริงๆ อุปสรรคอย่างที่สองคือรถติด ด้วยความที่มีถนนเลนเดียวแล้วรถใหญ่ๆ วิ่งเยอะ หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่ทำให้รถใหญ่ไม่สามารถวิ่งสวนเลนได้ ความบรรลัยก็บังเกิดค่ะ เราจะรู้สึกขัดแย้งทางความคิดทันทีเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เพราะมันคือทุ่งนา ทุ่งดอกมัสตาร์ต นึกไม่ออกเลยว่ารถติดในที่ห่างไกลความเจริญนั้นมันเกิดขึ้นได้ยังไง วิธีแก้นั้นจะใช้ได้เฉพาะรถคันเล็กแบบเรานั่นคือหาทางลัดเลาะในหมู่บ้านแล้วไปโผล่ในจุดที่รถไม่ติด หลายครั้งที่เราต้องไปหลบในคอกวัวบ้าง วิ่งตามคันนาบ้าง โหดจริงๆ ค่ะ วันหลังควรเช่ารถ 4WD จะได้ไม่กังวลว่ารถจะติดหล่มในทุ่งนาหรือเปล่า อุปสรรคอื่นๆ ถือว่าเป็นสิ่งปกติ นั่นคือ ทางเป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง แย่งเลนส์ถนนกับวัวบ้าง อะไรอย่างงี้เป็นที่รู้กัน

img_9799-1
กลับมาพาราณสี เตรียมกระโดดลงแม่น้ำคงคา 😛

เรามีเวลาหนึ่งวันเต็มๆ กับการเที่ยวพาราณสี เลยได้ไปชมวัดฮินดูกาสีวิศวะนาต (Kashi Vishwanath Temple) หรือ Golden Temple ที่ป๊อบมากๆ คนต่อคิวยาว แล้วก็ดูขลังมากจริงๆ ได้ไปช้อปปิ้งผ้าพื้นเมือง พรม ครีม Himalaya ได้ไปเดินห้างเค้า เดินซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้าง ไปกินพิซซ่าฮัทด้วยค่ะ มีความสุขเลย ที่สำคัญที่สุดคือได้กลับมาแก้ตัวล่องเรืออีกรอบ รอบนี้ไม่มีหมอก เห็นวิวสวยมากจริงๆ คุณมิสราบอกว่า อุตส่าห์มาถึงที่นี่ทั้งทีต้องกินแม่น้ำคงคา….ที่ผ่านมาเราทำใจกล้าลองชิมขนมข้างทางเค้าเกือบทุกอย่าง แม้ว่ามันจะห่อมาในกระดาษหนังสือพิมพ์ ใส่ถุงดำ ทอดน้ำมันดำข้างถนนที่ฝุ่นเขลอะ ปั้นแป้งบนแท่นซึ่งอยู่บนพื้น หรือจะทั้งทอดทั้งแช่น้ำเชื่อมเยิ้มๆ หรือกินโยเกิร์ตไม่เย็นที่รสชาติเหมือนนมเกือบบูด ฯลฯ แต่ขอเถอะ ทำใจกินน้ำในแม่น้ำคงคาไม่ลงจริงๆ -_-

ในที่สุดเราก็ต้องแยกกับคุณพี่มิสราที่สนามบินพาราณสี เสียใจทีต้องร่ำลาแกก็คงไม่เท่ากับเห็นเครื่องบินของการบินไทยเตรียมรับผู้โดยสารกลับประเทศ อยากกลับบ้านแล้วอ่ะ กลับมามองที่เรานอกจากจะเจ็บช้ำกับค่าน้ำหนักกระเป๋าเกินแล้ว ยังต้องนั่งต่อเครื่องสองตลบไปนิวเดลี ข้ามกลับมากัลกัตต้า แล้วพักหนึ่งคืนอีก ตอนนั้นมันรู้สึกพอแล้ว เหนื่อยแล้วกับการผจญภัยในต่างแดน เราไม่ควรงกจองตั๋วถูกแล้วต้องรอต่อเครื่องอะไรกันขนาดนี้เลย ได้แต่คิดในแง่ดีว่าที่กัลกัตต้าคงมีอะไรสนุกๆ ให้ได้ทำก่อนกลับบ้านเป็นแน่

img_2496-1
วิธีชั่งผัก ผลไม้ ถั่วคั่ว ฯลฯ มีความย้อนยุค

จากไฟล์ท 11 โมงเช้า เราถึงที่หมายตอน 4 ทุ่ม…คุณพระ ต้อนรับกันเลยด้วยแท็กซี่ตีนผีที่พยายามจะโกงราคา เช้าวันต่อมาก็เจอแท็กซี่ที่พยายามวิ่งอ้อมเมือง ถึงพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (India Museum) ที่ควรเยี่ยมชมแต่พบว่าปิดวันจันทร์ แพลนว่าจะเดินไปอนุสรณ์วิคตอเรีย (Victoria Memorial Hall) พระราชวังหินอ่อนที่สร้างเป็นอนุสรณ์แก่พระราชินี แต่แ_ร่งโครตเดินไกล จริงๆ ไม่ไกลหรอก แต่บรรยากาศมันไม่น่าเดินอ่ะ อากาศก็เริ่มร้อน ฝุ่นก็เยอะ บีบแตรกันเสียงดังมาก ถึงกับต้องถอด mask ออกเพราะหายใจไม่ทัน ทางเดินก็ไม่น่าภิรมย์รื่นเลยสักนิด คิดผิดสุดๆ พีคสุดคือโดนขอทานมาจับแขน โอ้โห้น้องคะ เคยอาบน้ำบ้างหรือเปล่า สยองมากอ่ะ พอถึงที่หมายแล้วเราเลยไม่เห็นความงามของสถานที่เลย อยากหาคาเฟ่ติดแอร์สบายๆ นั่งชิวมากกว่า อีกแล้วเรียกแท็กซี่ไปจุดที่เป็นห้าง ห้างอะไรก็ได้ที่มันน่าจะมีร้านกาแฟ เอ่าคุยกันไม่รู้เรื่องอีก สุดท้ายก็โดนมันโกงราคาดื้อๆ คือไม่กดมิเตอร์จ้า จะเหมาท่าเดียว ไม่ยอมให้เราลงรถด้วยนะ เราก็ยอมมันไปก่อนแต่แก้เผ็ดด้วยการไม่จ่ายราคานั้น ‘ยูจะเอามั้ยเท่านี้หรือไม่เอาเลยสักรูปี?’ ได้ผลค่ะ มันต้องยอม ตัวเองทำใจกล้า ให้ตังมันแล้วรีบวิ่งไปหลบในฝูงชน กลัวนางตามมาหาเรื่องเหมือนกัน (ฮาๆ)

IMG_2652-1.jpg
อนุสรณ์วิคตอเรีย อาคารหินอ่อนสไตล์ยุโรปและอิสลาม สร้างในช่วงเปลี่ยนเมืองหลวงจากกัลกัตตาเป็นนิวเดลี

เอ่า ยังไม่จบค่ะ ที่ที่แท็กซี่โกงพาไปดันไม่ใช่ห้างอีก แล้วก็ไม่มีร้านกาแฟติดแอร์ด้วย -_- เราจึงใช้ความสามารถทางแผนที่และภูมิศาสตร์เดินหาร้าน Au Bon Pain ที่เคยผ่านสายตาตอนนั่งแท็กซี่เข้าเมือง รู้เลยว่าตอนนั้นสภาพร่างกายและจิตใจใกล้บ้าเต็มที ตลอดเวลา 15 นาทีที่เดินอยู่ท่ามกลางฝุ่นควัน กลิ่นเหม็น ตลาดสด กลุ่มขอทาน ขยะเกลื่อนกลาด เสียงแตร และอากาศร้อน มันมีผลต่อจิตใจเราอย่างไร มันแย่มากจริงๆ ค่ะ เป็นครั้งแรกที่เราเปิดประตูร้าน Au Bon Pain เข้าไปแล้วเหมือนเจอสวรรค์ ความเย็น ความสะอาด ความเงียบ กลิ่นหอมขนมปังและกาแฟ มันมีค่ากับเรามากเหลือเกิน ได้กินสลัดผักเหี่ยวๆ แต่ทำไมมีความสุขขนาดนี้ เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่า บางสิ่งบางอย่างเราอาจไม่รู้ว่ามันสำคัญ ก็ต่อเมื่อได้เสียมันไป… แต่เรายังโชคดีที่มีโอกาสได้กินของธรรมดาๆ ซึ่งสะอาดและดีต่อสุขภาพ ขณะที่บางคนกลับไม่มีโอกาสนั้นเลย ไม่ใช่แค่เค้ายากจน แต่เค้ากลับไม่เคยทราบว่าสิ่งที่บริโภคอยู่นั้นมันเลวร้ายต่อสุขภาพเพียงใด การเห็นคนอินเดียเป็นโรคอ้วนและนั่งรถเข็นจึงเป็นสิ่งที่ชินตา

img_1803-1
การกินมังฯที่อินเดียเป็นเรื่องง่ายมาก แต่หาเมนูที่ชอบๆ ให้เจอล่ะ เจอแล้วจะติดใจ

การเดินทางครั้งนี้ไม่มีสิ่งสวยงาม ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง มีแต่ความจริงและสัจธรรม ทำให้เรามองโลกในมุมมองที่แตกต่างออกไป สอนให้เราพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ขอบคุณกับสิ่งที่เป็น เพราะยังมีคนอีกมากต้องอยู่อย่างยากลำบาก ไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ ส่วนการได้ไปสักการะสังเวชนียสถานไม่ใช่เพียงได้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าหรือได้ทำบุญอะไรใหญ่โต แต่เป็นการสอนให้เข้าใจสัจธรรมว่า ชีวิตมีขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป มากกว่า พระพุทธศาสนาสอนเราให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ฟูมฟายเมื่อนึกถึงอดีต ไม่กังวลเมื่อนึกถึงอนาคต เมื่อเราอยู่กับปัจจุบันได้ เราก็จะมีสติ สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะทำได้ดี เพราะเราตั้งใจทำและโฟกัสกับมัน ความสุขก็เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะการอยู่กับปัจจุบันนี่แหละ

อาหารมื้อแรกที่ไทยเป็นอะไรที่วิเศษที่สุดเท่าที่เคยกินมา ขอบคุณร่างกายที่ต่อสู้กับทุกอุปสรรค ขอบคุณจิตใจที่เข้มแข็งพอทำให้ผ่านทริปนี้มาได้ ขอบคุณชีวิตนี้ที่ให้เราได้เรียนรู้ ได้เห็นอะไรมากมาย ขอบคุณที่เรายังมีโอกาสได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ แค่นี้ก็โครตมีความสุขแล้วล่ะค่ะ 🙂