Tag Archives: Others

ยาเม็ดสีแดง โดย วินทร์ เลียววาริณ

หนังสือบางเล่ม สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้…

ไม่ได้กล่าวเกินจริงหรอกค่ะ เพราะคนที่ชอบอ่านหนังสือจะทราบดีว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผลลัพธ์อาจดูเว่อร์ไป แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปิดอ่านหนังสือถูกเล่ม ถูกเวลา สิ่งที่เราอ่าน อาจไปกระตุ้นหรือเปิดมุมมองความคิดใหม่ๆ ทำให้เราเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ได้

และหลายครั้งที่เรารับรู้และเข้าใจคำสอนดีๆ แต่อาจหลงลืมไปตามกาลเวลา การอ่านจะทำให้เราระลึกถึงความทรงจำนั้นขึ้นมาอีกครั้งได้ เช่นเดียวกันค่ะ

หนังสือของวินทร์ เลียววาริณ เป็นหนึ่งในหนังสือที่เราควรมีติดบ้าน อย่างน้อยจะได้อ่านบ่อยๆ หรือให้คนที่มาเยื่ยมเยือนได้อ่านกัน เพราะสิ่งที่ได้รับสามารถนำไปพัฒนาความคิด แล้วปรับใช้กับชีวิตเราได้

ยาเม็ดสีแดง คือยาที่อ้างอิงมาจากหนังเรื่อง The Matrix พระเอกตัดสินใจเลือกยาเม็ดนี้เพื่อได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน แทนที่จะกินยาสีฟ้าแล้วกลับไปจมอยู่กับงานเดิมๆ ที่ตัวเองไม่ชอบ คงจะอารมณ์แบบ ถึงจะเสี่ยงแต่ขอลองดูหน่อย…

แล้วในชีวิตเรา เคยต้องเลือกแบบนี้บ้างมั้ย?

หลายคนมองว่าทำสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะทำตามฝัน ทำตามใจเรียกร้อง ทั้งๆที่ไม่มีต้นทุนอะไร มีแต่ใจ มีแต่ความรัก ทำแล้วเสี่ยง กลัวจะไม่รุ่ง บลาๆ แต่การทำสิ่งเดิมๆ ไม่ว่าจะทำงานตามๆกัน เรียนตามเพื่อน หรือไม่กล้าทำอะไรใหม่เพราะกลัวขาดทุน เสียดายเงินเดือน เสียดายความมั่นคง อย่างหลังนี้ก็ยังมีความเสี่ยงเถอะค่ะ เพราะอะไรในโลกล้วนอนิจจัง

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำ คือ เตรียมตัวพร้อมรับทุกสถานการณ์ วางแผนชีวิตให้ดี เรียนรู้และฝึกทักษะที่จำเป็นให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงวันที่ต้องเลือกจะได้เดินต่อได้ 🙂

แล้วอะไรที่ฝันไว้ก็ทำๆมันเสียเถอะค่ะ เสี่ยงกับมันหน่อย จะได้ไม่รู้สึกเสียดายถ้าตายไปแล้วยังไม่ได้ทำ…

 

ทั้งหมดนี้ไม่ได้คิดเองหรอกค่ะ แต่ได้จากหนังสือเล่มนี้เต็มๆ 🙂

 

file_000-1

Advertisements

Microbiota อวัยวะที่ถูกลืม โดยหมอผิง


ไม่ง่ายที่ใครจะเขียนตำราทางวิชาการให้อ่านแล้วทำให้คนธรรมดาเข้าใจได้บ้างอย่างหมอผิง จริงๆก็คงมีกันหลายท่านล่ะค่ะ แต่ช่วงหลังๆนี้ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือประเภทความรู้แน่นขนาดนี้ จึงไม่ทราบว่าวงการนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง ถ้าสังเกตจากที่รีวิวผ่านๆมาจะมีแค่การเล่าเรื่อง เดินทาง ปรัชญา สอนภาษา บลาๆ นี่เป็นครั้งแรกที่อ่านแล้วอยากปฏิวัติการกระทำของเรามากที่สุด ก็เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองทั้งนั้นค่ะ 😊

หนังสือเล่มนี้พยายามตั้งแต่การออกแบบรูปเล่มให้ดูน่าเปิด สีสันลายตาด้านในทุกหน้ากระดาษเพื่อให้อ่านไม่น่าเบื่อ แบ่งเรื่องเป็นตอนๆ ไม่ยาวมากจะได้คิดทันตามทัน ที่สำคัญคือการใช้ภาษาฮาๆของคุณหมอให้อ่านสนุกกว่าเดิม

คุณหมอผิงมีผลงานมาหลายเล่มแล้วค่ะ (เดี๋ยวจะกลับไปตามอ่าน☺️) โดยผลงานเล่มล่าสุดนี้พูดถึง ‘Microbiota’ หรือแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ที่อยู่ในร่างกายของเรา ซึ่งเปรียบดั่งอวัยวะชิ้นที่ 33 ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เราต้องพึ่งพาอาศัยกันแบบขาดกันไม่ได้ซะด้วย (เพิ่งทราบนะเนี่ย)

คนทั่วไปอาจละเลยหรือรังเกียจสิ่งมีชีวิตพวกนี้เพราะชื่อฟังดู negative แต่จริงๆแล้วเค้าก็มีแบบแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกายด้วยเช่นกัน สรุปคือมีทั้งดีและไม่ดีนั่นแหละค่ะ ซึ่งการมีอยู่หรือจากไปของmicrobiotaพวกนี้ส่งผลกระทบโดยตรงกับร่างกายของเราให้รูปแบบของอาการเจ็บป่วย หรืออาการของคนสุขภาพดีค่ะ ซึ่งพฤติกรรมของเรานั่นแหละที่สามารถเอื้อโอกาสให้แบคทีเรียเหล่านั้นเลือกข้างที่จะเป็นmicrobiotaประเภทใดกันแน่ สิ่งที่ค่อนข้างมีผลต่อร่างกายมากที่สุดคือแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ (เพราะมันอยู่กันเยอะ) เกี่ยวข้องโดยตรงกับอาหารการกินของเราค่ะ

สรุปง่ายๆคือ 1.เราควรกินของที่แบคทีเรียประเภทดีชอบกิน เช่นอาหารไม่ขัดสี ผักผลไม้ ถั่ว ฯลฯ และควรกินอาหารให้หลากหลายเพราะแบคทีเรียที่ดีมีเยอะแล้วก็มีความชอบต่างกันไป 2.เพิ่มแบคทีเรียดีๆในลำไส้เช่น โยเกิร์ต ถั่วเน่า กิมจิ ปลาร้า ของดองทั้งหลาย (ถูกใจปลาร้านี่ล่ะค่ะ😂) 3.ลดเลิกการกินสิ่งที่แบคทีเรียเหล่านี้ทนไม่ได้ เช่นยาปฏิชีวนะ หรือยาที่เกี่ยวกับลำไส้ ถ้าจำเป็นต้องกินก็ต้องตามแพทย์สั่ง สุดท้ายคือ 4.อาจจะต้องกินอาหารเสริมหรือยาที่เพิ่มสารอาหาร แร่ธาตุในร่างกายให้แบคทีเรียแฮปปี้

กลับกัน ถ้าเรากินแต่ของน้ำตาลเยอะ ไขมันสูง ของพวกนี้เป็นอาหารอันโอชะของแบคทีเรียที่ไม่ดี เมื่อมันมีมากขึ้นจึงทำให้เกิดโรคต่างๆได้แน่นอน โรคอ้วนเป็นหนึ่งในนั้น เพิ่งทราบตอนอ่านเลยว่าอ้วนเพราะแบคทีเรียในร่างกายเรานี่เอง! ซึ่งคนที่อ้วนแล้วกลับมาผอมได้เป็นเพราะออกกำลังกายส่วนนึง และเราเปลี่ยนพฤติกรรมการกินด้วยส่วนนึงค่ะ

รายละเอียดยังมีอีกเยอะค่ะ แต่ส่วนนี้อยากกร่อนมาให้อ่านเพราะเป็นประโยชน์กับตัวเราเองและเริ่มทำได้เองแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการกินค่ะ หาอ่านหนังสือเล่มนี้ดูหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ไม่ยากนะ ตั้งใจดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ 😄

เยอรมันซันเดย์ (ทำไมญี่ปุ่นไม่รับทิป แต่มีเซอร์วิสที่ดีที่สุดในโลก)

เล่มนี้มีที่มาที่ไปค่ะ

เอาจริงๆคือ ชอบปกค่ะ (ฮาๆ) เห็นอะไรเป็นธงชาติเยอรมันไม่ได้ ต้องเปิดอ่านทุกที ขนาดว่าหนังสือท่องเที่ยวประเทศเยอรมัน เป็นเพียงเล่มแรกและเล่มเดียวที่ซื้อมาอ่าน เพราะส่วนตัวไม่ชอบหนังสือนำเที่ยวอะไรประมาณนี้ แต่ถามว่าอ่านจบมั้ย เจ้าตัวก็จำไม่ได้เพราะมันนานมากแล้วลืมหมดแล้ว แต่เอาเป็นว่าชอบประเทศนี้มากโดยไม่มีเหตุผล จริงๆก็มีสาเหตุล่ะค่ะแต่ไม่อยากบอก ไร้สาระเกิน

อ่ะกลับมาที่หนังสือเล่มนี้กันเถอะค่ะ…

หนังสือเล่มนี้เป็นการยกตัวอย่างประเทศที่มีวัฒนธรรมที่ดี น่าเอาเป็นตัวอย่าง และแตกต่างกัน 7 ประเทศ อันประกอบไปด้วย เยอรมัน อังกฤษ อินเดีย อเมริกา ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย โดยผ่านการเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมเหล่านั้น และบอกถึงที่มาของวัฒนธรรมนั้นๆ อีกด้วย อ่านแล้วเพลินมากค่ะ เหมือนอ่านข้อเท็จจริงที่บางครั้งเข้าใจยาก แต่พอมีตัวอย่างหรือที่มาที่ไป มันก็สร้างเป็นลิ้งค์ในสมอง ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายๆ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ รู้ว่าทำไมประเทศเค้าถึงเจริญ ทำไมเค้าถึงเป็นแบบนี้แบบนั้น ทำให้เราเข้าใจคนของประเทศเค้า ไม่พอ บางครั้งเราก็อาจนำวิธีคิดของเค้ามาปรับใช้กับการใช้ชีวิตเราได้เหมือนกันค่ะ

ยกตัวอย่างประเทศเยอรมัน ขึ้นชื่อปกเลยว่า ‘เยอรมันซันเดย์’ หมายความว่าคนเยอรมัน ‘ต้อง’ ทำสิ่งนึงในวันอาทิตย์ นั่นคือการไป park เออเราอ่านแล้วก็แปลกใจ คือเค้าให้ทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัว โดยเฉพาะวันอาทิตย์ ห้างจะปิดหรือเปิดไม่กี่ชั่วโมง ไม่มั่นใจ แต่วันนั้นต้องเป็นวันว่างที่ต้องไปพักผ่อนหย่อนใจกันในสวน ยังมีรายละเอียดอีกมากแต่จำไม่ได้แล้ว (ฮาๆ) แต่เหตุผลเลยก็คือ ตอนที่คนเยอรมันเค้าทำงาน เค้าก็จริงจังมาก social network นี่คือห้ามแตะ พอเลิกงานก็กลับบ้านอยู่กับครอบครัว แต่บ้านเราตอนทำงานก็โม้บ้าง เช็ค facebook บ้าง พอทำงานจริงๆก็เลยไม่เสร็จสักที กลับบ้านดึกดื่น บลาๆ จนอาจกลายเป็นปัญหาครอบครัว เพราะกลับดึกทุกวัน อะไรประมาณนี้ล่ะค่ะ

ในแต่ละบท เค้าก็จะตั้งคำถามให้เราสงสัยว่า ทำไมคนเยอรมันทำงานน้อยแต่ได้ปริมาณงานมาก? (อันนี้คุณๆคงทราบแล้ว เพราะเค้าทำงานจริงๆ) ทำไมคนอังกฤษถึงก้าวหน้าชาวบ้านอยู่เรื่อย? ทำไมอเมริกาไม่เคยตื่นจากฝัน? ทำไมจีนกลับหลังหันก็เพื่อเผชิญหน้า? ทำไมอินเดียเป็นประเทศที่ยิ่งกว่าประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุด? ทำไมออสเตรเลียเชียร์มวยรองบ่อน? และทำไมญี่ปุ่นไม่รับทิป แต่เซอร์วิสดีที่สุดในโลก? ถ้าสงสัยก็ลองหามาอ่านดูนะคะ สนุกและได้ความรู้อีกด้วย 😀

ปล. ถ้ายิ่งได้เคยไปประเทศเหล่านี้แล้ว ก็จะยิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งค่ะ พูดเลย!
IMG_5297

ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ ในหมู่บ้านเล็กๆ โดย มาซาฮิโกะ โอโตชิ

ส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เลยมีหนังสืออยู่ทุกที่ที่เราใช้เวลาบ่อยๆ เช่น ในห้องน้ำ (ฮาๆ) ในรถ ในกระเป๋าถือ เวลาอ่านทีก็ต้องแบ่งภาคในสมองว่า เรื่องนี้เราอ่านถึงไหนแล้ว เรื่องนั้นล่ะ อืม เป็นการฝึกความจำ ฝึกสมองได้ดีนะคะ เล่มที่คุณผู้ชมเห็นอยู่นี้ ดิชั้นไว้อ่านในห้องน้ำค่ะ..(ได้กลิ่นโชยมาด้วย ฮาๆ) แต่จริงๆก็ไม่ทราบว่าเป็นหนังสือของใคร (อ่าว) แต่มันตั้งอยู่ในบ้านแบบไร้เจ้าของ เราก็เลยจิ๊กมาเป็นของตัวเองซะงั้น

เรื่องราวในเล่มเป็นการเล่าประสบการณ์ของนักเขียนคนหนึ่งที่มีต่อหมู่บ้านอุมาจิ อยู่ที่ไหนไม่ทราบค่ะ (ฮาๆ) แต่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่หลังเขา คราคร่ำไปด้วยต้นสนและส้มยูสุ เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านทำโรงไม้ แต่เพราะคนวัยทำงานละทิ้งบ้านเกิดไป ธุรกิจโรงไม้ก็ซบเซา ป้าลุงที่อยู่ในหมู่บ้านก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาหมู่บ้านและธุรกิจประเภทอื่น เพื่อให้คนในชุมชนทุกคนสามารถดำเนินชีวิตต่อและสามารถพึ่งพาตัวเองได้ แล้วก็ประสบความสำเร็จซะด้วยค่ะ ทุกวันนี้หมู่บ้านอุมาจิก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน เพราะมีกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมชาติมากมาย รวมทั้งกิจกรรมวิ่งมาราธอนที่พลาดไม่ได้ โรงแรมและบ่อน้ำร้อนก็มีชื่อเสียงค่ะ แต่สิ่งที่โด่งดังไปทั่วประเทศก็คือ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากส้มยูซุ เป็นจุดกำเนิดให้เมืองนี้เป็นที่รู้จักนั่นเองค่ะ

เนื้อหาในเล่มค่อนข้างจะเยอะซักหน่อยค่ะ เพราะเค้าบรรยายให้เราเห็นตั้งแต่เริ่มต้น ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง แล้วผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้อย่างไร มีกระทั่งพูดถึงตัวละครในหมู่บ้านค่ะ ว่าเค้าเป็นยังไงมายังไง คือละเอียดมากๆค่ะ เหมือนเราไปหมู่บ้านนั้นกับเค้าด้วย  แต่ส่ิงที่เราชอบที่สุดคือ มันตัวอย่างของความมุมานะ ความพยายาม ความสามัคคี และการสร้างกำลังใจค่ะ อ่านแล้วทำให้เรารู้ว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าเราคิดจะทำ ถ้าเรื่องใหญ่ๆหน่อย ก็ต้องเร่ิมที่ความสามัคคี เข้าธีมกับสถานการณ์บ้านเมืองของเราเลยค่ะ (เหอๆ)

ปล. หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากไปชนบทญี่ปุ่นค่ะ (ข้ออ้างชัดๆ :P) เอาจริงๆ ญี่ปุ่นนี้คือไปได้ตลอดค่ะ ชอบมาก คราวที่แล้วที่ไปฮอกไกโดก็ดี๊ด๊าอยู่คนเดียวที่ได้กินเหล้าจากส้มยูซุ หนังสือเล่มนี้ลอยมาเลยค่ะ หลับตาแล้วฟินอยู่คนเดียว ฮาๆๆ 😀

IMG_2480

เด็ก นอก/คอก โดย พลอย เซ่

WP_20150310_001

ไม่ได้รีวิวหนังสือ และเขียนทริปเล่าประสบการณ์มานานมากเหลือเกิน เพราะช่วงนี้ยุ่งจริงจัง แต่เราจะทิ้งสิ่งนี้ไปไม่ได้ อุส่าเขียนมาจะปีนึงแล้วนะ ถ้าอย่างนั้นก็ขอขยับนิ้วมือ ปัดฝุ่นความคิดและความทรงจำ แล้วเริ่มรีวิวกันเลย เย่! 🙂

ช่วงเวลาสองสามเดือนตั้งแต่ปีใหม่ ตัวเองได้มีโอกาสอ่านหนังสือไปหลายเล่มมากๆ แต่ขอเร่ิมด้วยเล่มนี้เพราะมันอยู่บนชั้นวางหนังสือแบบโชว์หน้าปกชัดเจนระดับสายตา คือหันซ้ายไปก็เจอเลย คือจริงๆเล่มอื่นก็มีค่ะ แต่ขึ้เกียจไปรื้อไง ฮาๆ 😀

เด็ก นอก/คอก เป็นหนังสือใหม่กิ๊กตอนไปเดินงานหนังสือเมื่อปีที่แล้ว อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกับพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ จริงๆชอบผลงานพี่เค้ามาก่อนแล้ว อ่านแต่ละบรรทัดมีแต่คำคมโดนใจ แต่ไหงยังไม่เคยรีวิวหนังสือพี่เค้าเลยนะ ฮาๆ เอากลับเข้าเรื่องก่อน คือน่าปกดูสดใสดึงดูดให้เปิดอ่าน ดูคร่าวๆเป็นเรื่องราวของครีเอทีฟผู้หญิงคนนึงที่ตามความฝันของตัวเองไปถึงฝรั่งเศส แล้วเค้าจะมาเล่าเทคนิคการประสบความสำเร็จให้ฟัง ยิ่งเห็นว่าพี่บอยไปเขียนคำนิยมด้วยแล้ว ก็ไม่ยากที่จะซื้อกลับมาอ่าน

ในเล่มจะเล่าเรื่องราวของผู้เขียน ว่าเร่ิมต้นจากการช่วยที่บ้านขายของในจตุจักรนี้แหละ แต่ด้วยความพยายามและความมุ่งมั่นสู่ฝัน ทำให้เค้าสามารถได้ทุนไปเรียนต่อด้านศิลปะที่ฝรั่งเศสได้ ตัดสินใจไปทั้งๆที่ต้องออกจากมหาลัยกลางคัน จุฬาด้วยนะ คือเด็ดมาก กล้ามาก แล้วพอจบก็กลับมาเป็นครีเอทีฟดีไซเนอร์ที่มีทั้งสตูดิโอของตัวเอง แล้วก็มีงานให้ทำจนล้นมือ เป็นนายตัวเองสวยๆ แบบไม่ต้องเข้าออฟฟิสหรือพึ่งพาใคร เท่ห์สุดๆ อ่านแล้วรู้สึกทึ่งในความสามารถแล้วก็ทำให้เห็นได้ชัดๆเลยว่า คนที่ลงมือทำเท่านั้นถึงจะประสบความสำเร็จ!

วิธีการเขียนของเค้าจะคล้ายๆกับของพี่บอย คือมีการแบ่งเรื่องราวเป็นตอนๆให้กระชับ ตามอ่านง่าย ไม่รู้สึกว่า text เยอะเกินไป แปบเดียวเอ้าจบแล้วบทนึง เพลินดี มีภาพประกอบบ้างให้ไม่น่าเบื่อ แต่ละตอนก็พูดถึงแต่ละเทคนิค เล่าว่าผู้เขียนต้องทำอะไรบ้าง แล้วผลที่ออกมาเป็นยังไง ทำให้เรา ผู้อ่าน เกิดความรู้สึกหึกเหิม คิดตามว่าเอ๊ะ เค้าทำได้ เราก็ต้องทำได้สิ ฮาๆ อ่านแล้วสนุกแล้วก็มีสาระมากๆ รู้สึกดีที่ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ จะได้เอาไปพัฒนาตัวเองบ้างค่ะ 🙂

ผู้ชายเลวกว่าหมา และ ไม่ได้มาจากดาวอังคาร โดย กาละแมร์

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้นะคะ

จำได้ตอนที่หนังสือเล่มนี้กำลังดังมากๆ ทุกคนพูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมืองทั้งในทางด้านบวกและด้านลบ ขณะนั้นดิชั้นยังเป็นนักเรียนคอซองอยู่เลยค่ะ แล้วจำได้ว่ารวมเงินกับเพื่อนๆซื้อหนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญให้เพื่อนสาวคนหนึ่ง จำได้ว่านางชอบมาก ฮาๆ แต่คนซื้อกลับไม่เคยอ่าน

ผ่านมา 12 ปี หนังสือเล่มนี้กลับมาตีพิมพ์อีกครั้ง คราวนี้ไม่เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบหนังสือใหม่ แต่ยังเพิ่มเนื้อหาบางตอนด้วย นั่นคือคำสารภาพของกาละแมร์ ว่า ผ่านมา 12 ปีแล้ว ผู้ชายยังเลวกว่าหมาอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า?

นั่นแหละดิชั้นจึงได้ฤกษ์อ่านหนังสือของกาละแมร์เป็นครั้งแรก!

หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนการตีแผ่นิสัยของผู้ชายผ่านมุมมองของผู้หญิง เด่นๆก็จะพูดถึงนิสัยที่ผู้หญิงจะเอือมระอาหรือเป็นนิสัยเฉพาะตัวของผู้ชายที่แทบจะเหมือนๆกัน เพื่อไม่ให้ผู้ชายน้อยใจ มีบ้างที่กาละแมร์จะพูดถึงนิสัยด้านมืดของผู้หญิง แต่ก็น้อยมากๆเมื่อเทียบกับผู้ชาย ฮาๆ แล้วก็จบเล่มด้วยภาคพิเศษ นั้นคือความคิดเห็นของกาละแมร์เองว่าเค้ายังมองผู้ายเป็นแบบไหน เปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด

แวบแรกที่อ่าน รู้สึกว่า โหด มัน ฮา มากๆ อ่านไปหัวเราะไปค่ะ สนุกมากๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีประสบการณ์เพื่อนต่างเพศอะไรมากมาย แต่ก็พูดได้ว่าหลายๆเรื่องของผู้ชายนั้นเป็นเรื่องจริงแน่นอน รู้เลยว่าถ้าผู้ชายอ่านหนังสือเล่มนี้คงรู้สึกไม่ค่อยพอใจ ฮาๆ แต่อย่าว่ากระนั้นเลย เพราะพี่เค้าเอาเรื่องจริงมาพูด 🙂 อย่างไรเสีย คนเรามันก็ไ่ม่ได้เลิศเลอเพอร์เฟ็กไปซะทุกเรื่อง แม้แต่ผู้หญิงก็ดี ต่างคนต่างก็มีความแตกต่างที่เรารับได้บ้าง รับไม่ได้บ้าง ถ้าเราเข้าใจความแตกต่างและหัดปรับตัวเข้าหากัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เมื่อนั้นเราก็คงจะพบความสมดุลและสามารถคบกับใครคนนึงหรืออยู่ร่วมกับใครอีกคนนึงได้อย่างมีความสุขล่ะมั้งคะ 😀

WP_20141206_027

Ristr8to Story โดย อานนท์ ธิติประเสริฐ

นึกย้อนไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ได้มีโอกาสไปเยือนเชียงใหม่ เยือนอากาศหนาวๆ ที่คนใต้อย่างเราไม่คุ้น (คุ้นแต่ฝน) ก็ทราบกิตติศัพท์ว่าเมืองเชียงใหม่นั้นมีแต่ cafe’ เพราะก่อนหน้านี้น่าจะสองสามปีที่แล้ว ก็เคยมาขี่มอเตอร์ไซค์ชิมกาแฟร้านนู้นร้านนี้อยู่ จำได้ว่าวันนึงลองไป 5 แก้ว ทรมานมากแต่ก็ฮาดี มีโอกาสเยือนเชียงใหม่อีกครั้ง จึงขอลองชิมกาแฟอีกครั้ง แต่ขอเลือกเฟ้นร้านที่ดีๆ แบบบรรยากาศโอเค คุ้มค่าต่อการบินมาชิมสักหน่อย ><

RISTR8TO เป็นร้านดังในย่านถนนนิมมานฯ ดูจากรีวิวในอินเตอร์เน็ตนี่แหละ จำได้ว่าที่เคยมาเชียงใหม่ครั้งก่อนๆ ก็ยังไม่เคยได้ยินชื่อร้านนี้เลย การที่เป็นร้านใหม่ แล้วดังติดหูคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยว ก็น่าจะเป็นร้านที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ แวบแรกที่เห็นร้านนี้ ก็รู้สึกเหมือนอยู่ต่างประเทศนะ มีแต่ฝรั่ง เมนูที่เปิดก็แอบงง คือมันเจ๋งนะ แต่ต้องอ่านทำความเข้าใจนิดนึง ที่สำคัญเค้าก็เน้นกาแฟร้อนอีก ไอเราตอนนั้นก็ไม่ได้กินกาแฟจ๋า ชอบกาแฟใส่นม ใส่น้ำตาล ก็เลยรู้สึกเกร็ง สุดท้ายพอได้ชิมกาแฟที่อยู่ตรงหน้า ขอบอกเลยว่ามันยอดมาก อร่อยแบบไม่ต้องใส่น้ำตาลใส่น้ำแข็ง อย่างที่เราคุ้นเคยเลย (เอาจริงๆเค้าก็กินกาแฟกันแบบนี้อ่ะนะ)

เล่านอกเรื่องมานานค่ะ คือจะบอกว่าประทับใจร้านนี้มาก ขอไล่ไปตั้งแต่การตกแต่งร้าน มี story มากมาย การ serve แก้วกาแฟ ฐานรองแก้ว latte art มันดูดีไปหมด และที่สำคัญ รสชาติกาแฟที่เข้มข้น แต่นุ่มละมุนลิ้น อุณหภูมิพอเหมาะ คือ perfect อ่ะค่ะ 🙂

หลังจากกลับบ้านเราก็เลยลองไปศึกษาประวัติร้านนี้ดู ก็เลยรู้ว่าไม่ธรรมดานี่นา ยิ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้เข้าอีก ยิ่งรู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลัง ก่อนที่พี่ต๋องจะมาประสบความสำเร็จในวันนี้ได้ ก็ต้องผ่านอุปสรรคมาร้อยแปดพันเก้า คือพี่เค้าสุดยอดจริงๆค่ะ

หนังสือเล่มนี้ จึงเป็นทั้งการบอกเล่าประวัติของพี่ต๋อง เจ้าของร้าน Ristr8to ก่อนที่จะมาเป็นร้านนี้ และยังสอดแทรกแนวคิดดีๆ ในเรื่องการทำงาน การสู้ขีวิต ผ่านประสบการณ์ของพี่ต๋องอีกด้วย (ว่าแล้วก็อยากกินกาแฟพี่ต๋องอีกจัง) อ่านแล้วรู้สึกดี กำลังใจมาค่ะ 😉

WP_20141123_011