Tag Archives: KOOB

หากความเข้าใจ ยังมีอยู่จริง โดย นิ้วกลม

 

img_8567

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่มีคุณค่าต่อจิตใจเรามากที่สุด เพราะลายเซ็นต์ของพี่เอ๋ที่ได้มาโดยมิได้คาดฝัน ดีใจมาก ผิดวิสัยตัวเองเพราะไม่เคยขอลายเซ็นต์นักเขียนที่ไหน ขี้เกียจต่อคิว แต่ส่วนใหญ่เพราะเขินมากกว่านะ (ฮา)

เราจึงเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้อย่างดี ดีเกิน จนลืมอ่าน!!

….

ทุกวันนี้ มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในสังคมซึ่งก่อให้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลาย บางครั้งก็ไม่ได้รุนแรงอะไร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผลลัพธ์ของมันกระทบกับคนหมู่มาก ก็เลยเถิดกลายเป็นเรื่องที่รุนแรง สื่อสังคมออนไลน์ในยุคนี้ก็ยิ่งกระพือความคิดเห็นที่สุดโต่งอย่างรวดเร็วและขาดการไตร่ตรองเข้าไปอีก อันนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่

หากพูดถึงเหตุการณ์ความรุนแรงใกล้ตัวเรานั่นคือเรื่องการเมืองค่ะ เราชาวไทยคงรู้กันดีอยู่ มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันชัดเจน บางครั้งก็สู้กันรุนแรง แต่มันจำเป็นมั้ยที่เราคนไทยด้วยกันต้องมาทะเลาะกัน?

ไม่ได้มีแค่เรื่องการเมืองนะ ยังมีเรื่องไสยศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ การรับน้อง ทำไมเราถึงถนัดขวา มนุษย์ป้า และอีกหลายเรื่องราวให้เราฉุกคิด

พี่เอ๋แสดงทัศนะต่อเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างน่าอ่านและน่าคิดตามค่ะ ทุกความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นเพราะคิดต่าง เห็นต่าง ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงดูที่แตกต่าง มีความรู้หรือประสบการณ์ที่ต่างกัน แต่หากเราเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้วนั้น ความขัดแย้งรุนแรงก็คงหมดไป เพราะเราจะเข้าใจเหตุผลที่เขาทำ

และนอกจากเราจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว พี่เอ๋ยังชวนให้เราคิดหาทางออกจากความขัดแย้งเหล่านั้นด้วย

หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงจุดประกายเล็กๆ ที่อยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมค่ะ ให้เราหันหน้ามามองกันแล้ว เลิกอคติ พูดกันด้วยเหตุผล หาทางออกกันด้วยปัญญา และกระทำสิ่งต่างๆ อย่างมีสติ 🙂

Advertisements

วินาทีที่เป็นอิสระ โดย โตมร ศุขปรีชา และ นิ้วกลม


ไม่บ่อยมั้งคะที่นักเขียนชื่อดังทั้งสองท่านจะมีชื่ออยู่ในเล่มเดียวกันได้…

“วินาทีที่เป็นอิสระ” เป็นหนังสือเกี่ยวกับการมองมุมมองความคิดของผู้ที่เป็นนักคิด นักปรัชญา และผู้เป็นคุรุทางจิตวิญญาณ 12 ท่าน โดยสองนักเขียน แล้วประมวลผลอย่างแยบยลผ่านปลายปากกา…. พยายามจะใช้ศัพท์สวยๆ อย่างเค้าบ้าง แต่ยิ่งพิมพ์ ยิ่งงง (ฮา) เอาเป็นว่า ให้พี่ทั้งสองคนย่อยความคิด คำสอน ของ 12 ปรมาจารย์ด้านปรัชญา ในแบบของตัวเอง แล้วเอามาให้เราอ่านแบบเข้าใจง่าย แบบนั้นจะเข้าใจกว่ามั้ยคะ 😀

ได้มีเวลาว่างอยู่ไม่กี่ชั่วโมง เห็นโอกาสดีเลยหยิบเล่มนี้มาอ่านค่ะ ความรู้สึกแรกที่แวบเข้ามาในสมองคือ รู้สึกว่าเรากำลังอ่านหนังสือธรรมะอยู่! ในความเข้าใจของเรา มันคือหนังสือธรรมะสำหรับคนยุคนี้เลยอ่ะ

ที่บอกว่าเป็นหนังสือธรรมะ ก็เพราะอ่านแล้วได้คำสอนเยอะมาก แต่ละท่าน ก็จะมีคำสอนแต่ละแบบ ทุกแบบล้วนเชื่อมโยงกัน แต่จะบอกว่าเป็นธรรมะก็ไม่ถูก เพราะธรรมะแปลว่าความดี สิ่งที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องความดี แต่คือแก่นสำคัญในการดำรงชีวิต สิ่งที่เราควรยึดเป็นสรณะ มากกว่าค่ะ นั่นคือ ‘สติ’

สตินั้นดูเรียบง่ายนะคะ แต่ปฏิบัติยาก…

มนุษย์เราล้วนมีสิ่งที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจ เดี๋ยวนี้ ศาสนา อาจไม่ใช่คำตอบ เพราะมันขึ้นอยู่กับแต่ละคน ว่าศรัทธามากน้อยแค่ไหน อินมากมั้ย บางคนเชื่อเรื่องเร้นลับ หรือเรื่องที่ดูไร้สาระในสายตาคนอื่น แต่เราอย่าไปตัดสินใครเลยค่ะ เพราะเค้าก็มีสิทธิของเค้า

นักปรัชญาที่เป็นครูทางจิตวิญญาณหลายๆ ท่านพูดถึงการอยู่กับปัจจุบัน เพราะตัวเองเป็นคนที่ชอบจมอยู่กับอดีตที่แสนสุขและกังวลกับอนาคต จนลืมคิดถึงปัจจุบัน อ่านแล้วโดนเข้าอย่างจัง เพราะเป็นอย่างนี้เราก็เลยไม่มีความสุข เพราะใจไม่ได้จดจ่อกับสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ บางครั้งเห็นวิวสวยๆ ก็ไม่เห็นว่าสวย เพราะใจยังขุ่นมัวอยู่ อะไรประมาณนี้ ไปเที่ยวก็ไร้ประโยชน์เพราะใจไม่มีความสุข

การอยู่กับปัจจุบันจึงเทียบได้กับการมีสติ พึงระลึกอยู่เสมอว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เค้าบอกว่านักดาบซามูไรที่เก่งกล้าต้องอยู่กับปัจจุบันให้ได้มากที่สุด เพราะการจะตั้งรับดาบและจู่โจมคู่ต่อสู้ได้ อยู่ที่การสังเกตการเคลื่อนไหวของร่างกายฝั่งตรงข้ามในขณะนั้น ไม่ใช่นึกถึงการออกท่วงท่าตามตำรา หรือความรู้สึกเสียหน้าหากพ่ายแพ้

ความคิด เป็นอีกรูปของอัตตา แม้เป็นความคิดที่ดี เช่นเรื่องการบรรลุธรรมก็ตาม แต่พอเกิดความคิด ก็จะเกิดความสงสัย ทำไม ทำอย่างไร เครียด ชวนให้ถาม ถามแล้วก็ถามอีกไปเรื่อยๆ กลายเป็นการเสพติดความคิดไปได้ คำตอบที่ได้แต่ละครั้งก็จะไปสนองอัตตาของตัวเอง ไม่สิ้นสุด แต่ทว่าเค้าเหล่านั้นขาดการกระทำ เมื่อไหร่ที่เราลงมือทำ ทำในส่ิงที่คิดที่สงสัย เมื่อนั้นความคิดก็จะหมดไป เหลือแต่สิ่งที่เกิดขึ้น เหลือแต่ส่ิงที่อยู่ตรงหน้า เมื่อนั้นแหละเราก็จะเข้าใจทุกอย่างเองโดยไม่ต้องคิดต้องถามอีกแล้ว

ความโกลาหล หรือสถานการณ์ที่ตกอับจนถึงขีดสุด เป็นสิ่งที่ดี เอื้อต่อการพัฒนาจิต เพราะทำให้เราเกิดความเข้าใจขึ้นมาในบัดดลได้ มันทำให้เราตระหนักได้ว่าไม่มีอะไรสักอย่างที่ ‘เรา’ ควบคุมได้ โลกนี้มีแต่ความไม่แน่นอน ชีวิตมีขึ้นมีลง อันนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งแน่นอน ใครจะคาดหวังชีวิตที่ไร้อุปสรรคนั้นมันไร้สาระ คิดได้อย่างนี้เราก็จะมีสติ ปล่อยวาง ดึงเรามาอยู่ในปัจจุบัน แล้วโฟกัสกับปัจจุบันเป็นพอ เพราะปัจจุบันนี้แหละคือความแน่นอน เมื่อเราอยู่กับปัจจุบัน มองเห็นสิ่งตรงหน้าอย่างมีสติ เมื่อนั้นเวลาก็จะไร้ความหมาย ไร้กาลเวลา ไร้ความคิด ไร้ตัวตน เมื่อนั้นแหละที่เราจะมี ‘วินาทีที่เป็นอิสระ’

เข้าใจกันมั้ยเนี่ย (ฮา)

ส่ิงที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้มีมากมายเหลือเกินจนอยากเผื่อแผ่ให้คนอื่นได้อ่าน ยังมีอีกหลายคำสอนที่ยังไม่ได้นำมาเล่า อาจจะอ่านเข้าใจยากนิดนึงค่ะ ต้องมี ‘สติ’ ในการอ่านสุดๆ แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนค่ะ 🙂

 

เหตุใดเราจึงยังมีชีวิตอยู่ โดย นิ้วกลม

  ไม่แปลกใจที่ทำไมงานเขียนของพี่เอ๋ถึงอยู่ในกระแสสังคม เป็นที่รู้จัก มีแฟนคลับต่อคิวขอลายเซ็นยาวเหยียดเสมอๆ ในงานหนังสือ ก็เพราะงานเขียนที่เข้าถึงคนอ่าน เข้าใจง่าย เปรียบเทียบและยกตัวอย่างคนธรรมดาๆ เหตุการณ์ธรรมดาๆในสังคม ประสบการณ์การเดินทางของพี่เอ๋ หรือแค่สิ่งของธรรมดาๆ แล้วมองด้วยมุมมองที่แตกต่าง แต่สร้างสรรค์ ทำให้การอ่านหนังสือแต่ละเล่มของพี่เอ๋ ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในความคิดค่ะ

ถ้าเราอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี จิตใจเราก็จะดีตาม เพราะคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ สนับสนุน และประพฤติดีให้เห็น เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือที่ยกระดับจิตใจแบบนี้ ก็จะทำให้เราคล้อยตามความคิดดีๆได้ไม่ยากเลย หลายคนเข้าใจค่ะและคิดว่าตัวเองเข้าใจปรัชญาชีวิตอะไรพวกนี้ แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องหมั่นผ่านตาบ่อยๆ อยู่ท่ามกลางคนคิดดีทำดีให้เป็นนิจ และฝึกใจให้คิดตาม พูดดีและกระทำดีให้เป็นนิสัย เพราะความเป็นจริง เราไม่ได้อยู่ท่ามกลางเรื่องดีๆตลอดเวลาค่ะ หลายครั้งที่เราต้องผิดหวัง เศร้าใจกับอะไรบางอย่าง เช่นเบื่อกับงานประจำซ้ำซาก โดนเพื่อนรักหักหลัง ทะเลาะกับที่บ้าน หรือเรียนไม่จบ ความทุกข์มีอยู่รอบตัวค่ะ แต่อย่าให้มันเข้ามามีอิทธิพลกับเราเลย ขอเหอะ

พร่ำพรรณนาอยู่นานค่ะ ไม่เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ของพี่เอ๋เลยค่ะ (ฮาๆ) แค่จะบอกว่าได้อ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง ท่ามกลางมรสุมชีวิตและปรากฏการณ์รังสียูวีเข้มข้นในเมืองกรุงเท่านั้นเองค่ะ 😐

เหตุใดเราจึงยังมีชีวิตอยู่? 

เราเฝ้าถามประโยคนี้ซ้ำๆกับตัวเอง จะมีใครสักกี่คนที่รู้คำตอบ เราเองบางครั้งก็ blank ดื้อๆ งงๆ ว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่ ทำไปเพื่ออะไร อะไรคือเป้าหมายของเรากันแน่

พี่เอ๋ตอบคำถามนี้ด้วยการสะท้อนการดำเนินชีวิตของใครหลายๆ คนที่ผ่านเข้ามาและผ่านไป ทั้งคนที่รู้จักดีและคนแปลกหน้า ว่าเค้าใช้ชีวิตแบบไหนกัน เค้ามีความสุขมั้ย อย่างไร อะไรคือเป้าหมายของเค้า แล้วเราเรียนรู้อะไรมาบ้าง

พี่ติ๊ก ลาออกจากงานประจำมาเป็นหมอนวดประจำ ได้ 10 ปีแล้ว แต่เค้าก็มีความสุขเพราะได้ทำงานที่ตัวเองรัก พอรักแล้วก็จะทำให้งานออกมาดี ลูกค้าติดใจต้องโทรจองคิว 

ฝรั่งสองคนที่เจอกันโดยบังเอิญกลางทะเลอันดามัน พูดถึงชีวิตที่ดูอิสระเที่ยวไปเรื่อยประเทศนู้นนี้ บางครั้งก็หยุดพักทำงาน เก็บเงิน เพื่อออกไปเที่ยวใหม่ ต่างคนต่างสนุกกับชีวิตแบบนี้ โดยที่ยังเรียนไม่จบ หรือยังไม่เริ่มทำงานอย่างที่พ่อแม่หวังไว้ กลับมองว่าเป็นสิ่งที่เสียเวลาถ้าทำไปทั้งๆ ที่ไม่ชอบ เค้าทั้งสองเลือกที่จะตามใจตัวเอง ออกตามหาประสบการณ์ต่างแดนเพื่อที่จะค้นพบเป้าหมายในชีวิต

การจากไปของครูคีธติ้ง ครูที่ทำให้สองชั่วโมงในหนังเรื่อง Dead Poets Society เปลี่ยนความคิดและชีวิตของพี่เอ๋ไปเลย ด้วยประโยคเด็ด 

‘Carpe diem. Seize the day, boys. Make your lives extraordinary!’ ‘จงฉกฉวยวันเวลาเอาไว้และทำให้ชีวิตของเธอไม่ธรรมดา!’

…ชอบประโยคนี้จัง 😌

เช่นเดียวกับพี่เอ๋ หลายครั้งที่เราก็ใช้ประโยคนี้นำทางให้กับชีวิต การไปเมืองนอกครั้งแรกด้วยการสอบชิงทุนไปอังกฤษแค่หนึ่งเทอม ก็เปลี่ยนชีวิตเราไปเยอะ เรียกว่าใครมีให้ทำอะไร เราก็อยากลอง อยากทำไปให้หมดทุกอย่าง เรื่องการไปเที่ยวก็เป็นการฉกฉวยวันเวลาและทำให้ชีวิตไม่ธรรมดาได้เหมือนกันค่ะ นอกจากจะได้เห็นโลกกว้าง เห็นความสวยงามของธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมแล้ว มันทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ได้พัฒนาตัวเองด้วย พอปีกกล้าขาแข็ง ก็ท้าทายตัวเองด้วยการเดินทางคนเดียว รู้สึกว่าชีวิตนี้คุ้มค่าและมีความสุขดีค่ะ 😙

วันนี้ลองถามตัวเองดูอีกครั้งค่ะ ถามบ่อยๆ เลยยิ่งดี ว่าเรามีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำอยู่หรือเปล่า YOLO – you only live once อย่าเสียเวลาทำอะไรไร้สาระเลย มาหาเหตุผลในการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขกันเถอะค่ะ 😎

กาลครั้งหนึ่งสอนให้รู้ว่า โดย นิ้วกลม


ก่อนที่จะเดินทางไปอินเดีย ได้มีโอกาสไปงานหนังสือที่ศูนย์ประชุมค่ะ จริงๆก่อนหน้าที่เพิ่งทราบว่าเค้าจะจัดกันช่วงนี้ก็แอบเสียใจไปแล้วเพราะ ณ ขณะนั้นไม่มีกิจให้ไปกรุงเทพมหานครค่ะ แต่เพราะเราทำบุญมาดีค่ะจึงได้ไปเดินงานหนังสือและเก็บเล่มที่ชอบๆมา 1 ลังใหญ่ๆ จริงๆต้องบอกว่าหาเรื่องไปมากกว่านะ หาเรื่องไปเที่ยวอินเดีย (ฮาๆ) ว่าแล้วก็หยิบเล่มนี้พกติดตัวไปด้วยเพราะอยากอ่านหนังสือเล่มใหม่ของนิ้วกลม ไปงานหนังสือครั้งที่แล้วซื้อหนังสือนิ้วกลมมาแต่ยังวางอยู่บนชั้นหนังสือเลยค่ะ ไม่มีโอกาสได้อ่านสักที ภาพหนังสือที่เห็นนี้คือถ่ายมาจากระเบียงห้องพักใน Darjeeling เลยนะเออ 🙂

ต้องบอกว่านี่เป็นหนังสือแนวนิทานเล่มแรกของนิ้วกลมสินะ (ถ้าจำไม่ผิดนะ) แต่เป็นนิทานที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ค่ะ หมายความว่า เป็นเรื่องราวแฟนตาซีอ่านเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานนี่แหละค่ะแต่ก็มีแนวคิดสอดแทรกแบบที่สอนผู้ใหญ่ได้ดีมากๆ บางเรื่องก็ได้แรงบันดาลใจมาบ้าง บางเรื่องก็ใหม่มากแบบไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน อ่านแล้วเพลินมากมาย เผลอแปบเดียวอ่านจบเล่มแล้ว 🙂

มีเรื่องนึงชอบมาก พูดเรื่องตาที่เป็นคนทำไอติมกับยายที่ชอบกินไอติม เนื้อเรื่องจำไม่ได้แล้วอ่ะ (ฮาๆ) เอาเป็นว่าให้ไปอ่านเองแล้วกันนะคะ นอกจากเนื้อเรื่องจะสนุกแล้ว ภาพประกอบก็น่ารักมากค่ะ ทำให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจทั้งจากอรรถรสในการอ่านและความสุนทรีย์จากภาพวาดอีกด้วย (เว่อร์มาก)

หนังสือไม่ปิดกั้นจินตนาการของเราค่ะ อ่านเมื่อไหร่ก็ดีกับเราเมื่อนั้น แม้อาจจะเป็นนวนิยายหรือนิทานสนุกๆ แต่เชื่อว่าหนังสือทุกเล่มได้ให้ข้อคิดอะไรบางอย่างให้กับผู้อ่านแน่นอน ไม่เชื่อก็ลองอ่านเล่มนี้ดูสิ 🙂

หยดน้ำ ในกองไฟ โดย นิ้วกลม

20140508-003348.jpg

เล่มนี้เพิ่งจะอ่านจบเมื่อเช้านี้ ตอนซื้อมาก็ไม่รู้หรอกว่า นิ้วกลม เขียนเรื่องอะไร ซื้อเพราะติดตามอ่านอยู่แล้ว

หยดน้ำ ในกองไฟ เป็นการรวบรวมบทความสั้นๆ ที่นิ้วกลมเขียนแสดงความคิดเห็นเรื่องทางการเมืองในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่การเมืองต้องจับตามองทุกวัน เพราะมีเรื่องราวตลอดเวลา พออ่านคำนำ จึงรู้ว่ามันเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการเมือง เราก็กังวลว่า นิ้วกลมจะถ่ายทอดความคิดเห็นเรื่องนี้ไว้อย่างไร พอได้อ่าน ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเหมือนเดิมค่ะ

วัฒนธรรมประชาธิปไตย คือการเคารพความคิดเห็นและอดกลั้นต่อความแตกต่าง เหมือนดังน้ำ ที่มีความเย็นในหัวใจและปรับรูปร่างอยู่ในภาชนะ สถานะใดก็ได้ ส่วนสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีแต่ความเกลียดชัง ด่าทอ ความรุนแรง ก็ไม่ต่างอะไรกับไฟ หากสังคมเรามีหยดน้ำมากๆ ก็อาจจะดำไฟกองนี้ลงได้ แต่หยดน้ำแต่ละหยด ไม่จำเป็นที่ต้องคิดเหมือนกัน แค่เข้าใจ พูดด้วยเหตุผล และยอมรับความแตกต่างของกันและกันได้ก็พอ

กลุ่มทางการเมืองในขณะนี้ อาจมีความคิดเห็นในเรื่องของ ประชาธิปไตย ที่แตกต่างกัน โทษใครไม่ได้เพราะต่างคน ต่างรับรู้ข่าวสารจากแหล่งที่ต่างกัน มีถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ประเด็นสำคัญที่จะทำให้ ประชาธิปไตย มีความหมาย คือ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เมื่อมีการรับฟัง ก็จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สุดท้ายทุกอย่างก็จะดีขึ้น แต่ถ้าต่างฝ่าย ต่างยืนกรานว่าตัวเองถูก อีกฝ่ายผิด ตอนจบของเรื่องนี้คงเป็นความรุนแรง เพราะต่างก็ไม่ยอมกัน

พี่นิ้วกลมถ่ายทอดความคิดเห็นในเรื่องละเอียดอ่อนแบบเรื่องการเมือง ได้ละเอียดอ่อนมากเช่นกัน อ่านแล้วเข้าใจง่าย และก็อยากให้ทุกคนคิดได้แบบนี้บ้าง บ้านเมืองเราคงจะน่าอยู่ขึ้น

วิชา ภูผา ชีวิต โดย นิ้วกลม

ปีนี้เป็นปีแรก ที่มีความรู้สึกว่า อยากไปงานหนังสือมากๆ เพราะช่วงหลังๆอัตราการอ่านหนังสือของตัวเอง เพ่ิมขึ้นอย่างผิดปกติ สุดท้ายก็ได้มาหลายเล่มอยู่เหมือนกัน เล่มนี้เป็นเล่มแรกที่เพิ่งอ่านจบค่ะ

งานเขียนของพี่เอ๋ ‘นิ้วกลม’ เป็นงานแรกๆเลยที่ทำให้กลับมาชอบอ่านหนังสืออีกครั้ง เพราะพี่เค้าใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย อ่านแล้วสนุก มีข้อคิดสอนใจตลอด ออกจะเป็นแนวจิตวิทยานิดๆ ชอบมาก เพราะอ่านแล้วสามารถเอาข้อคิดเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเองได้เป็นอย่างดี

20140427-001540.jpg

วิชา ภูผา ชีวิต‘ ของนิ้วกลม งานนี้ก็ไม่ผิดหวังค่ะ พี่เค้าบอกว่า มันคือปรัชญาและข้อคิดสำหรับผู้ต้องการพิชิตยอดเขาแห่งความสำเร็จ ในเล่ม พี่เค้าจะพูดถึงทริปที่ไปปีนขึ้นเขากันมา ซึ่งระหว่างการเดินทางเพื่อพิชิตยอดเขานั้น ก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย เช่น การพิชิตยอดเขายิ่งดูเป็นเรื่องยาก ถ้าต้องการพิชิตมันภายในวันเดียว ในทางกลับกัน มันก็ดูเป็นเป็นได้มากกว่าถ้าเราหมั่นเข้าใกล้เป้าหมายทีละนิดๆ เพิ่มขึ้นทุกวันๆ… ระหว่างการปีนเขานั้น มีบ้างที่ต้องเดินคนเดียว อยู่ลำพังกับตัวเองเป็นบางครั้ง ซึ่งเราอาจรู้สึกเหงา แต่สักพักจะรู้สึกเบา เพราะไม่ต้องแบกรับกับการเปรียบเทียบจากคนอื่น ไม่มีใครดีไปกว่าใคร ไม่มีคนรู้จักหรือคนแปลกหน้า ไม่มีใครมาจับตามอง ทำให้เราสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไร้ความกดดัน  การเดินคนเดียวสอนให้เรารู้ว่า เราดำเนินชีวิตด้วยการถูกจ้องมอง ด้วยแรงกดดันจากสังคมรอบข้างหรือเปล่า? คนเราทำสิ่งต่างๆนานา เพียงเพราะต้องการให้คนอื่นยอมรับหรือเปล่า? เหล่านี้เป็นต้น

แต่ละบทในหนังสือ อัดแน่นไปด้วยคำสอน คำแนะนำ ที่กลั่นมาจากประสบการณ์ อ่านจบแล้วได้ความรู้ ได้กำลังใจในการดำเนินชีวิต และเทคนิคการบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้เยอะเลย