Tag Archives: India

ใครอยากไปทริปแสวงบุญที่อินเดีย ฟังทางนี้

img_2329-copyการเดินทางไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ชาวพุทธหลายๆ ท่านอยากมีโอกาสไปเยือนและไปสักการะสักครั้ง เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต เราก็เพิ่งกลับมาค่ะ เลยอยากแบ่งปันประสบการณ์สำหรับทุกคน ทั้งที่เคยไปแบบเรา และทั้งที่ยังไม่เคยไป

เรื่องแรกคือ การเตรียมใจ

สำหรับคนที่มีประสบการณ์ไปอินเดียและไม่เคยไป อาจมีการเตรียมใจที่แตกต่างกัน เราก็เช่นกัน เราเคยเห็นความสกปรก เสียงแตร ขอทาน ฝุ่น ขยะ ขี้วัว และสิ่งไม่น่ารื่นรมย์ต่างๆ มาแล้ว แต่ทำไมรอบนี้มันไม่ชินสักที (ฮาๆ) หลายครั้งต้องรีบหาที่หลบภัยให้ตัวเอง กลับห้องมาอาบน้ำนอนแล้วเตรียมพร้อมสู้รบปรบมือกับเรื่องพวกนี้ใหม่ในวันรุ่งขึ้น แต่สำหรับคนที่ไม่เคยไป อยากให้เตรียมใจไว้มากๆ นึกถึงพระพุทธศาสนาว่าสิ่งเหล่านี้มันมีขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรจีรัง พยายามมองทุกสิ่งเป็นการสอนตัวเอง ให้ปล่อยวาง อะไรประมาณนี้นะ จะช่วยได้มาก (ฮาๆ)

สอง เตรียมของ

เนื่องจากเราต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายตลอดเวลา ทั้งมลภาวะทางเสียง ทางอากาศ ทางสายตา หรือมลภาวะทางเท้า (ต้องมองให้ดีเวลาเดิน) ดังนั้น ส่ิงใดสามารถป้องกันได้ให้เตรียมไปค่ะ ผ้าปิดจมูก ยาดม หยูกยาแก้วิงเวียน แว่นตา หมวก หูฟังสำหรับฟังเพลงกลบเสียงแตร แอลกอฮอล์เช็ดมือ ทิชชู่เปียก เหล่านี้คือภายนอก ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูกาลอีกว่าไปช่วงไหน สิ่งที่ต้องเตรียมต่อมาคืออาหารแห้ง โดยเฉพาะสิ่งที่กินแล้วมันแก้เลื่ยนแก้เวียนหัวได้ มะขามสามรส หมากฝรั่ง ลูกอมรสมะนาวอะไรอย่างงี้ ถั่วต่างๆ ก็ดีนะ โจ๊กหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำ น้ำพริกแห้ง จะช่วยได้มากถ้าวันไหนเกิดเบื่ออาหารอินเดีย เบื่อกลิ่นแขกค่ะ ถ้าให้ดีอีกอย่างขอให้เอาแก้วกาแฟ หลอด ถ้วยช้อนพลาสติกไปด้วยจะดีมากค่ะ เพราะของเค้าชอบล้างไม่เกลี้ยง

 

สาม เตรียมแผนการเดินทาง

คนไทยปกติชอบไปกับทัวร์ ก็คงไม่ต้องเตรียมอะไร ส่วนเราชอบไปเองก็เลยต้องเตรียมแผนเดินทางกันเอง จะเลือกเดินทางโดยรถไฟ หรือเช่ารถพร้อมคนขับก็แล้วแต่ระดับการลุยของแต่ละคนค่ะ เราเลือกเช่ารถพร้อมคนขับซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เคยพาเราไปเที่ยวทัชมาฮาล คุณพี่มิสรา บริการดีประทับใจ ราคาถูกอีก ตกวันละ 2000 บาท ต่อรถเก๋ง 1 คัน เลยเลือกแบบนี้เพราะเราสามารถปรับแผนได้หมด และมั่นใจว่าเรามีคนอินเดียที่ไว้ใจได้ตลอดทั้งทริป บางครั้งเป็นไกด์ให้อีก ดีงามค่ะ
-เล่าแผนการเดินทางคร่าวๆ
เราเริ่มจาก Varanasi ไปล่องเรือในแม่น้ำคงคาก่อน แล้วแวะไปที่ Sarnath ที่ที่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นครั้งแรก เพราะมีพระสงฆ์รูปแรกจากการปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า จากนั้นไป Bodhgaya ไปสักการะสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ขึ้นเหนือไป Rajgir ซึ่งมีภูเขาคิชกูฏอันมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนามากมาย แวบไป Nalanda ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่และสำคัญมากในอดีต ไป Venuvan วัดแห่งแรกในพุทธศาสนา จากนั้นขึ้นต่อไป Vaisali สถานที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุ และ Kushinagar สถานที่ปรินิพพาน แล้วจึงขึ้นต่อไป Lumbini ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้า แล้วก็ยิงยาวกลับมา Varanasi แทนที่จะไป Sravati อย่างที่ตั้งใจ เพราะอยากมาชิวมาช้อปปิ้งในพาราณสีให้มากกว่านี้ เราใช้เวลาไปแปดวันค่ะ

 

สี่ เตรียมเอกสาร

อินเดียยังต้องใช้วีซ่า สำหรับกฎใหม่นี้ (ปี 2016) ต้องไปเสนอหน้าเพราะต้องถ่ายรูปและเก็บลายนิ้วมือค่ะ แต่พอเราทำพวกนี้ไปแล้ว ครั้งหน้าจะไปอินเดียอีกก็สามารถฝากคนอื่นมาทำแทนได้เลย เพราะมีข้อมูลเราในระบบแล้ว เลือกประเภท double หรือ multiple นะ เพราะต้องเข้า-ออกสองรอบ อย่าเลือกแบบ single เป็นพอ เอกสารที่จำเป็นดูในเว็บเอาแล้วกันนะ ทำไม่ยากเลย ส่วนวีซ่าเนปาลสามารถทำแบบ visa on arrival ได้ที่เขตแดน เตรียมรูปถ่ายไปด้วย เสียคนละ $25 (อยู่ได้ตั้ง 15 วัน) แต่ต้องเป็นแบงค์ US ที่ไม่มีรอยหมึก รอยปั้มนะ เราโดนมาแล้ว ดีที่มีนักท่องเที่ยวใจดีให้แลกแบงค์ ไม่งั้นล่ะลำบากอีก ส่วนการแลกเงิน จะบอกว่าช่วงที่เราไปเค้าเพิ่งยกเลิกแบงค์ 500 และ 1000 รูปี ทำให้การใช้จ่ายค่อนข้างลำบากค่ะ แลกตังที่สนามบินกลับได้การ์ดมารูด อย่างกับว่าทุกร้านอาหารทุกโรงแรมมันจะรับบัตรนั่นแหละ จะกดตังที่ตู้ ATM ก็รอคิวไปเถอะ ดีที่คุณพี่มิสราเราช่วยเหลือทุกอย่างเต็มความสามารถ แกแลกแบงค์เล็กมาเพียบเลย สบายแฮ แม้เงิน US จะใช้ได้ เรทก็ดี แต่เชื่อเถอะมันต้องใช้เงินรูปีในร้าน local บ้างค่ะ ส่วนเงินไทย เราเตรียมไปทำบุญอย่างเดียวเลย หลังๆ ช้อปหนักเกินก็เอาไปแลกรูปีต่อ ไปกี่ทีไม่เคยมีตังพอช้อปเลยค่ะ 😛 เพิ่มเติมเรื่องเอกสาร เวลาเข้าสนามบินเค้าจะตรวจเข้มมากกก กรุณาปริ้นท์ตั๋วไปทุกครั้งเค้าจะมีทหารยืนคุมทางเข้าขอดูเอกสารเลยล่ะ

 

ห้า เตรียมไว้จะได้สบาย
อันนี้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่เราเจอแล้วอยากให้ทุกคนเตรียมพร้อมไว้ก่อน –หนึ่ง เตรียมกินมังสวิรัติ การหาเนื้อสัตว์นั้นเป็นเรื่องไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอก แม้คนส่วนใหญ่เค้าจะกินมังฯและของหวานเป็นกิจวัตร แต่ถ้าคุณเห็นเค้าหักคอไก่ริมถนนแล้วล่ะคงกินไก่ไม่ลง มันเหม็นคาวทะลุกระจกรถเลย มันดูไม่สะอาดอ่ะ สักพักเห็นหมูหมาไก่วัวแพะรุมกินขยะริมทาง มันจะเกิดอาการเบื่อเนื้อสัตว์แบบอัตโนมัติเลย –สอง อ่านเงื่อนไขที่พักให้ละเอียด อันนี้ขำมาก เราพัก guesthouse ในพาราณสีโดยที่ไม่ทราบว่าเค้าเคร่งกินมังฯมากๆ เพื่อนเราเอาไข่ต้มไปกิน จากที่คุยกับป้าเจ้าของบ้านดีๆ ป้าแกเกือบไล่ออกจากบ้าน รีบหาถ้วยพลาสติกมาให้กินแยกจาน แถมสั่งให้เอาเปลือกไข่ไปทิ้งที่อื่นอีก จากที่ nice กับเรา กลายเป็นป้าโหดเลย (ฮาๆ) โป๊ะแตกอีกเมื่อเราพักโรงแรมในพุทธคยา ซึ่งอยู่ในรัฐพิหาร เราเรียกเด็กให้เอาเบียร์ไปแช่เย็นให้หน่อย นางอิดออดเล็กน้อยแต่ก็ยอมทำตาม แล้วบอกทีหลังว่ารัฐนี้เค้าห้ามกินเบียร์นะ เค้าจับเข้าตาราง….เอ่อ….  สุดท้ายเราต้องหอบกระป๋องเบียร์นั้นกลับมาทิ้งที่พาราณสีเพราะอยู่คนละรัฐกัน ค่ะ –สาม ที่วัดพุทธคยาตำรวจเข้มมากกกก พึงระวังถ้าจะเอามือถือเข้าไปถ่ายรูปนะคะ แอบให้เนียนล่ะ (ฮาๆ) –สี่ ต่อมันเข้าไป สาวๆนักช้อปอย่าได้กลัว ต่อไปเลยไม่ใช่แค่ครึ่งราคา แต่ต้องหนึ่งในสามค่ะ! –ห้า อย่ากินของข้างทางถ้าใจไม่กล้าพอ ‘ผลไม้’ ยังพอทนเพราะมันมีเปลือก ‘ถั่วคั่ว’ ก็พอไหว แม้จะกินแล้วเจ็บคอ ปอกเปลือกถั่วก้มมาดู มือนี่แดงเลยเพราะเค้าไม่ล้างเปลือก ‘ขนม’ มีอยู่หลากชนิด ส่วนใหญ่ถ้าไม่ทอดก็จะหวานมากๆ แบบแช่น้ำเชื่อมมาเลย หรือทั้งทอดทั้งหวาน (ฮาๆ) เป็นคนอินเดียนี่เสี่ยงหลายโรคเลยอ่ะน่าสงสาร ไม่พอเค้าเอากระดาษหนังสือพิมพ์มารอง แล้วใส่ถุงดำยื่นให้เราอีก เอิ่ม..ค่ะ..พอกันที ‘โยเกิร์ต’ ไม่รู้ว่าเค้าเรียก curd หรือ lassi แต่มันคือนมที่ต้มแล้วให้มันแข็งตัวนิดๆ กินในถ้วยดินเผา โรย spice บางอย่างด้านบน รสชาติคือนมบูดดีๆนี่เอง แต่อร่อยนะ (ฮาๆ) –หก เตรียมตังไปช้อปยาและผลิตภัณฑ์ Himalaya อันนี้ไม่ได้ค่าคอมฯค่ะ แต่ชอบมาก ของเค้าดี ราคาก็ถูก ฟินมากกกก แนะนำให้ไปหาซื้อในห้างที่พาราณสีก็ได้ มันยังพอมีความเจริญอยู่บ้าง ไปรัฐอื่นไม่รู้เค้าซื้อที่ไหนค่ะ หาไม่เจอไปซื้อที่สนามบินพาราณสีก็ได้ค่ะ
img_2332-copy
 หก เตรียมคำพูด
นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เราอยากบอก โดยเฉพาะคนที่เรารักทุกคน ว่า อย่าไปลำบากเลยนะ (ฮาๆ) มันอาจจะดูขำๆ แต่ให้เรากลับไปอีกรอบ ก็คงต้องคิดแล้วคิดอีก ถามว่าอิ่มบุญมั้ย ก็รู้สึกดีมากๆนะ ดีที่สุดคือการได้บอกบุญทุกคน ดีอีกอย่างคือเราได้เป็นส่วนนึงที่ได้ทำนุบำรุงศาสนาพุทธ และดีต่อใจที่เราได้ทำตามเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าได้ไปมันก็ดีค่ะ แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้ใครไปลำบากเหมือนที่เราเจอ กลัวเค้าจะรับไม่ได้สติหลุดกระเจิงอะไรทำนองนี้ (ฮาๆ) นึกแล้วสงสารค่ะ

 

อีกไม่นานจะมีรีวิวทริปแบบละเอียดนะคะ เผื่อเป็นประโยชน์ต่อคนที่อยากไปแบบนี้ โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

 

ธรรมะสวัสดี 🙂

ความทรงจำในอินเดีย

1 ปีผ่านไปไวมากๆค่ะ

เคยกลับมานึกดูมั้ยว่าวันนี้เมื่อปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง เหมือนอย่างที่เราเห็นใน Facebook วันนี้นึกครึ้มอยากทวนความทรงจำครั้งที่ไปเยือนอินเดียเป็นครั้งแรกดูค่ะ

ปล.มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเขียนไว้เมื่อปีที่แล้วด้วยนะ 🙂

….

ปกติแล้วทุกๆวันปีใหม่ เราจะชอบไป countdown ที่ต่างประเทศเก๋ๆ (ฮาๆ) มันเป็นเหมือนธรรมเนียมค่ะ เพราะไม่เคยอยู่กับที่บ้านมาตั้งแต่ปี 2008 เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2014 จริงๆตอนนั้นกลับมาจากเกาะตาชัยในวันส่งท้ายปีพอดี ก็ถือซะว่าคาบเกี่ยวระหว่างไปเที่ยวกับอยู่บ้านแล้วกันค่ะ (ฮาๆ) ดั้งนั้น ในปี 2015 ก็คิดว่าคงจะอยู่บ้านจริงๆจังๆซะที ใกล้ถึงวันส่งท้ายปีอีกสองเดือนเรากับเพื่อนก็จองตั๋วไปอินเดียได้ไงยังงงๆอยู่เลยค่ะ สิ่งที่จำได้คือ เรามีทริปไปเที่ยวที่อุบลฯกันก่อนวันไปแล้วดิชั้นเองก็มีทริปต่อไปเวียดนามตอนกลางเดือนมกราคมสรุปคือนอกจากไม่ได้อยู่บ้านในช่วงปีใหม่แล้ว ยังหายหน้าหายตาไปจากบ้านตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม ลากยาวกันไปเกือบจะสิ้นเดือนมกราคมกันเลยทีเดียว (ฮาๆ)

IMG_4553
ป้อมปราการแดง (Red Fort) ในม่านหมอก

ตอนที่จ่ายตังค่าตั๋วไปแล้วยังรู้สึกกลัวๆค่ะ ว่าเราจะไปอินเดียจริงๆเหรอ แต่ยิ่งหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตื่นเต้นอยากไปมากเท่านั้น มันรู้สึกท้าทายดีค่ะ แล้วก็รู้สึกว่า ประเทศนี้มีอะไรให้ค้นหาอีกมากมาย แม้ว่าเราจะได้ยินมาเยอะในด้านลบ แต่ท้ายที่สุดก็หยุดความอยากที่จะไปไม่ได้!! (จริงๆต้องไปเพราะจ่ายตังแล้วมากกว่า ฮาๆ)

แผนการมีอยู่ว่า เราจ้างรถพร้อมคนขับพาเราเที่ยวเมือง New Delhi, Agra, Jaipur, Jodhpur และ Pushkar ลักษณะคือขับรถวนเป็นวงกลมซึ่งเป็นรูปแบบทัวร์ที่เค้าจะขับกันอยู่ปกติ แต่เราเพิ่มเมือง Jodhpur เพราะอยากไปส่วนตัว และ Pushkar เพราะกลับนิวเดลีไม่ทันต้องแวะที่เมืองนี้ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์มั้งคะ จำไม่ได้แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามมากค่ะ เพราะถูกและสะดวกมากๆ ราคาเหมือนเช่ารถเฉยๆในเมืองไทย แต่ที่นู่นคือมีคนขับรถ พร้อมน้ำมันนะเออ บางทีแกก็แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวบ้าง โชคดีอีกอย่างคือได้คนขับรถที่น่ารักมากๆ แนะนำเราทุกอย่าง จริงใจและเป็นกันเอง ตอนนี้ยังติดต่อกันอยู่เลยอยากไปเยี่ยมแกอีกรอบ รอบหน้าจะจัดไปเมือง Varanasi แล้วไปล่องแม่น้ำคงคา โอย..อยากไปมากมาย 😀

ตัดมาฉากที่เราถึงนิวเดลีค่ะ ตอนนั้นจำได้ว่ายังตื่นเต้นอยู่ เพราะได้ยินมาเยอะ ใจนึงก็กล้า ใจนึงก็กลัว เดินมองกลุ่มผู้คนที่มารับผู้โดยสาร เอ๊ะทำไมไม่มีใครชูป้ายชื่อเราล่ะ? ทำยังไงดี นี่จะโดนตั้งแต่เริ่มทริปเลยเหรอ ที่ไหนได้คุณพี่ Mishra คนขับรถของเรา ชูป้ายอยู่ทางออกด้านนอกจ้า

เราพักที่ย่าน Paharganj ซึ่งเป็นย่านโด่งดังของนักท่องเที่ยวค่ะ เพราะ 1.ถูก 2.ที่พักเยอะมากๆ 3.ใกล้สถานีรถไฟหลักเพื่อไปเมืองต่างๆ คิดว่าแถวนี้คงโอเคคนเยอะ ปลอดภัย แต่เพราะมาถึงตอนเที่ยงคืน สิ่งที่สัมผัสได้คือมันมืดและเย็นมากๆ ดูโล่งๆ ร้างๆ ไม่มีมนุษย์เลยค่ะ คืนนั้นยังตื่นเต้นกันอยู่ คิดว่าอย่างน้อยก็มีคุณพี่ Mishra ที่ดูไว้ใจได้ ทริปที่กำลังจะเกิดขึ้นคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 🙂

เช้าวันถัดมา เราก็ได้สัมผัสความเป็นอินเดียจริงๆเสียที ถนนที่โล่งๆก็เต็มไปด้วยผู้คน ขอทาน ขยะ กลิ่นเหม็น เกินจะบรรยายจริงๆค่ะ ตอนนั้นรู้สึกรับไม่ค่อยได้ เหมือนอะไรเลวร้ายหลายๆอย่าง ถาโถมเข้ามาแบบไม่ทันได้ระวัง เดินได้สามก้าวมีขอทานประชิดตัว โอเค ไม่เดินเล่นแล้ว รอคุณ Mishra ในโรงแรมน่าจะปลอดภัยที่สุด

จริงๆแล้ว ความไม่สวยงามที่เราเห็นในอินเดียสอนเราได้เยอะค่ะ จากที่เห็นแล้วรู้สึกรังเกียจ รู้สึกยี้ แต่สุดท้ายเราก็ชินกับมัน แล้วก็ได้สัจธรรมด้วยว่า ยังมีคนอีกมากที่ทุกข์ยาก ความทุกข์ของเรานั้นไม่มีความหมายเลยเมื่อเทียบกับคนที่เค้าลำบากที่นี่ น่าสงสารจริงๆค่ะ

วันแรกในนิวเดลีสนุกมากๆเลย เราไปเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของ Red Fort ไปโฉบ Humayun’s Tomb แถวๆนอกเมืองนิด แล้วก็แวบไป Gandhi Smriti และ Lotus Temple อย่างละหน่อย ส่ิงที่ประทับใจที่สุดคือป้อมปราการแดง ประทับใจมากค่ะ ไม่นึกว่าในเมืองที่วุ่นวายเช่นนี้จะมีส่ิงที่อลังการงานสร้างได้ขนาดนี้ แต่เราก็เที่ยวได้ไม่เยอะ ไม่ใช่เพราะรถติดในเมืองเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นเพราะเราถ่ายรูปกันเพลินทั้งกับเราเองและกับคนอื่น! ได้ยินว่าคนอินเดียชอบโดนถ่ายรูป แต่ไม่นึกว่า เค้าจะอยากถ่ายรูปกับเราด้วยมากๆ ตอนแรกก็งงๆ สงสัยว่ามันคืออะไร ไม่ได้หาข้อมูลมา ก็เลยถามคุณ Mishra ได้ความว่า

….ไม่ต้องสงสัยหรอก เป็นเรื่องปกติ เค้าอยากถ่ายรูปกับคุณเพราะคุณสวยไง…

เอ่อ…งงหนักกว่าเดิม ฮาๆๆ นี่พูดจริงใช่มั้ย ฮาๆ ตอนนั้นคิดเองว่า พวกเค้าคงเห็นเราเป็นคนประหลาดมั้ง เพราะตอนนั้นย้อมผมสีเขียวๆทองๆค่ะ ฮาๆ 😀 แต่ยังค่ะ ยังไม่จบ เย็นนั้นเราไปชิม Starbucks ที่ Connaught Place คราวนี้ให้อารมณ์เหมือนดาราเดินเข้าร้านค่ะ (ฮาๆ) รู้สึกไม่มีความเป็นส่วนตัว คนรอบข้างซุบซิบอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับดิชั้น ตอกย้ำความคิดของดิชั้นด้วยการที่พนักงานในร้านทุกคน (ย้ำว่าทุกคน) ขอถ่ายรูปร่วมกันกับดิชั้นค่ะ!!! เอาจริงๆ คือมีคนขอถ่ายรูปด้วยเกือบทุกวันจ้า..ดังมั้ยล่ะ 😀

วันถัดไปเราไปเมืองอักราซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งของทัชมาฮาล และบ้านคุณพี่คนขับรถของเราค่ะ เนื่องด้วยเราขับรถมาจากนิวเดลีมาถึงนี่ก็บ่ายแล้ว เราจึงวางแผนไปทัชมาฮาลในวันรุ่งขึ้นเพราะจะได้อยู่กับมันให้นานๆ ชื่นชมความงามให้ได้ดั่งใจ ดังนั้น เราจึงไปเที่ยวที่อื่นกันก่อนนั่นคือ Tomb of Itimad-ud-Daulah เค้าบอกว่ามันคล้ายๆกับทัชมาฮาลแต่เล็กกว่ามาก และ Mehtab Bagh นั่นคือสวนตรงข้ามทัชมาฮาลค่ะ บ่ายสามพอดีเราไปเช็คอินที่พัก แต่เจ้าของบ้านดันบอกว่าให้เราไปทัชมาฮาลซะตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะอากาศเปิดมีแดดเป็นวันแรกในรอบสัปดาห์ พรุ่งนี้อาจไม่โชคดีก็ได้ โอเคค่ะ ตั้งแต่เช้าไม่ได้กินอะไรก็ช่างมันค่ะ ไปทัชมาฮาลโลด 🙂

ภาพแรกที่เห็นทัชมาฮาลขอบอกว่ามันบอกไม่ถูกค่ะ มันสวยกว่าในรูปมากจริงๆ มันใหญ่ อลังการ โอ่อ่า งดงามไร้ที่ติเลยค่ะ รู้สึกดีมากๆที่ได้มาชมหนึ่งในส่ิงมหัศจรรย์ของโลกในวันส่งท้ายของปี 2014 ในขณะนั้น 🙂

IMG_5030
ทัชมาฮาลสวยมากๆ (Taj Mahal)

วันแรกของปี 2015 เราก็ไปเที่ยวในเมืองอักรากันต่อ ที่ได้ไปชมก็มี Agra Fort อลังการไม่แพ้ Red Fort ค่ะ และ Sikandra ไม่อธิบายว่าเป็นอะไรนะคะ ก็คล้ายๆเป็นอนุสรณ์สถานอะไรทำนองนั้น  (ฮาๆ) ส่วนตัวมองว่าเมืองนี้คือทัชมาฮาลเท่านั้นที่ควรมาชม

วันถัดไปเรานั่งรถยาวไปเมืองชัยปุระ (Jaipur) ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนานค่ะ 3-4 ชั่วโมง ระหว่างทางก็มีสถานที่ให้ชม เช่น Fatehpur Sikri เป็นเมืองโบราณบนเขา สวยมากเวลามองจากที่ไกลๆ และ Abhaneri อันนี้เป็นบ่อน้ำในสมัยก่อน ส่วนตัวชอบอันนี้มากๆค่ะเพราะมันใหญ่มากแล้วก็ดูซับซ้อนกว่าที่คนแต่แรกจะคิดและทำได้ ในที่สุดเราก็มาถึงเมืองชัยปุระซึ่งเป็นเมืองหลักของรัฐราชสถาน เมืองนี้มีชื่อเล่นว่าเมืองสีชมพูเพราะตึกช่วงเมืองเก่าเค้าเป็นสีชมพูค่ะ ส่วนรัฐราชสถานหมายถึงรัฐที่มีราชาอยู่หลายๆพระองค์ค่ะ เค้าก็จะมีสถานที่ท่องเที่ยวเป็นวังอะไรอย่างนี้เยอะเลย ดิชั้นเลยตัดสินใจพักหรูเลยค่ะรอบนี้ จองโรงแรมมีชื่อห้อยท้ายว่า Palace เผื่อจะได้นอนในวังบ้าง ปรากฎว่ามันคือวังเก่าของครอบครัวที่มียศอะไรประมาณนั้นค่ะ คือเป็นวังจริงๆ โอ้ว ตื่นเต้นมากค่ะ แทบไม่อยากออกจากที่นั่นเลย สวยและสบายมาก ขอมโนเป็นเจ้าหญิงแป๊บ (ฮาๆ)

IMG_5342
Hawa Mahal (Wind Palace) สวยมากถ้าแดดดีหน่อย

ที่ชัยปุระมีอะไรให้ดูเยอะมากๆค่ะ วันเดียวไม่ค่อยพอ จำได้ว่าเราไป Amber Fort, Hawa Mahal, Jal Mahal และ City Palace ไม่อธิบายว่ามันคืออะไรนะคะ แต่ทุกที่คือสวยอลังการทั้งนั้นเลย สิ่งเดียวที่ไม่ปลื้มคือค่าตั๋วค่ะ แพงมากๆ อันที่จริงนักท่องเที่ยวก็จะโดนคิดค่าตั๋วแพงกว่าคนอินเดียอยู่แล้ว แต่เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในสัญญา BIMSTEC อะไรสักอย่างค่ะ ทำให้นักท่องเที่ยวไทยแสดงหนังสือเดินทางก็สามารถได้ส่วนลดจ่ายเท่าคนอินเดียนะ แต่สามารถใช้ได้ในนิวเดลีและอักราค่ะ ที่นี่และที่เมืองโชธปุระ (Jodhpur) ที่เรากำลังจะไป ใช้รูปแบบนี้ไม่ได้ 😦 เพราะอยู่คนละรัฐกัน (ยังงงๆอยู่ว่าทำไม) คราวนี้ต้องจ่ายเท่าเพื่อนก็เลยต้องบ่นสักนิดค่ะ เพราะแพงขึ้นมามากมายก่ายกอง จาก 10 รูปี เป็น 400 รูปี รับไม่ด้าาย….. 😦

ปกติแล้วเค้าจะวางแผนเที่ยวจากนิวเดลีไปอักราและชัยปุระ แล้วจึงกลับนิวเดลีเป็นวงกลม ได้ที่เที่ยวครบในช่วงวันที่เหมาะสม แต่ด้วยความที่ตัวเองอยากไปเมืองโชธปุระมากๆ (ชื่อเล่นคือเมืองสีฟ้า) ซึ่งเอาจริงๆคือค่อนข้างนอกแผนเพราะไกลไป แต่เพราะตัวดิชั้นเป็นคนจัดทัวร์ ก็เลยจัดให้ตัวเองได้ไปค่ะ (ฮาๆ) ไม่รู้ทำไมถึงอยากไปมาก คิดว่าถ้าได้ขึ้นไปบน Mehrangarh Fort แล้วมองลงมาดูเมืองสีฟ้าๆ มันคงจะดีมากๆแค่นั้นเองค่ะ

IMG_5759
วิวจากโรงแรมตอนเช้าตรู่ที่โชธปุระ (Jodhpur)

ระยะทางนั้นไกลมากค่ะ สามร้อยกว่ากิโล บ้านเราอาจใช้เวลา 4 ชั่วโมงเหลือๆ แต่ที่นี่ไม่ใช่ค่ะเค้าใช้อีกเท่านึงน่าจะได้ เพราะถนนไม่ค่อยดีเหมือนในนิวเดลี xo ระหว่างทางก็ได้ดูทะเลทรายเพลินๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ามาไม่กี่วันจะไปจัยแซลเมียร์ (Jaisaimer) หรือเมืองสีทอง เด่นเรื่องทะเลทรายและเมืองเป็นสีทอง ไปนอนกลางทะเลทรายสัก 2 คืน อืมม.. ไกลกว่าโชธปุระไม่รู้เท่าไหร่ หมดสิทธิค่ะ 😦 ภาพตัดมาเรามาถึงเมืองโชธปุระตอนเย็นๆ คุณพี่ Mishra พาไปร้านของพวก Bishnoi ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความเชื่อเฉพาะกลุ่ม กลุ่มนี้ดังมากนะคะแต่จำเรื่องไม่ได้ (ฮาๆ) เป็นเรื่องปกติที่เค้าต้องพามาเก็บแต้มตามร้านขายของต่างๆ แต่ขอบอกว่าพาไปที่ไหน ดิชั้นก็ซื้อมันทุกเมืองนี่แหละค่ะ ของแปลก สวย หายาก มีสไตล์ (อันนี้คิดเอง ฮา) และถูกมากๆ ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว

ที่พักเราอยู่ในตรอกที่รถห้ามเข้า แต่เราสามารถนั่งตุ๊กๆเข้าไปได้ค่ะ อยากบอกว่าประทับใจที่พักอีกแล้วเพราะเป็นโรงแรมเล็กๆที่มีสไตล์ตกแต่งฮิปๆแบบอินเดีย ดาดฟ้าก็ดีงามค่ะ เราตื่นตีห้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมๆกับดูเมืองสีฟ้าไปด้วย จิบกาแฟร้อนๆไปด้วย ฟินมาก

IMG_5816
ในป้อม Mehrangarh

เช้าวันนั้น เราขึ้นต่อไปที่ป้อม Mehrangarh สวยอีกแล้วค่ะ การจัดการของเจ้าหน้าที่ก็ดีมากค่ะ รู้สึกว่าเค้าใส่ใจ และอยากรักษาประวัติศาสตร์ไว้จริงๆ เพลิดเพลินกับการเดินชมป้อมนี้มาก ไม่นานเราแวบไปที่ Jaswant Thada แล้วก็ต้องจากเมืองนี้ไปภายในวันนั้นเลย เสียดายมากจริงๆ อยากอยู่นานๆ

เย็นย่ำเรามาถึงที่เมือง Pushkar เมืองนี้คุณพี่ Mishra แนะนำให้พักเพราะจากโชธปุระไปนิวเดลีมันนานเกินไปค่ะ ยอมรับว่าไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับเมืองนี้ รู้ว่ามีวัด Brahma ที่สำคัญต่อศาสนาฮินดูมากๆ และทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ คุณพี่แกบอกว่าเมืองนี้เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ เราไม่เข้าใจความหมายจนกระทั่งได้สั่งอาหารค่ะ ทำไมน่ะเหรอ เพราะเมืองนี้ไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิดค่าาา เค้าเคร่งกันทั้งเมือง โถ่..แกงแพะกับนานชีส หมดกัน (ฮาๆ)

แล้วเราก็มาจบที่นิวเดลีอย่างปลอดภัยค่ะ ได้เก็บรายละเอียดอีกเล็กน้อยก่อนกลับ 8 วันในอินเดียตอนกลางเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ มีความสุขและสนุกมากๆ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้เล่าเลย จริงๆต้องขอบคุณคุณพี่ Mishra ที่ดีกับเรามากๆ ถ้าได้คนอื่นมาขับคงไม่ดีเท่านี้ พูดเลย

ถ้าเรามัวแต่ฟังความด้านเดียวมากไปก็ไม่ได้นะ ข้อมูลที่ถูกต้องก็ต้องฟังความอีกด้าน แล้วทีนี้ค่อยมาวิเคราะห์ว่าควรจะเชื่อหรือไม่ อินเดียก็เช่นกันค่ะ ได้ยินมาว่ายังไงอย่าไปเชื่อก่อน ลองไปดูแล้วจะรู้ 🙂 ไม่ปฏิเสธว่าเรื่องราวด้านลบก็มี แต่จะมีด้านดีบ้างไม่ได้เหรอไง? ส่วนตัวชอบความงามของตึก สถาปัตยกรรม ฯลฯ มากๆ มันสวยจนลืมของไม่สวยไปเลย อาหารก็เช่นกัน คืออร่อยมากๆเลยนะ แวะมากรุงเทพทีไรต้องไปหาอาหารอินเดียกินให้หายคิดถึง พวกมิจฉาชีพต่างๆก็มี และมีทุกที่ในโลกเถอะ แต่ถ้าเรามีข้อมูลที่ดี เตรียมตัวมาดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ สุดท้ายเชื่อมั่นเลยว่าจะมีครั้งต่อๆไปแน่นอนเพราะมีแผนการเต็มไปหมดว่าจะไปไหนต่อบ้าง  อินเดีย เร็วๆนี้เราคงเจอกันอีก 🙂

เยอรมันซันเดย์ (ทำไมญี่ปุ่นไม่รับทิป แต่มีเซอร์วิสที่ดีที่สุดในโลก)

เล่มนี้มีที่มาที่ไปค่ะ

เอาจริงๆคือ ชอบปกค่ะ (ฮาๆ) เห็นอะไรเป็นธงชาติเยอรมันไม่ได้ ต้องเปิดอ่านทุกที ขนาดว่าหนังสือท่องเที่ยวประเทศเยอรมัน เป็นเพียงเล่มแรกและเล่มเดียวที่ซื้อมาอ่าน เพราะส่วนตัวไม่ชอบหนังสือนำเที่ยวอะไรประมาณนี้ แต่ถามว่าอ่านจบมั้ย เจ้าตัวก็จำไม่ได้เพราะมันนานมากแล้วลืมหมดแล้ว แต่เอาเป็นว่าชอบประเทศนี้มากโดยไม่มีเหตุผล จริงๆก็มีสาเหตุล่ะค่ะแต่ไม่อยากบอก ไร้สาระเกิน

อ่ะกลับมาที่หนังสือเล่มนี้กันเถอะค่ะ…

หนังสือเล่มนี้เป็นการยกตัวอย่างประเทศที่มีวัฒนธรรมที่ดี น่าเอาเป็นตัวอย่าง และแตกต่างกัน 7 ประเทศ อันประกอบไปด้วย เยอรมัน อังกฤษ อินเดีย อเมริกา ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย โดยผ่านการเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมเหล่านั้น และบอกถึงที่มาของวัฒนธรรมนั้นๆ อีกด้วย อ่านแล้วเพลินมากค่ะ เหมือนอ่านข้อเท็จจริงที่บางครั้งเข้าใจยาก แต่พอมีตัวอย่างหรือที่มาที่ไป มันก็สร้างเป็นลิ้งค์ในสมอง ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายๆ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ รู้ว่าทำไมประเทศเค้าถึงเจริญ ทำไมเค้าถึงเป็นแบบนี้แบบนั้น ทำให้เราเข้าใจคนของประเทศเค้า ไม่พอ บางครั้งเราก็อาจนำวิธีคิดของเค้ามาปรับใช้กับการใช้ชีวิตเราได้เหมือนกันค่ะ

ยกตัวอย่างประเทศเยอรมัน ขึ้นชื่อปกเลยว่า ‘เยอรมันซันเดย์’ หมายความว่าคนเยอรมัน ‘ต้อง’ ทำสิ่งนึงในวันอาทิตย์ นั่นคือการไป park เออเราอ่านแล้วก็แปลกใจ คือเค้าให้ทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัว โดยเฉพาะวันอาทิตย์ ห้างจะปิดหรือเปิดไม่กี่ชั่วโมง ไม่มั่นใจ แต่วันนั้นต้องเป็นวันว่างที่ต้องไปพักผ่อนหย่อนใจกันในสวน ยังมีรายละเอียดอีกมากแต่จำไม่ได้แล้ว (ฮาๆ) แต่เหตุผลเลยก็คือ ตอนที่คนเยอรมันเค้าทำงาน เค้าก็จริงจังมาก social network นี่คือห้ามแตะ พอเลิกงานก็กลับบ้านอยู่กับครอบครัว แต่บ้านเราตอนทำงานก็โม้บ้าง เช็ค facebook บ้าง พอทำงานจริงๆก็เลยไม่เสร็จสักที กลับบ้านดึกดื่น บลาๆ จนอาจกลายเป็นปัญหาครอบครัว เพราะกลับดึกทุกวัน อะไรประมาณนี้ล่ะค่ะ

ในแต่ละบท เค้าก็จะตั้งคำถามให้เราสงสัยว่า ทำไมคนเยอรมันทำงานน้อยแต่ได้ปริมาณงานมาก? (อันนี้คุณๆคงทราบแล้ว เพราะเค้าทำงานจริงๆ) ทำไมคนอังกฤษถึงก้าวหน้าชาวบ้านอยู่เรื่อย? ทำไมอเมริกาไม่เคยตื่นจากฝัน? ทำไมจีนกลับหลังหันก็เพื่อเผชิญหน้า? ทำไมอินเดียเป็นประเทศที่ยิ่งกว่าประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุด? ทำไมออสเตรเลียเชียร์มวยรองบ่อน? และทำไมญี่ปุ่นไม่รับทิป แต่เซอร์วิสดีที่สุดในโลก? ถ้าสงสัยก็ลองหามาอ่านดูนะคะ สนุกและได้ความรู้อีกด้วย 😀

ปล. ถ้ายิ่งได้เคยไปประเทศเหล่านี้แล้ว ก็จะยิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งค่ะ พูดเลย!
IMG_5297

หิมาลัยต้องใช้หูฟัง โดย หมอเก๋อ คัมภีร์ สรวมศิริ

IMG_4312

ครั้งแรกเมื่อได้ยินชื่อหนังสือก็นึกถึงแนวโรแมนติกค่ะ แบบว่า ไปเที่ยวบริเวณเทือกเขาหิมาลัย แล้วก็หลับตาฟังเสียงลมเพรียกหา ฟังเสียงกระซิบของหุบเขา อะไรอย่างงี้อ่ะค่ะ (ฮาๆ) ลูงทุ่งจริงๆ ค่ะ (ฮาๆ) ขอฮาอีกรอบ 🙂

คราวนี้พอลองเปิดดูบทนำ คำนำ ก็เข้าใจว่า อ๋อ คงเป็นแนวท่องเที่ยวผจญภัยกลางหุบเขาหิมาลัยธรรมดาๆแบบทั่วไปนี่เอง เปิดอ่านไปเรื่อยๆก็คงจะเบื่อ เพราะมีหลายเล่มที่เขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แล้วเราไม่ชอบ ซึ่งเค้าอาจจะเขียนดีนะคะ แต่วิธีการเขียนของเค้าอาจจะไม่ถูกจริตเราก็ได้

แต่…ประเด็นของหนังสือเล่มนี้มันไม่ธรรมดาน่ะสิคะ

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณหมอที่เดินทางไปค่าย HHE (Himalayan Health Exchange) แถวๆเแคว้นแคชเมียร์ ในประเทศอินเดียเป็นเวลาหนึ่งเดือน! โดยเป็นค่ายที่มีหมอจากหลายๆมุมโลกเดินทางมาให้การรักษาเบื้องต้นแก่ผู้คนบนเขาบนพื้นที่ห่างไกลที่ต้องเดินเท้าเข้าไปเป็นวันๆค่ะ ซึ่งค่ายนี้นอกจากจะได้ประสบการณ์ที่ดีแล้ว ยังได้ท่องเที่ยวแบบลุยๆอีกด้วย ต้องกางเต้นท์นอน เข้าส้วมกันกลางป่า อาบน้ำกันแบบกางผ้าใบขึงไว้เฉยๆ ต้องเดินวันละหลายชั่วโมง บางวันอาจจะไม่เหนื่อยมาก แต่บางวันเฉียดตายก็มี เพราะต้องเดินอยู่บนเทือกเขา อากาศน้อย อาจมีอาการแทรกซ้อนเนื่องจากอ๊อกซิเจนต่ำหรือโรคเป็นอื่นๆได้ค่ะเพราะเดินกันเหนื่อยจริงๆ ต้องฟิตร่างกายมาในระดับนึงเลยทีเดียว

มิตรภาพระหว่างทางกับคนไข้ หรือกับชาวบ้านก็ดี มิตรภาพกับเพื่อนๆหมอที่มาลุยด้วยกัน หรือกับเจ้าหน้าที่ก็ดี วิวและบรรยากาศระหว่างทางก็ดี ประสบการณ์การรักษาท่ามกลางอากาศหนาวและที่โล่งแจ้งก็ดี การเดินเท้าที่ทรหดและการดำรงชีพในแคมป์ก็ดี ฯลฯ ก็เพียงพอแล้วที่จะเล่าเป็นหนังสือสนุกๆ สักหนึ่งเล่มค่ะ

ขอบอกว่าอ่านจนติดค่ะ สนุกมาก อยากรู้ว่าวันนี้คุณหมอต้องเจออะไรบ้าง แล้วเราก็พยายามจินตนาการว่ามันจะเป็นยังไงบ้างถ้าเราไปตรงนั้นด้วย อิจฉาคุณหมอลึกๆที่ได้ trekking ท่ามกลางหุบเขาหิมาลัยที่เราหลงใหลค่ะ เพราะเราก็แอบวาดหวังว่าสักวันคงได้ไปแคชเมียร์บ้าง โปรแกรมตอนนี้มีแพลนไว้หมดแล้วค่ะ ขาดแค่เวลาเท่านั้น (ฮาๆ)

ความสุขในการอ่านหนังสือเล่มนี้มีอีกอย่างนึง คือคุณหมอเป็นช่างภาพมือสมัครเล่นที่ถ่ายรูปสวยใช่เล่นค่ะ ภาพสวยมากๆ ทำให้เราจินตนาการภาพตามได้ไม่ยากเลย อ่านเพลินจริงๆค่ะ 😀

An impressive journey in Sikkim, ประทับใจมิรู้ลืม… :)

IMG_0227
การเขียนรีวิวท่องเที่ยวครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เขียนด้วยภาษาแม่ นั่นก็คือภาษาไทยค่ะ เพราะอยากให้เพื่อนๆได้เข้าถึงอรรถรส ความสนุก ความโหด มันส์ ฮา แบบถึงอารมณ์ เอาจริงๆคือ เขียนภาษาอังกฤษมันยากอ่ะ (ฮาๆ) ทริปนี้วางแผนกับเพื่อน(ต่างวัย)แบบลับๆ ไม่อยากให้ใครรู้ เพราะบอกเค้าไว้มากว่า ‘ไม่ไปไหนแล้วจ่ะ…’ พอทำตามที่สัญญาไว้ไม่ได้ก็เกิดอาการละอายใจ วิเคราะห์ดูแล้วเราน่าจะเป็น addicted to travelling แบบขั้นสุด เห็นอะไรน่าสนใจ เห็น timing เป็นใจก็อดไม่ได้ เฮ้อ ครั้งนี้บอกเลยเพราะวีซ่าเป็นใจ ยังมีโควต้าเหลืออีกหนึ่งครั้งแบบไม่ต้องทำวีซ่าใหม่

นี่เป็นแค่หนึ่งปัจจัยค่ะ ตอนแรกตัวเองไม่ได้อยากไปเท่าไหร่เพราะดูการเดินทางยากลำบากเหลือเกิน เส้นทางลัดเลาะภูเขา ข้ามเขาลูกนั้นลูกนี้ ฝนตก ดินถล่ม ทางปิดอีก เอ่อ นี่เราจะเอาชีวิตไปเสี่ยงเหรอ? สุดท้ายก็ทำใจให้ไปได้เพราะอยากแวะเมือง Darjeeling นั่นเอง การไปอินเดียครั้งที่สองมองอะไรง่ายๆสบายๆไปหมด ความแออัด ความสกปรก รถติด ฯลฯ กลายเป็นเรื่องธรรมดา ครั้งนี้แปลกหน่อยคืออากาศร้อนตอนบินลงที่เมือง Bagdora จากนั้นเราก็นั่งรถที่เราให้ทางโรงแรมจองให้ คือ Chevy คันเล็กๆน่ารัก ค่อยๆปีนเขาขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านหลุมผ่านทางวิบากระดับ 1 (ซึ่งตอนนั้นคิดว่าโหดมากแล้ว) แล้วเราก็ถึง Rangpo เมืองแรกก่อนเข้า Sikkim ตอนแรกกลัวคนจะเยอะ แต่เพราะเราไม่ได้มากับ shared jeep (รถ jeep ยี่ห้อ Tata นั่งเบียดกันสิบคน คละคลุ้งกลิ่นแขกรัญจวนใจ) เลยไม่มีคิวค่ะ Staff หน้าตาใจดี ถามว่ามียาหม่องมาฝากมั้ย พอแปลออกนี่ฮาเลย เราเลยเอาน้ำมันเขียวสูตรพิเศษจากภาคใต้ให้เค้าลองใช้ก่อนจะจากมาพร้อมรอยยิ้ม 🙂
IMG_0292
อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ พอๆกับเมฆฝนที่เริ่มตั้งเค้าและความสูงชันที่เพิ่มขึ้น ในที่สุดเราก็มาถึง Gangtok ตอนเย็นย่ำ ใช้เวลาเดินทางประมาน 5 ชั่วโมง ลักษณะของเมืองเป็นการสร้างบนไหล่เขาที่สูงลิบ อัดแน่นกันอยู่เป็นเมืองใหญ่ๆ ทึ่งกับการออกแบบมากเพราะมันสร้างยากนะ วิวบ้านบางหลังนี่คือรีสอร์ทหรู 5 ดาวได้เลยอ่ะ สวยดี ความแปลกอีกอย่างคือผู้คนที่นี่ดูไม่เหมือนคนอินเดียเอาซะเลย เหมือนคนทิเบต ภูฏาน เนปาล อินเดีย จีน รวมๆกัน บางครั้งเห็นคนตัวขาวๆ หน้าจีนๆ แต่พูดฮินดีจ้า แปลกตาสุดๆ สองคืนแรกเราพักกันแถวๆ M.G.Road หรือถนนมหาตมะคานที ที่เปรียบเหมือนถนนสายหลักที่ต้องมีทุกเมือง มีร้านรวงให้ช็อปตลอดทั้งสองฝั่งแต่สักทุ่มนึงร้านก็เริ่มปิด แถมเปิดก็เลท มีวันนึงจะไปเดินช็อปวันเสาร์ อ่าว ไม่ค่อยมีร้านไหนเปิดอีก ต้องเช็คดีๆค่ะ บนถนนนั้นมีร้านที่แนะนำ คือ Taste of Tibet และ Baker’s Cafe’ จริงๆได้ไปกินแค่สองที่นี้แหละ (ฮาๆ) ยังมีร้านอื่นน่าลองอยู่นะ ส่วนตัวชอบร้านทิเบตมากเพราะอาหารอร่อย ไปกินสองรอบเลยจ้า 🙂
IMG_0289
เช้าวันต่อมาเราแพลนไป วัด Rumtok ซึ่งอยู่บนเขาอีกฟากนึงจาก Gangtok ด้วยความอยากลองของเรานั่ง shared jeep ไปคนละ 40 รูปี แวบแรกที่เข้าไปนั่งคือกลิ่นแขกที่ยังติดเบาะผ้าเหี่ยวๆ ดมยาดมแทบไม่ทันค่ะ พี่เพลียมาก ดีที่เราได้ผู้ร่วมเดินทางเพียง 7 คน ไม่คับแคบเท่าไหร่นัก แต่กว่าจะถึงวัดก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน เพราะต้องนั่งเกร็งๆแบบกลัวๆเพราะพี่แกขับได้เปรี้ยวมาก วัดแห่งนี้ดูสงบ สวยและแปลกตา อาจเพราะเป็นสไตล์ทิเบตที่เราไม่เคยเห็นก็ได้ ประทับใจดีค่ะ ขากลับก็แวะที่พิพิธภัณฑ์ทิเบตอีก เอาให้เต็มอิ่มจ้า เย็นนั้นเราเดินหา agency เพื่อพาเราไป North Sikkim และทะเลสาบ Tsomgo ที่ต้องใช้ agency เพราะเค้าต้องจัดการ permit ให้เราล่วงหน้า 1 วัน ต้องเตรียมรูปถ่าย สำเนาบัตร สำเนาวีซ่ากันวุ่นวาย คือใช้เยอะจริงๆ อ่ะค่ะ

ได้ยินมาว่าการไป North Sikkim 3วัน 2คืนนี้ ควรจะแบ่งเสื้อจัดกระเป๋าไว้ให้พอดี แล้วเอาไปเฉพาะที่จำเป็น นอกนั้นให้ฝากไว้ที่ Gangtok นี่แหละ เราก็ทำตามแต่สุดท้ายก็เอากระเป๋าไปทุกใบ เพราะรถ 4wheel ที่นั่งมันกว้างมาก คือเค้าไปกันหลายๆคนไงเลยวางกระเป๋าไม่ได้ นี่ไปกันแค่สองคน ก็เลยสบาย การเดินทางเริ่มต้นขึ้นสายๆ เราลัดเลาะภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ขึ้น-ลง ข้ามสะพานไปอย่างนี้เรื่อยๆ แบบไร้ที่สิ้นสุด ถนนก็ดีบ้าง เลวบ้างเป็นช่วงๆ แต่ถ้าเลวนี่คือเลวร้ายมากนะ ให้นึกสภาพการตัดภูเขาออกเพื่อใช้เป็นถนน แปลว่าถนนแคบและลื่นมากโดยเฉพาะช่วงฝนตก หินดินทรายพร้อมจะไถลมาปิดถนนได้ตลอด สภาพถนนคือนั่งจนคอเคล็ดเพราะหลุมเยอะมาก บางช่วงนี้หัวกระแทกหลังคารถจ้า การขับรถสวนกันนี้คือต้องลุ้นว่าใครอยู่ด้านเหวเพราะคุณจะเสียวสยองมาก ยิ่งผั่งที่นั่งใครอยู่ด้านเหวด้วยแล้วคุณจะเสียวเป็นสองเท่า ความรู้สึกเหมือนกับเรากำลังนั่งรถไฟเหาะแต่มันน่ากลัวกว่านั้นเพราะถ้าตกลงไปคือไม่มีทางรอดชีวิตค่ะ อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ก็ไม่ได้ถึงกับแย่เกินไปเพราะวิวข้างทางค่ะ ยอมรับว่าไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ต้นไม้ใบหญ้า แม่น้ำ ภูเขา สวยเกินบรรยายจริงๆ อารมณ์แบบเห็นแล้วมีความสุขอ่ะค่ะ มันรู้สึกอิ่มเอมใจ ฮาๆ 😀
IMG_0738
ไม่รู้หลับไปเมื่อไหร่ ตื่นมาอีกครั้งเราก็เห็นสภาพต้นไม้แบบทุนดรา (เป็นความรู้สึกค่ะ ไม่ใช่ทุนดราจริงจังแต่อย่างใด) คือต้นไม้แปลกๆไปจนกระทั่งมีมอส ไลเคน และแทบไม่มีต้นไม้ อากาศนี้เย็นอย่าบอกใคร แล้วเราก็ถึงเมืองLachen ประมาณ 5 โมงเย็น (ออก 10 โมงเช้า -_-) ขื่อเหมือนอยู่สวิสแต่ไม่ใช่นะแม้ว่าอากาศอาจจะคล้ายๆกันอยู่ สิ่งที่ surprised มากๆไม่ใช้บรรยากาศเมืองเล็กๆ อากาศเย็นยะเยือก หรือวิวภูเขาขมุกขมัวไม่มีแดดแต่อย่างใด แต่มันคือ….การลืมกระเป๋าที่จัดเตรียมไว้สำหรับอากาศหนาวที่ North Sikkim 3 วัน 2 คืน ไว้ที่โรงแรมใน Gangtok ค่าาาา!!! นั่นหมายความว่า เสื้อผ้าอุ่นๆ สบู่แชมพู ครีมบำรุง ไดร์เป่าผม เครื่องสำอาง ฯลฯ ไม่ได้มาเที่ยวด้วยกันนั่นเอง failed สุดๆเพราะไม่เคยพลาดท่าอะไรมากมายขนาดนี้มาก่อนค่ะ 😦

วันถัดมาเราออกกันแต่เช้าค่ะเพื่อไปยัง Chopta Valley แต่ไม่ทันได้ไปไหนเราก็เห็นหิมะอยู่บนยอดเขาข้างหลังที่พักเรานี่เอง เพราะวันนี้ฟ้าเปิดแล้ว แดดดีเชียว ต้องบอกว่ามันเป็นอะไรที่เยี่ยมยอดมากค่ะแม้ว่าตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาจะนอนทรมานเพียงใด หรือต้องคิดหาวิธีดำรงชีวิตโดยขาดของใช้ส่วนตัวที่ลืมไที่ Gangtok ก็ตาม และยังเป็นคืนที่ขาดการเล่น Social Network อย่างสิ้นเชิงเพราะหาสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ได้อีก แต่ดิชั้นก็ยัง Happy ค่ะ เพราะวิวที่เราเห็นระหว่างทางไปนั้นสวยงามเหลือเกิน คือลืมไปเลยว่าใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะถึงจุดหมายของเรา เพราะมัวแต่ดูข้างทางจนเพลิน ยิ่งช่วงที่เราอยู่ในโซนหนาวๆ ต้นไม้ขึ้นน้อยนิดแต่ดอกไม้ใบหญ้าเยอะแยะเต็มสองข้างทาง สีม่วง สีเหลือง สีขาว สีชมพู น่ารักไปหมด นี่เป็นข้อดีที่มาช่วงเข้าหน้าร้อนนั่นเองค่ะ แล้วก็เป็นช่วงที่ดีที่สุดถ้ายังอยากเห็นหิมะแบบอากาศไม่ได้เลวร้ายมาก 🙂
IMG_0619
สิ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างเดียวคือความเย็นค่ะ แม้จะไม่ได้เลวร้ายมากอย่างที่บอก แต่ตอนนั้นคงใกล้ติดลบเต็มที ไม่อยากนึกว่าถ้าเรามาช่วงหน้าหนาวเราจะดำรงชีวิตอย่างไร เราแวะกินชาร้อนกันที่หมู่บ้าน Thangu ให้นึกถึงทางถนนที่มีคูน้ำเล็กๆทั้งสองข้าง น้ำใสแจ๋ว บ้านเรือนสองข้างทางอย่างมากแค่สองขั้น ที่แวดล้อมไปด้วยภูเขาสูงตระหง่านมีหิมะปกคลุมเป็นฉากหลัง สวยมากจริงๆ สุดท้ายเราก็มาถึง Chopta Valley ที่ดูงดงามแบบลึกลับ ก่อนจะกลับก็ผ่านแยกที่ไป Gurudongmar Lake ที่ดิชั้นอยากไปมากๆ แต่ไม่สามารถเพราะเค้าให้เฉพาะคนอินเดียไปเที่ยวค่ะ เนื่องจากมันอยู่ใกล้ทิเบตมากๆเค้าจึงเกรงเรื่องความมั่นคง เราก็ได้แต่ดูรูปและจินตนาการถึงมันเท่านั้น 😦
IMG_0626
คืนนั้นเราพักกันที่เมือง Lachung โดยเดินทางย้อนกลับทางเดิมแล้ววกขึ้นไปไต่เขาอีกลูกนึง ลักษณะเหมือนตัว Y ค่ะ คือเราเดินทางเริ่มที่ฐานตัว Y แล้วแยกไปด้านซ้ายขึ้นไปเพื่อไปเมือง Lachen และชม Chopta Valley จากนั้นก็วกกลับมาทางเดิมถึงจุดแยก แล้วก็ขึ้นไปด้านขวาเพื่อไปเมือง Lachung ชม Yumthang Valley และ Zero Point เมือง Lachung เป็นเมืองที่มีความเจริญหน่อยอยู่กลางหุบเขา มีบ้านเมือง มีวัดให้ชม เช้าถัดมาเราเดินทางไป Yumthang Valley และ Zero Point ค่ะ ที่ Yumthang เป็นหุบเขาที่ล้อมด้วยภูเขาหิมะ มีน้ำผ่านตรงกลางแต่น้ำน้อย ดูแล้งๆนะ ให้ความรู้สึกเฉยๆเพราะอาจเห็นหิมะจนเบื่อไปแล้ว วิวตรงนี้ก็สวยนะแต่อาจจะหมดความตื่นเต้นไปแล้วก็ได้ แต่วิวที่เป็น Breath-taking View คือช่วงระหว่างทางไป Zero Point ค่ะ เราจอดรถแล้วเดินขึ้นไปตรงที่เค้าเล่นหิมะกัน เพราะหิมะปิดทางค่ะจึงไป Zero Point ไม่ได้ ก็เล่นมันตรงนี้แล้วกัน (ฮาๆ) แต่พอเราหันหลังเท่านั้นแหละ แข้งขาอ่อนแรงค่ะ สมองประมวลผลไม่ได้ มันเบลอไปหมด เบลอเพราะอ๊อกซิเจนน้อยด้วยส่วนนึง แต่หลักๆเป็นเพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันสวยงามมากจริงๆ ธรรมชาติมหัศจรรย์มาก ไม่รู้จะบรรยายยังไง พูดเลย
IMG_0889
ค่ำวันนั้นเรากลับมาที่ Gangtok พร้อมความประทับใจ ได้กลับมาเล่นเน็ตหลังจากขาดการติดต่อจากโลกภายนอกอยู่ 2-3วัน ฟินมากค่ะ ไม่เพียงแค่นั้น วันถัดมาเราไป Tsomgo Lake ที่อยู่ใกล้จะถึงภูฏานอยู่แล้ว มันเป็นทะเลสาบที่สวยดีค่ะ ล้อมรอบไปด้วยหิมะเช่นเคยแต่อากาศไม่เย็นเหมือน North Sikkim เค้ามี Yak ให้ขี่รอบๆทะเลสาบด้วยน่ารักดีค่ะแต่มันก็ถ่ายตลอดเวลาด้วย เวลาเดินต้องคอยเดินข้ามหิมะที่ละลายไม่พอ ต้องหลบอิ๊มันอีก ถ้าไปที่แบบนี้ต้องเอาบูทไปค่ะ รองเท้าผ้าใบไม่ได้จริงๆ เปียกแฉะ แต่ที่นี่มีหิมะให้เล่นเยอะกว่าวันก่อนค่ะ เราก็เลยเล่นกันหนำใจไม่สนใจทะเลสาบเลยและไม่สนใจว่าตัวเองจะเปียกด้วย สนุกมากๆ
IMG_1091
ด้วยความขี้เกียจจะยุ่งยาก เราใช้บริการ agency เจ้าเดิมพาเราไปจุดหมายที่เหลือในเมืองอื่นๆค่ะ นั่นคือ Pelling เพื่อไปดูยอดเขา Kanchenjunga แบบ close-up และ Darjeeling เมืองนี้อยากมาเพราะได้ยินชื่อมานานค่ะ agency เราใจดีวางแผนจัดการให้เราผ่านเมือง Namchi ไปเคารพส่ิงศักดิ์สิทธิ์หลายๆที่ ก่อนแล้วค่อยไป Pelling ใจจริงไม่อยากผ่านเมืองนี้เท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยอินกับการทำบุญกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิค่ะ ไม่ได้เป็นคนบาปอะไรแค่คิดว่าทุกอย่างขึ้นอยู่ที่การกระทำของเรา ปกติก็ไปวัดนะ (ฮาๆ) แต่เอาเป็นว่าพอไปเจอหน้างานดิชั้นอินมากค่ะ เมืองนี้เหมือนเค้าจะเน้นเรื่องการรวบรวมสิ่งศักดิ์สิทธิไว้ครบเลย เขานู้น เขานี้ มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจแบบต่างๆให้ไปกราบไหว้หมด เช่น Statue of Guru Rinpoche on Tendong Hill, Char Dham Temple, และ Sai Mandir ง่ายๆเลย เราไม่ใช่คนที่จะไปร่วมพิธี เข้าคิวทำสิ่งที่คนเค้านิยมทำกัน แต่นี่ค่ะ ดิชั้นยืนต่อคิวให้นักบวชผูกด้ายแดงบ้างล่ะ ให้เจิมหน้าผากบ้างล่ะ ให้เอาอะไรไม่รู้มากินบ้างล่ะ กินน้ำมนต์บ้างล่ะ โอ้ ทำครบค่ะ แต่มันรู้สึกว่าขลังมากๆนะและทำให้สบายใจด้วย 🙂
IMG_0902
เสียเวลาไปนิดหน่อยแต่เราก็ถึง Pelling ตอนเย็นๆ ระหว่างทางนี้ต้องผ่านต้นไม้ที่ถูกโค่นลงมาหลายต้น พี่คนขับรถบอกว่าเพราะเมื่อคืนมีพายุแรงมากๆ พอมาถึงโรงแรม อ่าว ไฟดับค่ะ อุตส่าห์เดินทางมาไกลนะอยากมาพักให้สบายตื่นเช้ามาเห็นภูเขาในจินตนาการ ความฝันพังทลายค่ะเพราะต้นไม้ล้มทับเสาไฟ จึงไม่มีไฟฟ้าจึงไม่มีน้ำอุ่น ต้องอาบน้ำอุณหภูมิธรรมชาติเย็นเจี๊ยบ คือเป็นการฝึกความอดทนขึ้นสูงจริงๆ คืนนั้นนอยด์มากๆเพราะเมฆครึ้มเชียว ในใจวิตกว่าเอ๊ะจะเห็นมั้ยนะๆ อุตส่าห์ดั้นด้นมาไกลขนาดนี้ไม่อยากให้เสียเที่ยวนะ ต้องบอกว่าตลอดทริปนี้ก็ชะเง้อมองมาโดยตลอดว่าจะเห็นมั้ยๆ ไม่รู้เป็นอะไรมากมั้ยแต่ชอบพวกธรรมชาติแบบนี้ เห็นในรีวิวอื่นเค้าเห็นมันตลอดทริปเลยอ่ะแม้ว่าจะอยู่ Gangtok, Namchi หรือ Darjeeling เพราะท้องฟ้ามัน clear มากและภูเขานี้ก็สูงมากๆ (8586m) เป็นอันดับ 3 ของโลก อ่า ตัดมาที่เช้าวันถัดมาค่ะ ปรากฎว่าท้องฟ้ายังคงมีเมฆเหมือนเดิม… ชีวิตไม่ยอมหมดหวัง ว่าแล้วหยิบมือถือมาเช็คตำแหน่งภูเขาเพื่อจะได้ตั้งท่ารอดูมันโผล่ออกมาหลังเมฆ อ่าว ดูตำแหน่งผิดมาโดยตลอดค่ะ ฮากับตัวเองมากๆเลย (ฮาๆ) ณ ขณะนั้นใครบนฟ้าคงเห็นความตั้งใจของดิชั้น เทือกเขา Kanchenjunga ค่อยๆโผล่พ้นก้อนเมฆออกมาให้เห็น แม้ว่าจะเป็นเวลาไม่นานแต่ก็รู้สึกพอใจแล้วค่ะ ก่อนลาจากเมืองนี้เราไปเที่ยวสะพานที่อยู่สูงเป็นอันดับต้นๆของโลก เป็นสะพานแขวนแบบรถผ่านได้ทีละคันค่ะ เชื่อมสองเขาไว้ ถ้าข้ามไปอีกฟากคืออีกไม่กี่สิบกิโลจะถึงเนปาลแล้วค่ะ ใกล้จริงๆ
IMG_1247
เย็นนั้นเราเดินทางรวดเดียวถึง Darjeeling จริงๆเมืองนี้ไม่ได้อยู่ในรัฐ Sikkim แต่เป็น West Bangal ค่ะ เราจึงต้องปั้มตราออกจากรัฐสิกขิมด้วย เท่ห์มากๆ ที่พักคืนแรกเหมือนอยู่ในยุโรปค่ะ ทั้งรูปทรงบ้าน การตกแต่งสวนและวิวเมืองในหุบเขา สวยงามมากๆอีกแล้วค่ะ อย่างไรก็ตามความสวยของ Darjeeling ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดเมื่อเราย้ายเข้าไปพักในใจกลางเมือง เมืองนี้เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเยอะมากๆ รถติดและถนนก็แคบมากเพราะอยู่บนเขาเหมือน Gangtok แต่รถไม่ติดเท่า สถานที่ท่องเที่ยวก็งั้นๆค่ะเหมือนถูกสร้างขึ้นมา ตึกรามบ้านช่องสวยงามเหมือนอยู่อังกฤษแต่ไม่เห็นการพัฒนาต่อยอดแต่อย่างใด มันสวยแต่ไม่มีเสน่ห์เท่าไหร่ เส้นทางรถไฟ Himalayan Railway และสถานีรถไฟที่เป็น World Heritage site ทำการโปรโมทได้ดีค่ะ สวยคลาสสิก แต่ก็ไม่ได้ปลื้มรถจักรหัวไอน้ำแบบดั้งเดิมเท่าไหร่เลยเพราะตั๋วแพง ช้า และควันโขมงสุดๆ
IMG_1466
สรุปว่าการมา Sikkim รอบนี้คาดหวังว่าจะฟินกับ Darjeeling แต่กลับเป็นว่าอยากเลื่อนตั๋วให้กลับบ้านเร็วขึ้นซะงั้นอีก เสน่ห์ของ Sikkim ต่างหากที่ทำให้ประทับใจและอยากกลับไปอีก แม้ว่าจะเข็ดก้น เข็ดเอว เข็ดคอ จากการนั่งรถนานๆก็ตาม แต่ผู้คนที่แตกต่าง วัฒนธรรมที่หลากหลาย และสภาพภูมิทัศน์อันงดงามไม่ปรุงแต่งของที่นี่ ทำให้ Sikkim เป็น Sikkim ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ดีใจที่ได้ไป บอกเลยรอบหน้าจะขอเห็น Kanchenjunga แบบใกล้ๆและชัดๆให้ได้ 🙂
IMG_1303
กลับมาไม่กี่สัปดาห์ก็เกิดแผ่นดินไหวที่เนปาล ตอนนั้นรู้สึกเศร้าใจมากๆค่ะ เพราะที่ที่เราไปนั้นใกล้เนปาลมากๆ ได้ยินภาษาเนปาลี ได้เห็นวัฒนธรรมของเค้าก็เยอะ ทำให้รู้สึกผูกพัน เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ทำให้ได้อุทาหรณ์ว่า การไปเที่ยวต่างประเทศทุกครั้งเราควรเตรียมตัวกับเหตุการณ์ฉุกเฉินไว้บ้าง ต้องพร้อมถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จดจำตำแหน่งสถานฑูตไทย เบอร์โทรที่จำเป็น อุปกรณ์ที่จำเป็นเช่นยารักษาโรค อาหารแห้ง หรือการเปิดใช้สัญญาณโทรศัพท์เอาไว้ เพราะตัวเราเองไม่ค่อยคิดเรื่องพวกนี้เลย ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติจริงๆก็คงลำบากค่ะ บางทีชอบลุยๆเตรียมเรื่องเที่ยวมาดีแต่ไม่เตรียมเรื่องทางหนีทีไล่หรือปัญหาเฉพาะหน้ามา ก็คงไม่ดีเท่าไหร่นะคะ (บอกตัวเอง -_-)
IMG_0201
…..Pray for Nepal

India Story Part 2

It’s been a month since my last visit at India but I still have lots of things to share because there’re so many good things and amazing things to think of. So many people never want to visit India, even my friends, but I really want to. All the rumours we have heard about this country may make us scared to go. However, I totally disagree. You got to see this place. You’ve got to go and experience yourself a little bit like I am. Then, you may fall in love with it. 🙂

During this week, one of my BBA alumni invited me to go to India again for the wedding ceremony which I’d love to. Unfortunately, the India VISA-double entry allows me to go twice but I need to have 2 months gap for my second trip. 😦 I’m so sad. Anyway, I will write about India again. This is what I can do, now.

What I am going to write is just normal things in India but for me, it’s just amazing! 🙂

On The Road
Start with things on the road. There’s a lot to talk about! The roads in New Delhi and connected highways with big cities are very good. But, the roads in other remote cities are very poor. My trip from Jaipur to Jodhpur was 350 km but took nearly 7 hours by car!!!! You could imagine how bad it was. The meaning of roads in India is also different. You can do whatever you want on the roads. To transport, to sell things, to feed the animals, are just the things I saw. Roads are not only for the cars, motorcycles, and bicycles, but also for the animals; cows, buffaloes, pigs, goats, dogs, chickens, ducks, monkeys, donkeys, horses, and camels!! My driver said, it’s a zoo on the road. Yes, I agree. That’s why it’s so traffic jam in India.

The meaning of ‘to transport’ is not limit to driving or going in your own direction correctly, but you can go wherever and whenever you want to. People seemed to do whatever without consider the regulations. I even saw a billboard mentioned about obeying the driving rules so you would be admired! Okay, let’s talk about my experiences. Most of the time when I stuck in the middle of traffic jam, I always noticed some vehicles going in the wrong way, sometimes people just immediately crossed the roads, the trucks were always on fast lane, or the cars just tried their best to get a space on the roads. So, driving in India required so many skills and self-consciousness to get over it.

Well, I don’t forget the most exciting experience on the road. While I was on the fast lane, right lane, my driver tried to answer the phone, so he focused on his phone. At the same time, a big red truck was driving straight to us, in the wrong direction, on the right lane!!!! OMG!! My driver didn’t notice the dipper that the truck used to warn us! That was pretty close for the accident but we were safe. My driver told me you got to have 3 things to drive here; good horn, good brake, and good luck! Oh dear.

At the back of public vehicles and trucks will always have the sentence ‘horn please, dipper at night’. Then, if you are so annoyed the horn used in Vietnam, I think India is worst. It seems so normal sound there. You may annoy first but you will finally get used to it. 😛 Next thing is the number of people traveled with public transportation. I saw some from the Internet but I didn’t think it’s real. While I was on my way to Jodhpur, finally, I did see more than 10 people on the roof of a bus! That’s so amazing!!! I may end this topic with the colour of the cars, they’re mostly white. I asked my driver why and he told me simply because they loved white colour! Okay, I tried to get that. 🙂

Meet The People
India people are nice. They’d like to call you friend, sir, or madam, all the time. They’d like to talk with you. So, it’s very easy to make friends with them. Also, they’d love to take a picture with you. I know this fact very well because so many people wanted to take pictures with me. I felt like a superstar for a whole trip! haha+ I’ve heard that they did that because we’re foreigners and we’re different from them, nothing special I think. 🙂 However, you may find some scams as well, so don’t trust anyone so easily, instead find as much as information and prepare for it. Anyway, you can’t prepare for anything. Sometimes you need to be ready for the unexpected things, then your life will be more exciting! At least, you have a story to tell. 🙂

When you are in India, 80% of people you see are men. And, you will see them working everywhere even feminine jobs like hospitality or clothing business. Women will stay at home and do the home part while men will be responsible for any jobs outside their home. What is so amazing for me is their differences in languages and religions. There’re so many, I said so many, languages and religions in India. People in the North speak differently from the South, East, or West. That is why my driver can speak about 9 languages!!!!!!! Moreover, I noticed so many temples or sacred places in different religions along the trip as well. Last but not least, most of people are vegetarian due to the religion they are. Actually, there’re still so many interesting things which I don’t know. Well, I can’t write all of these if I don’t ask my driver.

Let’s Spend
Money is the big issue here. Many people live below the average poverty line so they will try to do everything to get some money. Due to this reason, scams are so normal for foreigners because they may have more money to spend. Sometimes it’s not that dangerous because they don’t want to harm you, they just want more money. However, the cost of living is not the big deal. You will feel like a rich people while you’re there. I really love to spend there because I can get almost everything cheaper and better; foods, clothes, transportation, accommodations, or attractions’ entry fees. Yeah, it’s so good. I did spend a lot, especially the handcrafts, because the works are so nice, unique, and cheap! Well, my room is filled with India decors right now.

There’re so many things to write about, especially the beauty of nature and historical buildings, but some experiences can’t be told. India is another country I love to go back. So pack your bags, book a flight, and go for it. 😉

नया साल २०१५ मुबारक …Celebrate New Year in India

I’ve heard a lot about India.

I always have some plans for every new year. So, I was normally away from home during this festival since 2008. However, last year and probably this year, I will be home. This was what I thought just two months earlier before new year. I couldn’t really remember why I and my sister decided to go. All I knew was I’ve got a domestic trip before new year and another international trip after new year which was planned 6 months before. When the flight was confirmed, I confessed I still hesitated to go because of what I’ve heard. But, the more I found information about this country, the more I excited to go!

There’re so many things to see and so many different places to go within one country. It’s so amazing! All the bad things I’ve heard hardly stopped me to go now. Furthermore, it aroused me to visit other interesting cities in India more. I almost planned to visit India for the second time even I hadn’t made the first time yet. 😀

I decided to hire taxi with driver to take us around New Delhi, Agra, Jaipur, Jodhpur, and Pushkar. It’s very cheap and convenient, you will be so happy if you’ve got a nice driver since you need to go with him everyday. However, we were lucky enough to have a very nice and friendly driver, he was always care for us and gave us a very good suggestion throughout the trip.

I’ve still heard a lot about India…

My anxiety level went up when I was on the plane. However, it’s getting worse when the plane had landed. I was almost freak out when I walked into the arrival hall and saw no one holding a signboard with my name on it, it’s just somebody else! Where was my driver? I had no idea what I was going to do next. Fortunately, my sister saw a group of people outside an arrival hall. And, that was the first time we met our driver, Mr.Mishra.

We spent 2 nights in Paharganj area. It was very near the main train station of New Delhi and there’re so many budget hotels for tourists as well. However, the first sight of this area in the morning nearly made me shock. All I’ve heard happened right in front of my eyes, the dirt, smelliness, beggars, noise, and cows on the road. However, I started to get used to it when the time passed by since it’s a normal thing in India.

Tip's_20141230_004

First day in Delhi was fun. Everything was such a new thing for me. However, I will tell about amazing things later in the next post. That day we went to Red Fort, Gandhi Smriti, Lotus Temple, and Humayun’s Tomb. The buildings were so gigantic and elegant especially the Red Fort, it’s the first attraction I saw in India. My perception about this place was delightful because it’s so different from what I saw on the Internet and the real building was so beautiful.

However, we could only spend a day in these places. Traffic jam was not the only reason. But, we were so enjoy taking photos with ourselves and with others! Many people especially schoolchildren liked to greet and take photos with me! Since I was not aware for this thing, I was a bit shock and curious about why they did that because no one looked at me like that when I was in Thailand. I asked my driver and he gave me an answer.

….’Don’t be curious, it’s normal, they’d like to take pictures with you because you are beautiful!’

Oh my god! I laughed with his answer but I personally thought that Indian people might never seen someone with green hair before. haha+ 😀 Well, we also tried Starbucks at Connaught Place later that evening. However, I really got different feeling because many people were gossipping about me!! What the heck?? Well, nothing serious, they might gossip about my hair. But, before I leaf, all the staffs and managers at Starbucks also asked me to take a picture with them! Oh, what really happened? haha+ Now, what really shocked me was not the dirt, noise, or smelliness of India but it was the feeling of a celebrity instead! 😀 (You know what?, there’re some people asked me to take pictures almost everyday!)

2045935953238

Next day, we went to Agra, my driver’s hometown and the city of Taj Mahal. Since we arrived in the afternoon, I planned to visit Taj Mahal on the following day so we could spend all day long there. Then, we visited the Tomb of Itimad-ud-Daulah (Baby Taj: similar shape like Taj Mahal but smaller) and Mehtab Bagh (Moonlight Garden: a square garden opposite the Taj Mahal) to warm up ourselves before visiting the real Taj Mahal tomorrow. It’s 3pm, we planned to check-in and have late lunch. Unfortunately, the hotel owner suggested us to go to Taj Mahal now! It’s sunshine in Agra for the first time after a long cloudy week. So, we canceled the lunch and headed to Taj Mahal!

Well, the first sight of its was unexplainable, I was speechless , It’s so beautiful! The perfect white marble building in front of me was so flawless. It was more beautiful when the sun shone on it. I was so happy to see and to celebrate with one of the seven new wonders of the world in the last day of 2014.

2033033787405

The first day of 2015, we did sight seeing at Agra Fort and Sikandra (Tomb of Akbar the Great). They were so beautiful as well, for me, Taj Mahal was only a highlight in this city. Next day, we took a long journey to Jaipur which took around 3-4 hours. However, there’re two interesting places to see along the way. They’re called Fatehpur Sikri (Ancient City) and Abhaneri (Stepwell). In my opinion, the Abhaneri really amazed me because I never saw the stepwell before. It showed us how smart ancient people were. Later that night, we arrived at Jaipur, the capital city of Rajasthan state. Jaipur had nickname as the Pink City because of the lookalike pink buildings in the old city part. That night I decided to stay at a luxury hotel decorated and serviced as I stayed in a palace. Well, those two nights were like a dream for me. I just didn’t want to leave that place!

There’s a lot to see in Jaipur. Most people planned to travel in these 3 cities, New Delhi, Agra, and Jaipur, because it took less vacation time and you’re able to visit many famous tourist attractions. One day in Jaipur was not enough for me. We just went to Amber Fort, Hawa Mahal (Palace of Winds), Jal Mahal (Water Palace), and City Palace. However, I was not that impressed because of the ticket fee. It’s so expensive compared to the previous cities. As far as I knew, Thai people has got excepted from paying a tourist price in New Delhi and Agra but not in Jaipur and Jodhpur (where I would go next) due to the BIMSTEC agreement. Actually, it’s normal to pay in tourist price because we were tourists! I just couldn’t accept the entrance fee from Rs10 in one city to Rs400 in another city!

2045752028122

After that, we went to Jodhpur, the Blue City. It’s pretty much off the plan because the city was quite far. Since I planned for this trip so I had a chance to go wherever I wanted! 😛 I didn’t know why I wanted to go to this city that much. It’s gotta be the amazing view of the blue houses and buildings looking down from the Mehrangarh Fort, I guessed. The trip from Jaipur to Jodhpur took longer than I expected, however, I could see the desert area along the way. If I had a chance, next time I will stay 2 nights in desert at Jaisalmer! Once we reached the city, my driver took us to Bishnoi handicraft shop. Actually, I didn’t mention about shopping in India. I didn’t plan for this thing because I just wanted to save money for traveling. However, every city we went, their crafts were so beautiful and had a good price. We did shopping a lot in everywhere we went until we really had no money left, so then we could tell ourselves to stop! 😀

Our hotel was in the old city area which car couldn’t access. So, we needed to take tuk tuk to get there. One night in Jodhpur was so wonderful because of the hotel style, friendly staffs/owners, and the rooftop view. We woke up at 5am preparing ourselves to see the sunrise on the rooftop. Even it’s so cold but I was overwhelmed by the view!

2053379110725

Later we went to Mehrangarh Fort which was so magnificent. I loved this fort more than other places. Not only the fort was so beautiful but they also had a very good management for preserving this buildings and for the tourists to keep a very good memory about this place and its history. Then, we stopped by Jaswant Thada before heading to Pushkar, our next stop. Pushkar was the holy city, my driver said that. It has the Brahma temple and sacred lake as the famous places to visit. I had no idea what it was because I didn’t know about Hindu religion and rituals. And, I was requested to stay here for a night before going back to New Delhi for the early morning flight which it was better for driving. So, I didn’t find any information about this town. The truth was, I needed to be a vegetarian for a day! There’s no meat in this town! That dinner I didn’t try mutton curry with cheese naan, poor me. haha+ 😛

We reached New Delhi safely with Mr.Mishra. He really was a good man. All 8 days we spent together was really fun and happy. I couldn’t imagine how the first trip in India would be without him.

2037149024258

There’s still a lot to tell but I’m afraid that this post will never end. 🙂 However, one thing I’m sure that what I’ve heard about India is totally different from what I actually see. People may be worried to visit India because of what they’ve heard. Yes, sometimes it’s true but sometimes it’s not. For me, the beauty of all attractions I saw just blow me away and I totally forgot about bad side of India. Even the Indian cuisine that I’m so worried, it turns out to be a very delicious dish in almost every meal. The unpleasant scams are easily managed if we know the truth and we just be able to ignore those scammers. I’m so lucky to have a chance to go to India. This experience is very precious. And, I’m so sure that this is not the end. India is still awaiting for me!