Tag Archives: Japan

เที่ยวญี่ปุ่นอย่างประหยัด พร้อมโจทย์การพาเพื่อนมาโตเกียวเป็นครั้งแรก!!

(รีวิวเลทมากมาย ขออภัย 😦 )

….

ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีอะไรประหยัดได้ก็ต้องทำ แต่บาปกรรมดันมาเจอตั๋วเครื่องบิน 0 บาท ที่ได้จองช้ามปีตั้งแต่ช่วงเงินยังมี จะทิ้งก็คงไม่ใช่ way ก็ต้องชดใช้กรรมกันไปสินะ ขอเที่ยวอย่างประหยัดก็แล้วกัน (ก็เห็นประหยัดตลอด 55)

IMG_6745
เห็นกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ฟูจิซัง 🙂

เนื่องจากเราไปญี่ปุ่นมาบ่อยแล้ว รอบนี้ก็เลยไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร เพราะไปที่เดิม จุดประสงค์ที่จองเพราะเพื่อนมาเที่ยวโตเกียวเป็นครั้งแรก ดั้งนั้นก็ต้องจัดสิ่งที่เป็นไฮไลท์ว่าชั้นมาถึงญี่ปุ่นแล้วนะ เช่น ฟูจิซัง นิกโกะ อะไรอย่างงี้ ซึ่งก็ไปมาหมดแล้วไง จึงขอเล่าในสไตล์เที่ยวญี่ปุ่นแบบประหยัดก็แล้วกัน ตรงตาม concept เผื่อจะมีประโยชน์กับผู้ที่สนใจนะคะ 😉

IMG_6709
เย่ มาถึงแล้วญี่ปุ่น!

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นทริปประหยัด แน่นอนค่ะ เราบิน low cost ไปถึงนาริตะเช้าตรู่วันที่ 5 มีนาคม แล้วบินกลับเช้าวันที่ 12 มีนาคม รวมเวลาเที่ยวประมาณ 7 วัน เมื่อตารางเที่ยวทั้งหมดให้เราเป็นคนจัด จะทำยังไงให้ไปที่ที่เราเคยไป แล้วเราฟินเพื่อนก็ฟินด้วย อันนี้โจทย์ยาก ไม่พอก็ต้องประหยัดอีก เพราะเป็น concept ทริปของตัวเอง โอเค เราจึงสรุปได้ว่า

IMG_6657
เพื่อนมีความทุ่มเท เพื่อนนั่งถ่ายรูปในพงหญ้า…555

วันแรกจะอยู่ปักหลักเดินเล่นเล็กๆ ในโตเกียว ซื้อ Hakone Pass 3 วัน ราคา 8000 เยน เพื่อไปเที่ยว Hakone และ Fuji ในสองวันถัดไป ซึ่งคำนวนราคารถไฟ รถบัส กระเช้า ครูซ ทุกอย่างก็พบว่ายังคุ้มอยู่ (pass นี้ใช้ได้ 3 วันและครอบคลุมที่เที่ยวรอบทะเลสาบทั้ง 5) หลังจากนั้นก็ซื้อ Tokyo Wide Pass 3 วัน ราคา 10000 เยน เพื่อไปเยี่ยม Nikko หนึ่งวัน อีกวันล่องใต้ไป Kamamura แวบไปดูซากุระที่ Miura แล้วสุดท้ายขอไป Gala Yuzawa ไปสกีรีสอร์ทเป็นครั้งแรกของตัวเองและเพื่อนๆ ดูหน่อย อยากรู้ว่าเป็นยังไง อีกอย่าง Pass ก็ค่อนข้างโปรโมทเยอะ วันสุดท้ายค่อยซื้อตั๋วที่สถานีแบบทั่วไป คำนวนแล้วคุ้มกว่าซื้อ 1-day-pass Tokyo Metro หรือ + Toei Subway เนื่องจากสถานีรถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro ไม่ครอบคลุมเท่าของ TOEI Subway สถานที่เที่ยววันนั้นก็ไม่ค่อยติดกับรถไฟใต้ดินด้วย ต่างกับวันแรกที่ลองใช้ 1-day-pass Tokyo Metro ในราคา 700 yen

IMG_6482
ขอเพื่อนมา ขอเถอะ snoopy ของช้านนน 😀

ในส่วนของที่พัก คืนแรกและคืนที่สองเราปักหลักอยู่ที่ hostel อันแออัด ขอที่ซุกหัวนอนแค่ชั่วคราว ส่วนอีก 5 คืนสุดท้าย เราจอง airbnb ได้ shared apartment มา ซึ่งโอเคมากเลยนะ ตกคนละประมาณ 700 บาทต่อคืน แม้ห้องนอนจะแคบมาก แต่ห้องครัว ก็กว้างใหญ่ทำอาหารไปหลายรอบ ห้องนั่งเล่นก็ดี พอให้นอนได้บ้างเป็นบางคราว 55

IMG_6485
อาหารทะเลปิ้งย่าง อร่อยดี ได้ฟีล

เรามาเริ่มกันเลยค่ะ

IMG_6564
เจอเพื่อนร่วมทางระหว่างนั่งกระเช้าไปกินไข่ดำ 🙂

เมื่อเครื่องแลนด์ สิ่งแรกที่ทำคือ พาเพื่อนๆ ไปกินข้าวปั้นเซ่เว่น เพราะการกินอาหารในร้านสะดวกซื้อ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำเมื่อมาญี่ปุ่นค่ะ จากนั้น เรารีบตรงไปซื้อ Tokyo Wide Pass แบบ 3 วัน ที่ออฟฟิสของ JR ในสนามบิน ดูแล้ววันอื่นไม่สามารถซื้อทัน จึงต้องเผื่อไว้ก่อน จากนั้นเราก็นั่งรถไฟเอกชนเพื่อไปยังที่พักของเรา และซื้อ Tokyo Metro 1-day-pass ณ สถานีที่ใกล้กับที่พัก เพื่อไปยังวัด Asakusa, Snoopy Museum (อันนี้ขอ) , และ Tokyo Tower คุณเพื่อนทำรีวิวเรื่องกินมา นางจึงพาไปกินร้านอาหารทะเลที่เปิด 24 ชั่วโมง จำชื่อไม่ได้แต่มีหลายสาขาค่ะ ก็ฟินกันไป แล้วก็ไม่ลืม แวบไปที่ Shinjuku เพื่อซื้อ Odakyu Pass (เดินหลง เดินหาอยู่นาน) ที่สำหรับใช้ในวันพรุ่งนี้ ตอนซื้อเสร็จได้เจอกับคุณลุงคุณป้า ที่อาสาเป็นไกด์ให้นักท่องเที่ยว เห็นแกพยายามคิดภาษาอังกฤษว่าพูดคำนั้นยังไง ก็นึกเอ็นดู น่ารักมากเลย เราก็เลยยืนฟังให้แกได้ทำหน้าที่จนจบ

IMG_6613
ทำหน้าไม่ถูก คือมันหนาวบาดเนื้อจริงๆ

วันต่อมาเราออกแต่เช้าเพื่อไปเที่ยว Hakone จุดหมายปลายทางที่ Kawaguchiko เริ่มต้นขึ้นรถไฟที่ Shinjuku โดยใช้ pass ที่ซื้อมาค่ะ ด้วยความงก เราไม่ได้นั่งรถไฟด่วน (ต้องซื้อเพิ่ม) เพื่อไปถึงจุดล่องเรือเลย แต่ขอนั่งรถเมล์ต่อรถไปเรื่อยๆ จนถึงที่ขึ้นครูซเพื่อล่องทะเลสาบ Ashi เสียดายที่วันนั้นฝนตกหนักมาก เราจึงไม่ได้เห็นความสวยของ Hakone ในแบบที่ควรจะเป็น (แบบนี้ต้องกลับมาแก้ตัว!) พอได้นั่งกระเช้าเพื่อไปกินไข่ต้มสีดำที่ Odawara ฝนก็ยังตกอากาศเย็นลมก็แรงอีก เรียกว่าไม่ใช่ Hakone ในฝันเลย เป็น Hakone แบบ Extreme สุดท้ายเราก็นั่งรถบัสหลายต่อมากๆ จนถึงเขต Kawaguchiko เห็น Fujisan โผล่มาทักทายค่อยอารมณ์ดีขึ้นหน่อย เราจบทริปวันนี้ด้วยการซื้อกับข้าวในมินิมาร์ทแล้วมากินรวมกันบนห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นกว้างขวางเพราะเค้าอัพเกรดให้ ฟีลดีมากมายแฮปปี้ฝุดๆ

IMG_6645
รอบที่สอง ที่มาแล้วท้องฟ้าปิด 😦

เช้าวันต่อมา เราไปกันที่เจดีย์ Chureito โดยนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Shimo-Yoshida ที่ตัวเองเคยมาเมื่อสามปีที่แล้วแต่ท้องฟ้าปิด ในจินตนาการมันคือภาพฟูจิซังกับเจดีย์สีแดงย้อมแสงแดดโดดเด่น แต่ความจริงวันนี้ไม่ต่างกับสามปีที่แล้วเลย ไม่เห็นฟูจิซังเช่นเคย…โถ่

IMG_6697
แอบหนีเพื่อนมาหลบในสถานี ให้เพื่อนเผชิญความหนาวด้านนอก 555

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความเจริญค่ะ เมื่อก่อนสถานียังดูเล็กๆ ร้างๆ กว่านี้นะ แต่ช่างเถอะ เราเดินคอตกนั่งรถไฟกลับไปที่สถานี Kawaguchiko เช่นเคย เพื่อไปนั่งรถบัสทัวร์รอบทะเลสาบ Kawaguchiko และ ทะเลสาบ Saiko ที่อยู่ติดๆ กัน ซึ่งคุณฟูจิออกมาทักทายตลอดเวลา ซึ่งดี เราแฮปปี้ เพื่อนเราก็แฮปปี้ เมื่อกระหน่ำชัตเตอร์จนหนำใจก็ได้เวลากลับโตเกียวกันค่ะ ซึ่งเราใช้บริการ Chuo Highway Bus ที่จองที่นั่งมาล่วงหน้าจากเมืองไทยสะดวกดีแท้ (ไม่งั้นเสี่ยงเต็มนะคะ)

IMG_6767
ที่แท้แค่มือชา ไม่รู้เลยว่าน้ำเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง -_-

เริ่มวันใหม่ที่โตเกียว เราเริ่มต้นทริปโดยใช้ Kanto Wide Pass ประเดิมที่ Nikko เป็นที่แรกเพื่อให้เพื่อนๆ ได้ฟีลการมาถึงประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการค่ะ เพิ่มดีกรีอีกนิดด้วยการนั่ง Shinkansen ที่ไฮโซ ดูดี สะดวกสบาย เร็วมากๆ และแน่นอน มันคือสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นค่ะ 55 Nikko วันนี้ไม่ต่างจากวันนั้นเมื่อสามปีที่แล้ว แต่ที่แตกต่างคืออากาศกระมัง ก่อนเข้าต้องมีการล้างหน้า ล้างมือ บ้วนปาก ตามธรรมเนียมญี่ปุ่น เราซึ่งเป็นหน่วยกล้าตายลองสัมผัสน้ำดูว่าเย็นหรือเปล่า ซึ่งก็คิดว่าปกตินะ แต่เพื่อนตาไวหันไปเห็นน้ำแข็งเกาะที่กระบวยตักน้ำ คล้ายๆรอยหินปูนในถ้ำ คุณพระ! นี่คืออากาศเย็นมากจนมือชา (555) ความสวยงามและบรรยากาศดีๆ ถูกลบเลือนไปด้วยอากาศที่เย็นสะท้านทรวง เราฝ่าแรงลมหนาวเพื่อไปดูรูปปั้นพระริมแม่น้ำที่อยู่ไกลจากเมืองหน่อย ซึ่งสวยนะคะ แต่กว่าจะฝ่ามาถึงจุดๆ นี้ได้ เรียกว่าต้องตายกันไปข้างนึง โชคยังดีที่เราเจอร้านราเม็งเล็กๆ สุดอร่อย และได้แวะคาเฟ่ที่มี workshop กระจกตกแต่ง ซึ่งดีงามมาก ก็พอได้มีฟีลดีกับการมาเยือนที่นี่หน่อยค่ะ

IMG_6783
ตอกย้ำความเย็น ความลมแรง 10 ระดับ บรึ๊ยย…

ก่อนกลับโตเกียวเราแวะเปลี่ยนรถไฟที่เมือง Utsunomiya ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเกี๊ยวซ่า (ทำไมเมื่อสามปีที่แล้วไม่ทราบ?) เกี๊ยวซ่ามากมายหลากหลายประเภทขึ้นป้ายชูหราในสถานีรถไฟ ทำให้เราผู้ซึ่งไม่รู้จักเกี๊ยวซ่าเท่าไหร่เห็นว่า เกี๊ยวซ่าจริงๆแล้วมีหลายแบบนะ คือมีหลายแบบมากจริงๆ ทำให้เราถึงกับต้องแหวกกระเพาะกินเกี๊ยวซ่าที่นี่ให้ได้! ไม่งั้นจะโดนล้อว่ามาไม่ถึงแน่นอน (555)

IMG_6982
ดังนักใช่มั้ย ต้องกินสิ เกี๊ยวซ่า

วันต่อมา เราไปตามลายแทงของเพื่อนที่บอกว่า มีเมืองเล็กๆ ใกล้กับชายฝั่งทะเลตอนใต้ของโตเกียว เป็นที่ดูดอกซากุระ นั่นคือเมือง Miura ใช้วิธีนั่งมาลงที่สถานี Kurihama แล้วจึงต่อรถไฟสายท้องถิ่น Keikyu Kurihama Line ไปลงที่ Miurakaigan เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆแต่น่ารักดีค่ะ มีป้ายบอกทางตลอดว่าซากุระอยู่ที่ไหน

IMG_7039
บ้านนี้แหละที่มีชั้นวางผักหน้าบ้าน กลับมาอีกรอบมีถังใส่ดอกไม้! น่าร๊าาก 🙂

เราเดินตามกลุ่มนักท่องเที่ยวอาวุโสไปเรื่อยๆ จนเจอต้นซากุระในตำนาน มันสวยอย่างงี้นี่เอง สวยจนอยากให้แม่มาเห็น เมืองนี้เป็นลักษณะชนบทหน่อยๆ ติดทะเล คนส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม เราเดินผ่านบ้านหลังนึงซึ่งมีชั้นวางผักขายหน้าบ้าน ราคาไม่แพง และน่ารักมากๆ ขากลับมีช่อดอกไม้มาเพิ่มอีก มันมีความรู้สึกว่า ทำไมน่ารักได้ขนาดนี้ ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่มันคงเป็นวิถีคนที่นี่แหละ ก่อนกลับเราแวะซื้อซาซิมิและขนมปลาที่เราชอบ นั่งกินใต้ตั้นซากุระหน้าสถานี ฟีลดีอีกแล้วครับท่าน เพราะโครตอร่อย 😉 ขากลับเราแวะไปที่เมือง Kamakura พาเพื่อนไปไหว้พระใหญ่ ที่นี่เราเจอคาเฟ่เยอะมากๆ เจอร้านต้นไม้เก๋ๆ ด้วย ซึ่งไม่ได้ว้าวอะไรมากเพราะเคยมาเยือนแล้วเช่นกัน

IMG_7050
ซากุระะะะ 🙂

ความว้าวอยู่อีกวันนึง

IMG_7289
เย็นสบายจัง

วันนี้เรานั่ง Shinkansen อีกครั้งเพื่อไปเยือน Gala Yuzawa ที่โด่งดังเรื่องสกีรีสอร์ท ว้าวแรกคือท้องฟ้าสดใสมองเห็นฟูจิซังไกลๆ สักพักรถไฟก็ผ่านอุโมงค์นึงซึ่งรู้สึกว่าไกลมาก อยู่ๆก็ภาพตัดโผล่มายังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน เอ๊ะ! นี่มันเมือง Echigo Yuzawa คุณพระ! หิมะตก!!!! ไม่ได้เห็นหิมะมานานเท่าไหร่แล้วคะ รู้สึกตื่นเต้นมาก บ้านแต่ละหลังคือหิมะหนาเป็นฟุต ระหว่างที่กำลังตื่นเต้น อีกใจนึงคิดว่า ด้วยเสื้อผ้าที่เตรียมมาเท่านี้เตรียมตัวแข็งตายได้เลย 55…

IMG_7324
ฟินสุด เมื่อได้แช่ออนเซน ดูภูเขาหิมะท่ามกลางอากาศเย็นๆ แบบนี้ 🙂

เราใช้เวลาไม่นานในสกีรีสอร์ท เล่น sleigh จนหนำใจ เพราะไม่กล้าเล่น snowboard หรือ ski แต่พอเห็นว่า มีเพียงเด็กๆ ที่เล่น sleigh ก็รู้สึกเลยว่า ‘พลาด’ 55 อายจัง ไม่รู้ว่าทนความเย็นไม่ไหวหรืออายเด็ก เราจึงรีบลงมาแช่ออนเซ็นที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้กับสถานีรถไฟ Echigo Yusawa มันเป็นอะไรที่ฟินมาก เพราะการได้แช่ออนเซ็นแล้วนั่งมองหิมะบนยอดเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ เป็นอะไรที่ดีต่อใจมาก เสร็จแล้วก็มาช้อปปิ้งของฝาก ชิมกันจนอิ่ม 55 เพราะเวลาเหลือเฟือเมื่อกลับโตเกียวเลยแวะไปเดินเล่นที่ Ueno ซึ่งชอบมาก ไปหลายรอบ เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ช้อปปิ้ง ร้านอาหารก็ถูก ไม่พอยังมีส่วนที่ขายของสดอีก เพลินจ่ะ

IMG_7556
แสร้งว่าเป็นนักท่องเที่ยว กำลังถ่ายโปสเตอร์ 55

วันสุดท้ายเราเดินเที่ยวในโตเกียว เริ่มต้นที่ Harajuku ย่านนี้อย่างที่ทราบกันว่าเค้าแต่งตัวได้แนวสุดๆ สีสันมันสนชื่นสะดุดตาดีแท้ แต่พอข้ามถนนมาปุ๊บ ภาพตัด… นี่คือทางเข้าศาลเจ้า Meiji Jingu ค่ะ เราว่ามันคือความย้อนแย้งอย่างน่าประหลาดระหว่างความสงบเงียบและความสนุกสนานที่ห่างกันเพียงฟากถนน ยิ่งเดินลึกเข้าไปในศาลเจ้าก็ยิ่งสงบ ความเขียวร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ยิ่งทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ยังแปลกใจว่าความแตกต่างอย่างสุดขั้วมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

IMG_7591
ชอบที่นี่มาก ศาลเจ้าเมจิ ที่ฮาราจูกุ

ปรัชญากันพอแล้วเราไปต่อที่ตึก Pasona ที่อยากไปมานานแล้ว ที่นี่เค้าปลูกต้นไม้ในสำนักงานอย่างจริงจังและอยู่กับมันได้อย่างสบายๆ คือดีอ่ะ หลังจากนั้นเราก็เดินเลียบแม่น้ำ Sumida ไปเรื่อยๆ และจบทริปที่การขอพรเรื่องความรักที่ศาลเจ้าแมว Imado อันเลืองชื่อ 555 เป็นอันว่าจบทริปสมบูรณ์กับที่สุดท้ายนี่แหละ 555

IMG_7387
ถ้ามีไม้ จะกระทุ้งส้มมากิน แน่นอน 55 😀

สรุป ค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 30000 บาท รวมทุกอย่าง ทั้งค่าเครื่อง ค่าที่พัก ค่าพาสต่างๆ ค่าเดินทาง ค่ากิน ยกเว้นค่าช้อปของแต่ละท่าน ข้อเสียเดียวของทริปนี้คืออากาศที่เย็นมหาโหด แล้วเตรียมเสื้อมาแค่อากาศชิว ซึ่งเป็นอะไรที่ทรมานสุดๆ เมื่อเดินทางมามากเราจะรู้ว่า การที่ทำให้ร่างกายเราอบอุ่นอยู่เสมอ เป็นอะไรที่ดีที่สุด เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเพื่อให้การเที่ยวของเราแฮปปี้ที่สุดนั่นเองค่ะ 🙂

แล้วพบกันรอบหน้า…ที่อเมริกา วู้ฮู ^^

Advertisements

เยอรมันซันเดย์ (ทำไมญี่ปุ่นไม่รับทิป แต่มีเซอร์วิสที่ดีที่สุดในโลก)

เล่มนี้มีที่มาที่ไปค่ะ

เอาจริงๆคือ ชอบปกค่ะ (ฮาๆ) เห็นอะไรเป็นธงชาติเยอรมันไม่ได้ ต้องเปิดอ่านทุกที ขนาดว่าหนังสือท่องเที่ยวประเทศเยอรมัน เป็นเพียงเล่มแรกและเล่มเดียวที่ซื้อมาอ่าน เพราะส่วนตัวไม่ชอบหนังสือนำเที่ยวอะไรประมาณนี้ แต่ถามว่าอ่านจบมั้ย เจ้าตัวก็จำไม่ได้เพราะมันนานมากแล้วลืมหมดแล้ว แต่เอาเป็นว่าชอบประเทศนี้มากโดยไม่มีเหตุผล จริงๆก็มีสาเหตุล่ะค่ะแต่ไม่อยากบอก ไร้สาระเกิน

อ่ะกลับมาที่หนังสือเล่มนี้กันเถอะค่ะ…

หนังสือเล่มนี้เป็นการยกตัวอย่างประเทศที่มีวัฒนธรรมที่ดี น่าเอาเป็นตัวอย่าง และแตกต่างกัน 7 ประเทศ อันประกอบไปด้วย เยอรมัน อังกฤษ อินเดีย อเมริกา ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย โดยผ่านการเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรมเหล่านั้น และบอกถึงที่มาของวัฒนธรรมนั้นๆ อีกด้วย อ่านแล้วเพลินมากค่ะ เหมือนอ่านข้อเท็จจริงที่บางครั้งเข้าใจยาก แต่พอมีตัวอย่างหรือที่มาที่ไป มันก็สร้างเป็นลิ้งค์ในสมอง ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายๆ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ รู้ว่าทำไมประเทศเค้าถึงเจริญ ทำไมเค้าถึงเป็นแบบนี้แบบนั้น ทำให้เราเข้าใจคนของประเทศเค้า ไม่พอ บางครั้งเราก็อาจนำวิธีคิดของเค้ามาปรับใช้กับการใช้ชีวิตเราได้เหมือนกันค่ะ

ยกตัวอย่างประเทศเยอรมัน ขึ้นชื่อปกเลยว่า ‘เยอรมันซันเดย์’ หมายความว่าคนเยอรมัน ‘ต้อง’ ทำสิ่งนึงในวันอาทิตย์ นั่นคือการไป park เออเราอ่านแล้วก็แปลกใจ คือเค้าให้ทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัว โดยเฉพาะวันอาทิตย์ ห้างจะปิดหรือเปิดไม่กี่ชั่วโมง ไม่มั่นใจ แต่วันนั้นต้องเป็นวันว่างที่ต้องไปพักผ่อนหย่อนใจกันในสวน ยังมีรายละเอียดอีกมากแต่จำไม่ได้แล้ว (ฮาๆ) แต่เหตุผลเลยก็คือ ตอนที่คนเยอรมันเค้าทำงาน เค้าก็จริงจังมาก social network นี่คือห้ามแตะ พอเลิกงานก็กลับบ้านอยู่กับครอบครัว แต่บ้านเราตอนทำงานก็โม้บ้าง เช็ค facebook บ้าง พอทำงานจริงๆก็เลยไม่เสร็จสักที กลับบ้านดึกดื่น บลาๆ จนอาจกลายเป็นปัญหาครอบครัว เพราะกลับดึกทุกวัน อะไรประมาณนี้ล่ะค่ะ

ในแต่ละบท เค้าก็จะตั้งคำถามให้เราสงสัยว่า ทำไมคนเยอรมันทำงานน้อยแต่ได้ปริมาณงานมาก? (อันนี้คุณๆคงทราบแล้ว เพราะเค้าทำงานจริงๆ) ทำไมคนอังกฤษถึงก้าวหน้าชาวบ้านอยู่เรื่อย? ทำไมอเมริกาไม่เคยตื่นจากฝัน? ทำไมจีนกลับหลังหันก็เพื่อเผชิญหน้า? ทำไมอินเดียเป็นประเทศที่ยิ่งกว่าประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุด? ทำไมออสเตรเลียเชียร์มวยรองบ่อน? และทำไมญี่ปุ่นไม่รับทิป แต่เซอร์วิสดีที่สุดในโลก? ถ้าสงสัยก็ลองหามาอ่านดูนะคะ สนุกและได้ความรู้อีกด้วย 😀

ปล. ถ้ายิ่งได้เคยไปประเทศเหล่านี้แล้ว ก็จะยิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งค่ะ พูดเลย!
IMG_5297

ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ ในหมู่บ้านเล็กๆ โดย มาซาฮิโกะ โอโตชิ

ส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เลยมีหนังสืออยู่ทุกที่ที่เราใช้เวลาบ่อยๆ เช่น ในห้องน้ำ (ฮาๆ) ในรถ ในกระเป๋าถือ เวลาอ่านทีก็ต้องแบ่งภาคในสมองว่า เรื่องนี้เราอ่านถึงไหนแล้ว เรื่องนั้นล่ะ อืม เป็นการฝึกความจำ ฝึกสมองได้ดีนะคะ เล่มที่คุณผู้ชมเห็นอยู่นี้ ดิชั้นไว้อ่านในห้องน้ำค่ะ..(ได้กลิ่นโชยมาด้วย ฮาๆ) แต่จริงๆก็ไม่ทราบว่าเป็นหนังสือของใคร (อ่าว) แต่มันตั้งอยู่ในบ้านแบบไร้เจ้าของ เราก็เลยจิ๊กมาเป็นของตัวเองซะงั้น

เรื่องราวในเล่มเป็นการเล่าประสบการณ์ของนักเขียนคนหนึ่งที่มีต่อหมู่บ้านอุมาจิ อยู่ที่ไหนไม่ทราบค่ะ (ฮาๆ) แต่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่หลังเขา คราคร่ำไปด้วยต้นสนและส้มยูสุ เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านทำโรงไม้ แต่เพราะคนวัยทำงานละทิ้งบ้านเกิดไป ธุรกิจโรงไม้ก็ซบเซา ป้าลุงที่อยู่ในหมู่บ้านก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาหมู่บ้านและธุรกิจประเภทอื่น เพื่อให้คนในชุมชนทุกคนสามารถดำเนินชีวิตต่อและสามารถพึ่งพาตัวเองได้ แล้วก็ประสบความสำเร็จซะด้วยค่ะ ทุกวันนี้หมู่บ้านอุมาจิก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน เพราะมีกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมชาติมากมาย รวมทั้งกิจกรรมวิ่งมาราธอนที่พลาดไม่ได้ โรงแรมและบ่อน้ำร้อนก็มีชื่อเสียงค่ะ แต่สิ่งที่โด่งดังไปทั่วประเทศก็คือ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากส้มยูซุ เป็นจุดกำเนิดให้เมืองนี้เป็นที่รู้จักนั่นเองค่ะ

เนื้อหาในเล่มค่อนข้างจะเยอะซักหน่อยค่ะ เพราะเค้าบรรยายให้เราเห็นตั้งแต่เริ่มต้น ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง แล้วผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้อย่างไร มีกระทั่งพูดถึงตัวละครในหมู่บ้านค่ะ ว่าเค้าเป็นยังไงมายังไง คือละเอียดมากๆค่ะ เหมือนเราไปหมู่บ้านนั้นกับเค้าด้วย  แต่ส่ิงที่เราชอบที่สุดคือ มันตัวอย่างของความมุมานะ ความพยายาม ความสามัคคี และการสร้างกำลังใจค่ะ อ่านแล้วทำให้เรารู้ว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าเราคิดจะทำ ถ้าเรื่องใหญ่ๆหน่อย ก็ต้องเร่ิมที่ความสามัคคี เข้าธีมกับสถานการณ์บ้านเมืองของเราเลยค่ะ (เหอๆ)

ปล. หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากไปชนบทญี่ปุ่นค่ะ (ข้ออ้างชัดๆ :P) เอาจริงๆ ญี่ปุ่นนี้คือไปได้ตลอดค่ะ ชอบมาก คราวที่แล้วที่ไปฮอกไกโดก็ดี๊ด๊าอยู่คนเดียวที่ได้กินเหล้าจากส้มยูซุ หนังสือเล่มนี้ลอยมาเลยค่ะ หลับตาแล้วฟินอยู่คนเดียว ฮาๆๆ 😀

IMG_2480

It happened in Hokkaido

Helloo!! I’m back to my English writing version!

Well, I’m not a good English writer because I’m Thai. But, I’d like to do it to practice my skill! So, just don’t mind if you notice any grammar mistakes 🙂

Okay, let me talk about my recent trip to Hokkaido!!

Japan is one of the places that I love to go back again and again. I heard people said this many times when they visited Japan, as it also happened to me. In my opinion, I thought it’s because of the people, traditions, infrastructure, architecture, food, and so forth. I couldn’t mention them all. However, this time I got another reason to visit Japan, it was the beautiful nature.

Hokkaido is full of pure and beautiful natural places. There’re so many national parks and natural sights. Sapporo is the capital city which I think it is the most crowded city as well. You can do shopping here but it shouldn’t be the main purpose to come here. You’d better visit Tokyo or Osaka for this purpose. On the other hand, it should be the place to take a rest, to walk slow, to stay calm, and to enjoy the surrounding nature. However, more time and small car are recommended to explore and experience this island. There’re two famous things in Hokkaido, the Sapporo’s winter festival on December, and Furano’s lavender farm on July.

I had no chance for that, poor me 😦

It happened to me unintentionally 3 weeks before as I was asked to join the trip. Well, no one to blame but myself because I said yes!!

My first mission began by arranging the trip to see Hokkaido in 5 full days. It’s not enough time to hire a car and no chance to see that lavender farm either. So, I decided to travel with train and visit only Lake Toya, Hakodate, Otaru, and Sapporo.

IMG_3022

Once we got off the plane, we headed to Lake Toya. It’s my requirement to visit this place. Again, I thought the lake was so beautiful as I saw in pictures. Then, I just wanted to see it with my own eyes. It was very impressive, anyway. Toya city was situated close to the shore, but we got to take a bus to Toya Onsen, where the lake was. Our accommodation was great! They’d got a lake view, natural onsen, and traditionally delicious dinner+breakfast.

The place that got me excited was the Showa Shinzan. It’s a newly mountain rose from earthquakes. I still saw the sulphurous fumes from this mountain which I never saw at any places before. We took Usuzan ropeway to the observatory where I could see Lake Toya and also the sea, the view was so awesome!

IMG_3032

During night time, there’s also fireworks around the lake. It’s first time to see a lot of people in the city. Actually, it’s was a very small and silent city. I rarely saw cars on the roads or people on the streets. It’s weird. Well, you’d get used to it when you visited other cities in Hokkaido, it’s very silent even in Sapporo. I didn’t know where did people go. Moreover, this hotel got only a public onsen. Even this was my second time but I was still embarrassed. But, once you got rid of an unusual feeling to have a shower with other people, you’d get a very good feeling to bathe in the onsen.

IMG_3095

Next day, we went to Hakodate city. It was prior the harbour of Hokkaido when the transportation was still limited. So, it’s quite a big city and so many places of interest. We walked around the Motomachi, bay area, the Goryokaku Fort, morning market and the observatory on Hakodate mountain which was claimed to be the third most beautiful evening scene in Japan.

In Hakodate, however, I really liked the local supermarket store and donburi. In the store, I could see many local fruits, foods, snacks, and all the Japanese unique items which they’re so interesting and exciting. I could spend time there (actually, I wanted to try them all!). It’s good to go to the morning market as well because we could see their local life and we also had a chance to eat a very good uni donburi! 😀

IMG_3214

Otaru was the next spot. It’s just 40 kilometres away from Sapporo situated on the north coast. It was famous for the old canal, desserts, and a shopping street. Well, I thought there’s nothing much to do and to see in this city. It’s mostly designed for the tourists. Anyway, the city was still nice to visit once.

Then, we took the train back to Sapporo, the capital city of Hokkaido. Well, it’s like other big cities in Japan, where we could see many high rise buildings, people, traffics, lights, and anything that big cities should have. However, I tended to think differently. I thought it was sufficiently and traditionally developed city. You might wonder what is was. Well, it’s a big city but not crowded and less traffics. People were not that hurry to walk or to do things. I could walk slowly on the streets or in the train stations without got hit by other people unlike Tokyo and Osaka.

In Susukino, the busiest district, was actually crowded by people who wanted to enjoy their night life, but I didn’t feel like crowded. You know, when we walked a few blocks away I didn’t know where people gone! It’s back to dark and silent city again.

IMG_3434

We went to the historical places like the old parliament and clock tower,also the newly architecture like Odori park and Chocolate Factory, which was very good. Again, my feeling was so different compared to other big cities.

Because it’s summer, there’s a lot of flower, beautiful gardens, and some places even had a very nice and delicate plant and flower decoration.

Because we came during YOSAKOI festival, there’s so many people in many teams wearing colourful clothing and makeup, dancing with the traditional music on the streets all days long.

Because it’s Sunday, there’s so many local markets on my way, organic market at the front of old parliament building, secondhand market at a car park near Sapporo’s clock tower, and handmade market at the underground walkway between the subway stations.

IMG_3469

Imagine that it’s sunshine, blue sky, gentle breeze, and colourful flowers around, you saw people shopping or trying to sell their things. Some of them were watching people dancing on the streets and having fun with it. It’s such a lively and lovely day for me. If you want to slow down and enjoy your life more, I think Hokkaido in summer is a place for you. 🙂

โตเกียวไม่มีขา โดย นิ้วกลม

ดีใจสุดๆ เมื่อมองเห็นหนังสือเล่มเก่าๆเล่มหนึ่ง แอบซ่อนอยู่ใน shelf ของร้านกาแฟที่ไปบ่อยๆ และที่สำคัญ ร้านนั้นเป็นร้านเพื่อนเราเอง พอสบโอกาสคุณเพื่อนผละจากการชงกาแฟ เดินเข้ามาทักทายเรา ไม่พลาดที่จะขอยืมหนังสือเล่มนี้มาอ่านให้ได้ ทำไมน่ะเหรอ คือมันหายากจริงๆ แบบเค้าไม่ผลิตแล้วน่ะ พอเจอนี้ถึงกับอุทานเบาๆด้วยความดีใจ อิอิ สุดท้ายก็ได้ขอยืมคุณเพื่อนมาอ่าน ขอบคุณจริงๆจากใจ 🙂

จริงๆไม่ได้รู้กิตติศัพท์ใดๆของหนังสือเล่มนี้ จำได้ว่าตอนอ่านหนังสือนิ้วกลมมาจนจบ เค้าก็จะมีการเขียนรวบรวมผลงานทั้งหมด ‘โตเกียวไม่มีขา’ เป็นหนึ่งในนั้น แต่พอได้อ่านจนจบ จึงพบว่า นี่เป็นหนังสือเล่มแรกของนิ้วกลม! ฮาๆ เป็นแฟนคลับภาษาอะไร ไม่รู้เรื่องนักเขียนที่ชื่นชอบเลย

นี่เป็นเรื่องราวของนิ้วกลมที่ backpack ไปเที่ยวโตเกียวกับเพื่อนสองคน 9 วัน ด้วยงบประมานแค่ 12,000 บาท รวมตั๋วเครื่องบินอีก 18,000 บาท (ค่าตั๋วนี่แพงเอาเรื่องเพราะสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องบิน low cost) ด้วยงบประมานแค่นั้น เป็นไปไม่ได้ที่ได้อยู่ดีกินดี สิ่งที่กระชากอารมณ์คือ นิ้วกลมกับเพื่อนต้องนอนข้างถนน! จริงๆตัวเราก็ชอบแบบ advanture ชอบ backpacker แต่นอนข้างถนนนี้ดิชั้นต้องขอบายนะคะ อย่างไรก็ตาม การนอนข้างถนนของนิ้วกลมก็ไม่ได้เลวร้ายมาก เพราะมีเพื่อนนอนเยอะ มีห้องน้ำอยู่ทุกสถานีรถไฟ และมีน้ำดื่มฟรีให้กินตลอดทริป (แต่ก็ยังไม่อยากลองนะ) การเที่ยวแบบนิ้วกลมครั้งนี้มีเสน่ห์มากๆ เพราะเค้าไม่ได้แพลนว่าจะต้องไปเจออะไร ไม่ไปสถานที่ที่เค้าไปๆกัน แต่จะไปสถานที่ที่อยากไปจริงๆเท่านั้น ผลที่ออกมา คือประสบการณ์ที่ยากจะลืม ได้พูดคุยกับคนญี่ปุ่นแปลกหน้าที่ใจดีให้ที่พักบ้าง ได้เดินหลงทางเพราะลงรถไฟผิดสถานีบ้าง ได้ดูวงดนตรีและพูดคุยกับนักดนตรีในสวนสาธารณะบ้าง ได้นั่งถกปรัชญากับเจ้าของร้านอาหารร้านเหล้าบ้าง และอื่นๆอีกมากมาย เป็นต้น แน่นอนว่าไม่มีทัวร์ไหนให้ได้อย่างนี้หรอก

พออ่านจบก็รู้สึกอิจฉานิ้วกลมขึ้นมาตะงิดๆ เพราะเราเองเคยไปโตเกียวจริง แต่มีเวลาซึมซับบรรยากาศที่นั่นน้อยมาก แม้ว่าจะเป็นการ backpack ไปเหมือนกัน แต่เอาเวลาไปตะลอนถ่ายรูปที่ที่เค้าไปๆกันมากกว่า ตอนนั้นก็สนุกดีนะแต่ถ้ามีโอกาสจะไปเยือนอีกแน่นอน นอกจากประสบการณ์แปลกใหม่ที่เราได้รับ การ backpack ยังสอนให้เราโตขึ้น รับผิดชอบตัวเองได้ดีขึ้น กล้าคิดกล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง และเรายังมีโอกาสได้ค้นพบตัวเองอีกด้วย แม้จะมีความยากลำบากบ้าง แต่มันก็เป็นรสชาติชีวิตดีนะ 🙂

IMG_0868-0.JPG

Japan, A bit more

I’d like to begin the post with Thai cultures I know well. But, it will end up with comparison between Thai and Japanese cultures which I personally don’t like the comparison. I think different countries will definitely have different cultures and people. We have uniqueness in our own ways. However, what we should do is how we learn from them. These are a few things I learn from Japan. It’s totally different from what I’ve seen in my country. Some may say it’s a normal thing but for me, it’s so amazing!

Actually, we’ve heard a lot about interesting things in Japan especially the toilet. We can see the toilets in many public places like the subway stations. Moreover, it comes with the high technology to clean and to give us pleasure with automatic water injection. Some also offer sound option to make a nature sound (raining, bird singing, wind blowing, etc) while we are flushing. Vending machines is another popular topic to talk about because there are so many. I can see them almost every building. It’s not only the soft drink, coffee, and green tea which you can choose to serve hot or cold but it also has some snacks, souvenirs, toys, and alcohols. Here are some more interesting topics I’d like to share.

IMG_3203

Trains

Japan is well-known for thier coverage railway system. There are so many types of trains designed for different routes and services. Here is some interesting things I find in Japan’s train. Priority seats are possible here. They mostly give their seats to those in need. But, it seems simple because I can see it in Singapore and Thailand, as I could remember. Yes, I see the priority seat sign but I’m not sure that it will work or not. However, ‘the car for women’ is the new thing for me. It’s nice to see all women in one car. It shows the respect for women to get more convenient in taking a train. Of course, I am one of them.

One day, I took a train as normal. The train had arrived at the track. All people got off the train but they didn’t allow the next passengers to get in. I thought they might want to clean the train as we did (in Thailand). Yes, they did. But, it’s more than that, the seats were changed their side! They automatically moved themselves from arrival to departure position. I am not sure whether you will understand my explanation or not, I only know that it’s so cool! So, the next passengers didn’t need to feel dizzy sitting against the train direction.

Next thing I love about the train here is Shinkansen. I didn’t have her experience this time but my feeling for its was the same (so cheesy). It’s fast, comfortable, and beautiful. I was so sad when traveling with Shinkansen was not in my plan. However, it still made me amazed when my train heading back to Osaka (from Kobe) was stopped for no reason. I was wondering because we hadn’t reached the station yet. If this was in Thailand, I had no surprised at all because they always did. Well, next thing I knew was the loud noise and a thing like train moving very fast in the dark beside my window pane. I immediately saw the map and realized that my railway was so close to Shinkansen railway. Now I knew, we needed to stop and let it passed first due to the safety reason. Oh, how cool it was! So privilege!

IMG_3791

Tissue Paper

Normally, there’s so many types of tissue paper for various purposes. In Thailand, I think we don’t take it seriously. We just have a cheap one for a bad quality but save your money, and an expensive one for soft and good quality. However, I could see only one type of tissue/napkin paper for the restaurants. It’s not the soft one but more like paper for oily food. Another type of napkin is the wet one. It’s thick and soft. You need to wipe your hands with this wet napkin before having a meal.

There’s only one type of tissue paper for the restroom as well. It looks like normal tissue paper but thinner. The good thing about it is disposable method. You just need to throw it in that toilet and flush it down. This tissue paper is designed specifically for flushing purpose. No worry for garbage bin, we could save time and people for taking care of this issue.

Convenient Stores

Japan has the most 7-11 outlets in the world, not to mention Family Mart, Lawson, and so forth. As the result, you can see these stores almost every corner! It’s so good for the backpacker who wants to save money but still want to have some good meals. I knew because I always had breakfast and lunch there. Most of them are affordable and taste very good. But, what I love most about food there is the fresh coffee. It’s so good, I had it every morning while I was there. Anyway, I prefer Family Mart’s. On the top of that, you can find wide range of Japanese foods (fried, steamed, boiled, wrapped, noodle, rice, so many!), snacks, desserts, frozen foods, and fresh ingredients. I feel like the small fridges and local restaurants more than just the convenience stores.

Food is the popular item for convenience store in Thailand as well. It is accounted around 60-70% of all items sold. Right now we can pay bills, buy flight ticket, and do many services like the one stop service. Well, we have fresh coffee as well in 7-11 and I like it because it’s pretty cheap and it tastes quite good (I’m now drinking it while I’m typing this post!). But, You can find more services in Japan. They have postal services and digital copy services too. Well, I do not know exactly about other services they may provide, I just explain what I have seen.

IMG_3018

Since convenience stores are the place I usually visit, I could notice another thing when staffs hand me the bag filled with my purchased items. They usually roll the bag handle. So, the two handles of plastic bag are rolled together as one. I have no idea why they do this. It makes me carry this bag easier, I guess. However, this is similar to other stores when you buy a particular product. Staffs usually prepare a delicate, useful, and nice packaging even that product is a cheap or a very expensive product.

Japanese People

When I start talking about convenience stores, the picture of Japanese people come to my mind. I need to interact with the staffs every time I pay for items or ask for a cup of ice coffee latte. My satisfaction level always goes up when they provide a very good service to me even I do not understand. Yes, most of them do not speak English. It is normal when you say ‘I can’t understand Japanese’ but they still reply back in Japanese. However, I could translate the meaning from their smile, tone of voice, and eye contact. They have enthusiasm to provide service and make customers feel good as much as they can, so lovely.

They are so kind to other people. When you are in trouble, especially get lost, they will try their best to explain the direction. Well, they may not speak English but they will try to explain in Japanese and hand language with patience and courtesy. My friends are so afraid of this difficulty. Actually, they don’t need to worry about it because English may not be important than hand language. Yes, I rarely use my English skill in Japan!

Respect to other people is highly important in Japan, you can easily notice it in the train. Beside the priority seat, they are so quite. Sit in the priority seat or make loud noise are hardly seen because they really respect and don’t want to bother other people in the same train. So, you will see them walking with headphone and earphone all the time. Sometimes, it’s also hard to believe that it’s still possible to find the peaceful places among crowded trains or streets. You may feel strange first but you will finally get used to it.

IMG_4108

Last but not least, I really enjoy the stay and people I met in the guesthouse. It’s the last 3 days in Osaka, where I decided to try the guesthouse with Japanese hostel style for the first time. It’s one of the best decisions I’ve ever made. Firstly, the accommodation is so comfy even it’s a shared bathroom, no TV in bedroom, and I need to prepare bed by myself. But, I feel like home because those are exactly the same thing as I have at home. Next thing is the nice people. Staffs and guests are so nice to me. We had a lot of conversation about the previous trips in Japan, what to see in Thailand, where should I go tomorrow, where to shop in Osaka, and so many topics that we could think of. Not only the warm and nice place with budget cost I get but I also have a lot of ideas, inspiration, and deep information by talking with other people from different countries around the world! Well, I only had a chance to speak with Japanese, Taiwanese, Malaysian, Korean, and Dutch which I learnt a lot from them.

There’re still many things to write about Japan. I hope that I could write more if I could stay a bit longer. But, I may need a year to understand and experience Japan cultures in the big picture. Well, the reason why I do it because I love it. I love the cultures and people there. It makes Japan outstanding and fascinating. And, there’re so many people who feel the same way as mine, I’m sure. I could say that it’s the place where I want to come back for more. Once or twice is never enough.

Solo Trip in Kansai

Have you ever done something crazy or something you don’t think you will do it?

You will be motivated to do it when you have strong feeling about a thing. This is my hypothesis. You want to challenge yourself more? Your life are so boring? You are so stressful about your work? You just broke up? Or, you have no idea? haha+ 😀

One night, I saw the air ticket promotion. I clicked on that ads unintentionally. And once I realised, the computer desktop was showing the itinerary of Bangkok to Osaka!!! 😛

Travel alone in Japan is not in my plan at all because I think it’s hard and lonely. Last time I went to Luang Prabang alone and it’s so lonely because there’s nothing much to do. The town was so small. I could explore the whole city in two days but I had 4 days. So, the loneliness was killing me. 😦 It’s bad, you know? Well, another reason is railway system difficulty. According to my experiences in other countries and also in Tokyo, I could say that Japan has one of the most difficult railway systems ever! Actually, Japan has all the railway connected throughout country but it’s too many! There are so many providers, types of train, types of seat, and method of booking. The price is quite expensive as well (especially shinkansen). Preparation about train and subway is extremely needed. If you go there without information, you would waste a lot of time and money. Perhaps one major station have more than 10 types of trains. So, you definitely need more time to find your train.

As the time came, I was a bit nervous. My mom called me and asked about this trip, ‘so, you really go there alone?’ haha+ I wanted to tell her that I didn’t believe that I decided to do this either! Well, my flight arrived nearly midnight but luckily I still caught the last train to Namba.

I stayed at First Cabin Midosuji-Namba. I tried this accommodation before at Haneda but I didn’t know that they were not all the same. I didn’t have a private shower room!!!!!!!!!!!! OMG It’s hard when we did things for the first time (take a shower with other women) but I finally made it. 😦

IMG_3039

My first sunny morning in Osaka was a bit dizzy especially when I explored Umeda and Namba, major train/subway stations. It’s so confusing. I could say that I unnecessarily spent more time underground in these stations. However, my first visit was Floating Garden Observatory. It was so nice and beautiful. You could see Osaka in 360 degree view. Then, I visited Osaka Castle. It was so nice as well. Later that afternoon, I walked around Tennoji Zoo. I didn’t think that walking in the zoo could be more fun like this. There’s a lot of plants and animals in the zoo. That evening, I went to Tsutentaku Tower, near the zoo. I had a chance to see sunset in Osaka there. Then, I walked around Shinsekai shopping and eating street which was located around the Tower. I was back to Namba to find the famous Okonomiyaki restaurant, Mizuno, which I thought the taste was just okay.

IMG_3302

Next day, I went to Sakuya Konohana Kan. It was a botanical garden in Tsurumi Ryokuchi park located outside city area. It was good to see older people walking around, taking a rest, and riding a bicycle there. I also saw very cute children walking around with their teachers. Moreover, there’s some plant shops in this park as well. When I got into the botanical garden area, there’s so many things to see and to take pictures. They separated types of plants/gardens into different sections and zones. For the tropical zone, I thought I was walking in my garden at home. Later, I was back to city and visit Shitenno Temple and Museum of Housing and Living. In the museum, they built the town back into Edo period. It’s like walking in Japanese movie.

That evening, I went to Tempozan Ferris Wheel near Osaka bay. I didn’t think that it was so freaking scary when cabin reached the top. It’s me alone in the cabin and all the sides were see-through. I could see Osaka bay with 360 degree view but my feeling was so terrible. In one moment, I couldn’t sit on the cabin but down on my knees because I wanted myself to get closer onto the floor as possible. I thought I had acrophobia. 😦 Once my feet were on the ground again, I walked around Osaka bay and went back to Namba to try the famous Takoyaki. That night I stayed at Ryokan. It’s a kind of Japanese accommodation as if you were in Japanese house. I really loved this place because I could wear Yukata, sip a hot green tea, prepare a bed by myself, and act like a Japanese for one day.

IMG_3718

Next morning I hurry headed to Himeiji. I just planned about this place for a night because the rail pass that I bought would be worth my money If I traveled some places far away, not just Kobe, Kyoto, or Nara, as I first planned to go. I met a very nice auntie at tourist information who explained almost everything about traveling around Himeiji. That was a good one so I followed her suggestion. I took a bus to take ropeway to Mt. Shosha where Engyoji (Engyo temple) located. Actually, it was the scene of The Last Samurai movie as well. Once I saw the most beautiful temple inside Engyoji area, I was stunted for a moment. Imagine less people, gentle cool breeze, colourful maple leaves, clear blue sky, sunshine, pure nature, fresh air, and elegant buildings/decoration, I felt so calm.

After that, I went to the garden near Himeiji castle. The garden was so so so beautiful. It was so perfect to sip green tea while looking at this garden, waterfall, and fish. Next was my highlight, Himeiji castle. Even though I couldn’t get into the castle building due to the ongoing renovation, the white castle I saw was so perfect. It was so outstanding, elegant, peaceful, and beautiful. That night I stopped by at Kobe to try the famous KOBE BEEF. It was my first meal of the day (6pm). Also, the most expensive meal I ever had (¥4,659).
IMG_6474
I was back to Osaka and stayed at a new place, Tenma Itoya guest house. It was a hostel in Japanese style where I needed to prepare a bed by myself. I really loved this place because staffs and guests were so nice and friendly. We had a lot of conversation and exchanged so many information and suggestion during my stay.

IMG_3944

Kyoto was my next destination. I went to Fushimi Inari Shrine, Kiyomizu dera, and Kinkakuji in one day. Actually I planned to visit more but I couldn’t walk a bit further. My foot got so much pain. Many talking about Kyoto and they all loved it. Well, I didn’t. I loved the style of buildings and temples of this town but it would be better with less people. Once I met so many people in the same destination especially the tourist attractions, my feeling for them was gone. I didn’t expect to meet so many people like this either. I might spend less time there too. I should have a week to stay in Kyoto, so I could feel more and fall in love with this city more. Later that day, I went to Gion area which was the shopping street in Kyoto. So many people walked around wearing Kimono and Yukata. Crowded people didn’t bother me anymore because it should be, right? It should have more people in shopping street. Haha+ Now, I started to love this city even it’s too late. Well, next time I will go back again. 🙂 That night, I had a chance to try one of the most delicious cold udon in town, Hagakure. The owner was so kind, he explained how to eat and wanted me to take a picture of him.

IMG_3974

Next day I planned to Kobe instead of Nara because it’s raining. There’s nothing much to see so I started my trip late. I walked around Kitano Ijinkan or foreign residence. Kobe had so many foreigners due to port trading with other countries in the past. Later that day, I visited Kobe Kajoen. It’s a place where you could find animals and beautiful plants, similar to zoo but far better. Actually, so many families loved to take their children to learn and to take a rest here. You could let children touch the animals and play with them. At the same time, you could admire the beauty of nature around you. I loved it here even the entrance fee was so expensive. I walked around the port of Kobe a bit and was back to Osaka to try the famous Ichiran ramen. I thought the taste was okay but not so good as the one I tried in Ramen Museum, Yokohama.

IMG_3280

Last day in Osaka, I decided to be just a Japanese not a tourist. So, I left my Cannon at the room. Then, I did shopping for myself, had a cup of coffee, and walked around this town with no hurry. Once I realised that I got just a few hours left here, my feeling was unexplainable. I was glad to go back home but I would miss this city badly either. I missed the friendliness of the people I met, I missed the cultures and all the buildings I saw, and I would really miss the taste of fresh coffee in Family Mart I had every morning.

Bye bye Osaka, hope to see you again. 🙂