Tag Archives: InternationalBook

the life-changing magic of tidying up: the Japanese art of decluttering and organizing


It’s just right before my very eyes when I entered the bookstore. Yes, I stopped by at that place trying to find a book to read during my time in Bangkok. But, once I saw this book, it made me wonder why it became one of ‘the best seller’ among others. So, I looked closely to the book cover, considered the cover once again. It’s plain and boring! Frankly, that’s what I thought. So, I further read the book name, ‘the life-changing magic of tidying up’. What? How was it possible to change someone life just to tidying up? My curiosity urged me to open the book and read. Then, I couldn’t stop reading.

This book is written by a Japanese cleaning consultant, Marie Kondo. She was passionate about tidiness, and this finally became her main job. She was very well known by her expertise in tidying house and organizing things referring from her three-month waiting list! OMG! She even innovated her own ‘The KonMari Method’ to help her clients effectively organized their houses so that they would never reorganise again! Last but not least, these tidy houses led to clients’ happiness, weight loss, good health, and beauty! She insisted that most of her clients were happier and had a positive life-changing because they didn’t need to carry the burden of unwanted items. Instead, what’s left, was only things that sparked joy! Once they were surrounded by the loved items, they would be happier, they would have better sight of life target, and they would be energized to reach for it.

It was such an amazing story I’d ever read. I never thought that tidying house could mean that much until I started reading and organizing my stuff. Yes, I felt better and happier. You didn’t need to believe until you got a chance to try. Her method was easy, possible, and reasonable. She explained very clear how and why we would be organized and positive life-changed. It was obvious.

I’m so inspired by her career. Her life is so meaningful because she can turn passion into the job that can improve someone’s life. She would be very happy waking up everyday to fulfil her job. If my writing could do similar, just to make only one person happy and entertain, that would be totally awesome to me! 🙂

Well, I just knew this book was published for quite a while and already translated into Thai version. Though, it’s not to late to read, knowledge lasts.

 

InGenius: A Crash Course on Creativity โดย Tina Seelig

ก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์ ประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างแย่ค่ะ เพราะหนังสือไม่มีภาพใดๆ text ล้วน เป็นเรื่องวิชาการหน่อยๆ แม้ว่าจะมีความน่าสนใจในเนื้อหาบ้างแต่ก็อ่านได้ไม่ลื่นเท่าเล่มที่ผ่านๆมา หยุดไว้แค่ไม่กี่สิบหน้า แต่สงกรานต์ปีนี้ไม่ออกไปไหนค่ะไม่อยากเปียก ก็เลยท้าทายตัวเองว่าต้องอ่านอีกร้อยกว่าหน้าให้จบ แล้วก็ทำได้ด้วยแฮะ 🙂

ส่วนตัวเป็นแฟนคลับผู้เขียนมาตั้งแต่หนังสือเรื่อง What I Wish I Knew When I Was 20 ชอบมาก เพราะมันทำให้เราเห็นศักยภาพของความคิดสร้างสรรค์ว่ามีประโยชน์ต่อตัวบุคคลหรือสังคมอย่างไร เอาส่ิงที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ไปใช้สอนนักศึกษาได้ประโยชน์มาก เราเองก็ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติหลายอย่างค่ะ โดยเฉพาะการมองหาโอกาสที่จะทำให้เรารู้จักคนมากขึ้น สร้าง connection มองหาประโยชน์จากข้อผิดพลาด ฯลฯ เพื่อนำไปประยุกต์กับชีวิตประจำวันและธุรกิจของเรา แนะนำเพื่อนไปหลายคนทีเดียว แต่ไม่รู้เค้าจะอ่านกันหรือเปล่านะ 😛 ส่วนหนังสือเล่มนี้ก็คล้ายกันค่ะ แต่จะมีรายละเอียดของทฤษฎี บทสัมภาษณ์ งานวิจัยอ้างอิง ตัวอย่างนักธุรกิจ ที่เกี่ยวกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ลึกกว่า มันก็เลยอ่านยากกว่าเล่มแรกหน่อย

ความคิดสร้างสรรค์เป็นส่ิงจำเป็นที่ผู้ประกอบการพึงมี เพราะมันสามารถเปลี่ยนเป็นไอเดียทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ ใครอยากจะคิดได้แบบนี้ก็สมควรอ่านหนังสือเล่มนี้ค่ะเพราะผู้เขียนเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นมันสอนกันได้ ต้นทุนก็ไม่แพงค่ะเพราะมันเป็นแค่ความคิด ทั้งนี้ ความคิดสร้างสรรค์เกิดจาก ปัจจัยภายใน (knowledge, imagination, attitude) และปัจจัยภายนอก (resource, habitat, culture) ดังนี้

1. Knowledge เราต้องมีความรู้ในด้านนั้นๆก่อนค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญมากๆในการเข้าถึงแหล่งความรู้ก็คือการฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต (observation) นอกจากความรู้ที่ได้จากตำรา หรือจากประสบการณ์แล้ว เราก็อาจจะได้ความรู้จากการสังเกตผู้บริโภค หรือสังเกตสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกัน แล้วเราอาจรับรู้อะไรบางอย่างที่คนอื่นมองข้ามไปได้

2. Imagination จินตนาการเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราสร้างไอเดียใหม่ๆได้ตลอดเวลา บางครั้งมันอยู่ที่การมองในมุมมองที่แตกต่าง คิดนอกกรอบ การฝึกตั้งคำถามเพื่อนำไปสู้ผลลัพท์ที่หลากหลายโดยไม่จำกัดอยู่ที่คำตอบใดคำตอบนึง การรวมสิ่งที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เพื่อให้เกิดผลลัพท์ใหม่ เช่น กระดาษกับสบู่ กลายเป็น กระดาษที่นำไปใช้แทนสบู่ได้ เป็นต้น

3. Attitude ถ้าเราเชื่อว่าเราสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ นั่นก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ ในทางกลับกัน ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้ แล้วก็หมกมุ่นอยู่กับความล้มเหลว ก็อย่าหวังที่จะคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆเลยค่ะ เพราะคุณอาจมองที่ปัญหา ไม่ได้มองว่าปัญหาคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

4. Resource นอกเหนือจากความคิดที่คุณมีแล้ว ทรัพยากรต่างๆ เช่น คนที่มีความรู้เฉพาะทาง เงินทุน อุปกรณ์เครื่องมือ สถานที่ ฯลฯ ก็มีความสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนไอเดียนั้นให้ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ความรู้และทรัพยากรต่างๆ จะสนับสนุนซึ่งกันและกัน ยิ่งมีความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก เราก็จะรู้จักคนในวงการนั้นๆมาก ในทางกลับกัน ถ้าเราอยู่ท่ามกลางทรัพยากรนั้นๆมาก เราก็จะมีความรู้ด้านนั้นมากกว่าคนอื่นนั่นเอง

5. Habitat สิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ในการทำงาน คนที่ร่วมงานด้วย เจ้านาย กฎเกณฑ์ของสถานที่ทำงาน ล้วนมีความสำคัญต่อการจำกัดหรือปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ในตัวคุณ การมีสถานที่ทำงานที่โล่งสบาย มีเฟอร์นิเจอร์หรือวัสดุตกแต่งที่มีสีสัน ไม่น่าเบื่อ มีเพื่อนร่วมงานและเจ้านายที่เปิดใจ ทำงานด้วยกันเป็นทีม มีกฎเกณฑ์บริษัทที่ยืดหยุ่นและสนับสนุนความคิดนอกกรอบ เหล่านี้ จะส่งผลให้คนในองค์กรมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นค่ะ

6. Culture สังคมและวัฒนธรรมมีผลต่อความคิดและทัศนคติของคุณ ทัศนคติของคนอเมริกันกับคนไทยย่อมต่างกัน เพราะเราถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน ดังนั้นการอยู่ในสังคมที่ยืดหยุ่น เปิดเผย สนับสนุนความคิดต่าง และการกล้าตัดสินใจ ย่อมมีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ในตัวบุคคลนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

ชอบตอนที่ผู้เขียนบรรยายเรื่อง พื้นที่ในการทำงาน/เรียน (space) และ space ที่เราต้องเจอตั้งแต่เด็กจนโต ตอนเด็กๆ เรามักจะอยู่ในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยสีสัน ของเล่นที่มีประโยชน์ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการและความคิดสร้างสรรค์ แต่พอโตขึ้น เรากลับต้องอยู่ในพื้นที่ที่ลดความคิดสร้างสรรค์ลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในชั้นมัธยมหรือมหาวิทยาลัย นักศึกษาก็จบออกมาแบบไร้จินตนาการ เช่นเดียวกับสถานที่ทำงาน ที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เน้นการออกแบบเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์แต่อย่างใด ดังนั้นพนักงานก็จะไร้ความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถคิดไอเดียใหม่ๆที่อาจช่วยพัฒนาบริษัทได้ อ่านแล้วมันย้อนนึกถึงสังคมไทยเลยค่ะ เป็นอย่างนี้เปี๊ยบ

วิธีที่จะทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ บรรยายอยู่ในหนังสือเล่มนี้อีกเยอะเลยค่ะ ตั้งแต่การจัดโต๊ะทำงาน การออกแบบสถานที่ การใช้สี การใช้เกมส์เพื่อกระตุ้นfeedback ฯลฯ อาจดูเป็นทฤษฎีน่าเบื่อแบบหาอ่านได้ทั่วไปตามร้านหนังสือ แต่ผู้เขียนยกตัวอย่างมากมายให้เราเข้าใจง่าย ส่วนนึงก็มาจากการทดลองกับนักศึกษาของเธอเองค่ะ ลึกๆก็อยากเข้าไปนั่งเรียนด้วยจัง แต่ก่อนที่จะคิดไปไกล ขอจัดโต๊ะทำงานและสถานที่แวดล้อมก่อนค่ะ เผื่อจะมีความคิดสร้างสรรค์คิดไอเดียอะไรเจ๋งๆกับเค้าบ้าง 🙂

Eat Move Sleep by Tom Rath

 

 ช่วงนี้อยู่หน้าคอมฯทุกวันค่ะ เบื่อมากจริงๆ แต่ไม่เบื่อเขียนรีวิวหนังสือหรือการเดินทางนะ (ฮาๆ) ใจจริงอยากเขียนเรื่องการเดินทางของตัวเอง แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรให้เขียนเพราะไม่ได้ไปไหน เศร้าใจ 😦 เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้แวะไปสมุยหนึ่งคืนกับสิชลอีกหนึ่งคืน แต่ยังรู้สึกว่าไม่ได้ไปเที่ยว อาจเพราะขับรถเหนื่อยไปและเวลาสั้นไปค่ะ แต่อย่างไรก็ดี นอกจากเราจะเอางานไปทำกลางทะเลด้วยแล้ว ก็ยังสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบด้วยนะ! ความจริงคืออ่านจนเหลือสองหน้าสุดท้ายแล้วค่ะเพิ่งจะหยิบมาอ่านตอนวันกลับ 😀

เชื่อว่าใครหลายๆคนคงอยากมีสุขภาพดี หุ่นดี ผิวพรรณสดใส ห่างไกลโรค แต่ทำไมถึงทำกันไม่ได้สักที เหตุผลนั้นมีอยู่มากมายค่ะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่ละคนก็รู้อยู่แก่ใจด้วยว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร ยกตัวอย่างตัวเองที่ไม่นับว่าเป็นโรคอ้วนแล้ว บางครั้งก็ถ่ายไม่เป็นเวลาและมีริ้วรอยบนใบหน้า ถ้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมของตัวเอง พบว่า เป็นคนกินเยอะ (อันนี้ไม่ต้องบอกเนอะ ฮาๆ) แน่นอนว่ากินเยอะไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะจะกลายเป็นส่วนเกินของร่างกาย ลามไปกลายเป็นบ่อเกิดแห่งโรคอีกนานัปการ แล้วที่ถ่ายไม่เป็นเวลาเพราะไม่ค่อยกินไฟเบอร์อีก กินเยอะซะปล่าว โถ่… อีกอย่างคือชอบนอนดึก กินน้ำน้อย ก็เลยเกิดริ่วรอยบนใบหน้าได้ง่ายเพราะผิวขาดความชุ่มชื้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ควรต้องเปลี่ยนพฤติกรรมค่ะ บางทีเราไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาใหญ่ในภายภาคหน้า แต่ใครจะไปรู้อนาคต โดยเฉพาะโรคร้ายที่กำลังเกิดขึ้นภายในร่างกายของเราโดยที่เรามองไม่เห็น

วิธีแห่งการมีสุขภาพดีนั้นง่ายมากค่ะ เหมือนกับที่หนังสือเล่มนี้บอก นั่นคือ Eat Move Sleep การกิน การขยับร่างกาย และการนอนหลับ โดยทุกอย่างต้องทำให้เพียงพอและเหมาะสมนั่นเอง! ง่ายเนอะ 😀

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้อธิบายทฤษฎีอะไรยากๆ หรือบอกเล่าเรื่องเฉยๆให้เราแค่ไปปฏิบัติตาม เพราะมันก็จะเป็นแค่หนังสือน่าเบื่อเล่มหนึ่ง แต่เค้าใช้การเล่าตัวอย่างชีวิตของผู้เขียนเองให้เราเห็นว่า โอกาสในการมีชีวิตที่มีสุขภาพดีนั้น สำคัญเพียงใด…Tom Rath ค้นพบว่า เพราะกรรมพันธุ์ของเค้าเองทำให้ตัวเองมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง… นึกภาพเหมือนกับการที่เราเกิดมาแล้วมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ถ้าเป็นคนทั่วไปคงรู้สึกว่าทำไมชีวิตนี้ถึงไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย อาจจะหมดกำลังใจง่ายๆ ในทางกลับกันเค้าไม่คิดแบบนั้น เค้าทำทุกวิถีทางที่ตัวเองจะมีชิวิตต่อไป แล้วเอาประสบการณ์และสิ่งทึ่ศึกษามา มาแบ่งปันให้คนอื่นมีสุขภาพที่ดีด้วย นอกจากนี้ ยังสอดแทรกปรัชญาและจิตวิทยาให้เราเกิดกำลังใจ เช่น อ่านไปเจอประโยคนึง ชอบมาก เค้าบอกว่า “..while your genes can make it easier to become obese, they do not prevent you from being healthy…” แม้ว่ายีนส์ของเราจะทำให้เราเป็นโรคอ้วนได้ง่าย แต่มันก็ไม่ได้ป้องกันเราจากการมีสุขภาพที่ดีได้! เราเลือกได้หนิ ว่าเราจะสู้ไปกับมันแล้วมีสุขภาพที่ดี หรือยอมแพ้มันแล้วก็โทษโชคชะตาซะ ง่ายดี แล้วก็อ้วนอยู่อย่างนั้น 😛

การกินของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ค่ะ ง่ายๆแค่นี้เลย มันเป็นสิ่งที่เรารู้แต่ทำไม่ได้ (ฮาๆ) แต่เชื่อว่า ถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ต้องทำได้แน่ๆค่ะ เพราะเค้ามีวิธีการเรียบเรียงที่เข้าใจง่าย แบ่งเป็นตอนๆ ไม่ทำให้เรารับข้อมูลมากเกินไป เราก็ทำตามได้ง่าย ช่วงที่เป็นข้อมูลก็จะมีผลวิจัยมายืนยันทำให้เราเกิดความเชื่อมั่น นอกจากนี้ยังจูงใจเราด้วยการยกตัวอย่างประกอบและอ้างถึงเรื่องจิตวิทยาในการกิน ทำให้เรารู้สึกทึ่งว่า บางครั้งการที่เรากินเยอะเกินไปหรือกินของที่ไม่มีประโยชน์ ก็อาจเกิดขึ้นจากอารมณ์ล้วนๆ มันมีอะไรมากกว่าสิ่งที่เราเข้าใจอยู่ค่ะ รู้สึกฉลาดขึ้น 10 จุด ความต้องการที่จะมีสุขภาพที่ดีเพิ่มขึ้น 120 จุด! 🙂

ถ้าจะบอกว่า เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิต ก็คงจะไม่เว่อร์เกินไปค่ะ

ถ้าเป้าหมายในชีวิตคือการมีตังเยอะๆ ทำงานลืมวันลืมคืนแล้วเอาเงินนั้นไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลหมดก็ไม่ไหวมั้งคะ ชีวิตขาดความสมดุลเพราะไม่มีเวลากินของดีๆ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย และนอนดึก หลายคนคิดว่าเรามีแค่ชีวิตเดียว ใช้ให้คุ้ม แต่เกรงว่าคุณอาจมีเวลาน้อยเกินไปที่จะได้ใช้ชีวิตค่ะ ให้ความสำคัญกับส่ิงที่ควรให้ความสำคัญนะคะ ไม่มีอะไรยากเกินไปถ้าเราตั้งใจจริงค่ะ 😀

SWAY: เขว ไขปริศนาพลังลึกลับ ที่ทำให้คุณตัดสินใจอย่างไร้เหตุผล by Ori Brafman & Rom Brafman

ขณะนี้ตาจะปิดแล้วค่ะ … อิชั้นกำลังฟังเพลง Sugar by Robin Schulz ซึ่งช่วยได้บ้าง ทำให้คึกคักขึ้นบ้าง แต่ต้องบอกว่าเดี๋ยวนี้ เกินเที่ยงคืนแล้วร่างกายเริ่มช็อตเพราะสังขารเริ่มจะแย่ ฮาๆ

Sway หนังสือเล่มนี้ออกมาสักพักแล้วค่ะ แต่อยากอ่านมากๆ แล้วก็อยากอ่านเป็นภาษาอังกฤษด้วย (กระแดะอีกแล้ว) เพราะน่าจะได้อารมณ์มากกว่า แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่ได้ เลยยอมซื้อภาษาไทยมา 🙂

ส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านแนวพฤติกรรม จิตวิทยา อยู่แล้ว ยิ่งเป็นเรื่องเป็นประเด็นที่น่าสนใจแบบนี้ก็ยิ่งอยากอ่าน อยากรู้ว่าบางครั้ง เราจะตัดสินใจอะไรลงไปแบบไร้เหตุผลได้มั้ย ได้เพราะอะไร แล้วเราจะมีวิธีแก้วิธีป้องกันอย่างไร ซึ่งเป็นส่ิงที่หนังสือเล่มนี้อธิบายสาเหตุเอาไว้อย่างแยบยลในแต่ละบทค่ะ ผ่านการเล่าเรื่องกัปตันที่ประสบความสำเร็จที่สุด แต่กลับตัดสินใจนำเครื่องบินออกจากรันเวย์ในขณะที่ไม่ควรออก ทำให้เกิดอุบัติเหตุที่เลวร้ายมากที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์การบิน

นอกจากเรื่องกัปตันคนนี้ก็ยังมีเรื่องอื่นๆอีกที่อ่านแล้วประหลาดใจไม่แพ้กัน เช่นเค้ามีการทดสอบให้กินเครื่องดื่มที่เพิ่มประสิทธิภาพในการสอบ ถ้าเป็นบ้านเราคงเป็นแนวซุปไก่อะไรทำนองนั้นอ่ะค่ะ แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกบอกเค้าว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีราคาแพงมาก แต่อีกกลุ่มบอกว่าเป็นเครื่องดื่มราคาถูก ซึ่งความเป็นจริงมันเป็นเครื่องดื่มชนิดเดียวกัน ผลที่ออกมาปรากฎว่าเด็กที่ถูกบอกว่าเป็นเครื่องดื่มราคาแพงกลับทำคะแนนได้ดีกว่า อาจเป็นเพราะว่าเค้าให้ความสำคัญกับการสอบมากกว่า คิดว่าอุส่ากินของแพงแล้วประสิทธิภาพต้องดีกว่าแน่ๆ ก็เลยตั้งใจทำข้อสอบเต็มที่

apply กับตัวเองง่ายๆเลย ถ้าเราคิดจะทำอะไรสักอย่างหรือจะทำธุรกิจก็ตาม มีอุปสรรคบ้างแต่ขอให้คิดว่าเราทำได้แน่ๆ แค่เต็มที่กับมัน ใส่พลังบวกไปเยอะๆ แล้วลงมือทำอย่างเต็มที่ แค่นี้ก็คงประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เหมือนเด็กที่กินเครื่องดื่มราคาแพงแล้วมีกำลังใจมากกว่านั้นเอง 😀

IMG_5239

Act Like a Lady, Think Like a Man by Steve Harvey

ในขณะที่เรากำลังเลือกซื้อหนังสือ สายตาก็เหลือบไปเจอหนังสือที่กาละแมร์แปลไว้ ‘Why Men Love Bitches’ ซึ่งเป็นต้นฉบับ ดีใจมากเพราะอยากอ่านมานานแล้ว แต่น้องที่ร้านก็แนะนำมาอีกเล่มนึงค่ะ นั่นก็คือเล่มนี้ เราก็นึกว่าเนื้อหาคงใกล้เคียงกันก็เลยซื้อมาด้วย ช่วงนี้อยากฝึกอ่านภาษาอังกฤษอีกครั้งก็เลยเลือกเล่มนี้มาอ่าน (จากอีกหลายๆเล่มที่ซื้อมาดองไว้ ฮาๆ)

เมื่อลองเริ่มอ่านจึงเพิ่งทราบว่า เอ๊ะ นี่มันเป็นหนังสือสำหรับคนมีคู่!!!!

…สตั๊นท์ไปหนึ่งวิ เอ๊ะ ทำไงดี? ไหนๆซื้อมาแล้วก็อ่านดูแล้วกัน บางทีอาจได้เอาไปใช้ (ฮาๆ) 😛

หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชายคนหนึ่งที่มีชีวิตคู่ที่มีความสุข แต่กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ก็ต้องพิสูจน์อะไรมาเยอะมาก และเกือบไม่ได้ happy ending ด้วยซ้ำ ซึ่งเค้าก็ยกเคสชีวิตคู่ของเค้ามาเล่าให้ฟัง ไม่ได้เล่าทีเดียวทั้งหมดแต่เล่าประกอบเนื้อหาในเล่มที่แบ่งเป็นตอนๆ บางครั้งก็มีเคสเพื่อนเค้าบ้าง หรือเรื่องเล่าจากแฟนรายการ ‘Steve Harvey Morning Show’ ดูแล้วเหมือนกับ Club Friday และ ดีเจพี่อ้อยพี่ฉอด อย่างไงอย่างงั้น

การแบ่งเนื้อหาในเล่มเริ่มจากอธิบายว่า เพศชายเป็นยังไง คิดยังไง อะไรเป็นส่ิงที่เค้ายึดถือ และอะไรที่ควรหลีกเลี่ยง อันนี้คือ phase แรก ซึ่งคนไม่มีคู่อย่างเราอ่านแล้วมีประโยชน์เหมือนกัน เพราะจะได้เข้าใจผู้ชายมากขึ้น (ฮาๆ) ทีนี้มา phase สอง เริ่ม advance แล้วค่ะ เค้าพูดถึงลักษณะนิสัยของผู้ชายเวลาเข้าหาผู้หญิง บทนี้จะมีประโยชน์มากถ้าเรากำลังคุยๆกับผู้ชายอยู่  บทสามนี้ไปไกลแล้วค่ะ เค้าพูดถึงวิธีที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างที่คบกัน happy ดี๊ด๊า แน่นอนค่ะ บทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังคบหาดูใจกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่ จนถึงขั้นที่เราอาจจะแต่งงานด้วย สุดท้ายเป็นบทเก็บตก มีเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่สำคัญ ที่ผู้หญิงอย่างเราควรคำนึงถึง ก่อนที่จะลงหลักปักฐานหรือแต่งงานกับผู้ชายของเรา

พออ่านจบเพิ่งทราบว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้ได้เร็วมากๆ เทียบกับหนังสือภาษาอังกฤษเล่มอื่นๆ ไม่รู้ว่าศัพท์ไม่ยากเกินไป หรือเป็นเรื่องที่อยากรู้กันแน่?? มีหลายประเด็นที่ชอบและอยากเล่าให้ฟัง แต่มันมีเยอะมากมายค่ะ แนะนำให้ลองอ่านดู สนุกดี ตอนนี้ถ้ามีผู้ชายเข้ามาคุยด้วย คิดว่าน่าจะโปรมากค่ะ รับมือได้ดีแน่นอน ฮาๆ 😀

FullSizeRender

When I Was Your Age by Mark Washburn

ต้นฉบับหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษค่ะ ก็เลยมีชื่อภาษาอังกฤษ แล้วผู้เขียนก็ได้เอามาแปลและเรียบเรียงเนื้อหาเพิ่มเติมเข้าไป อ่อ ไม่ได้บอกเลยว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร 😛

concept ของหนังสือเล่มนี้เป็นการเอาเรื่องราวของบุคคลสำคัญในปัจจุบันและอดีต ในแต่ละช่วงอายุเวลาตั้งแต่ 4 ขวบ ถึง 90 ปี คนละ 1 ช่วงปี มาเรียบเรียงกันเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม และเค้าจะกล่าวถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวใดๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงอายุนั้นๆค่ะ นอกจากนี้เค้าก็จะบอกเล่าประวัติของคนๆนั้น ให้จบภายใน 1 หน้ากระดาษ ผู้เขียนก็ได้เพิ่มเนื้อหาที่หลากหลายขึ้น โดยเพิ่มเรื่องราวบุคคลสำคัญที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก ต่างกับของเดิมที่จะเน้นพูดถึงบุคคลสำคัญเฉพาะในอเมริกามากกว่า

ชอบ concept หนังสือเล่มนี้มากๆ แปลกและสร้างสรรค์ดี 😉

จำได้ว่าเปิดมาเห็นหัวข้อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ หรือ Michael Jackson มีเพลงฮิตครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบในนาม Jackson 5 เป็นต้น น่าประหลาดใจมากๆแล้วก็รู้สึกทึ่งมากๆ ยังนึกๆว่าเอ๊ะ ตอนนั้นเราทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้วยังนะ แล้วตอนนี้ล่ะ อายุขนาดนี้แล้วเคยทำอะไรที่ดีและเป็นที่น่าจดจำแล้วยังคะ?

image

Freakonomics by Steven D. Levitt and Stephen J. Dubner

I’ve been away from reviewing books for a while because I have no idea which books are going to review next. Well, I do not finish reading any book recently, so I need to pick the book that I read long time ago. Ristr8to is the example.

Normally, I’d like to review in Thai. The main reason is because it’s Thai books and I think I can explain more in Thai than English. Well, I’m not that good in English! 😉 But, as this book is written in English, so it’s a good chance for me to review in English. Hope I can make it.

This is one of many books that I try to practise my English skill in reading (there’s still so many books waiting on shelf because it’s time consuming task, one English book may take about 2 months to finish!!). I know this book from the Thai version’s. It’s so interesting book to read but I prefer English version because sometimes the feeling or mood of the author may be lost in translation. 🙂

Freakonomics is about using economics to explain the hidden side of the things or situations that occur in the society, especially, in the US. Sometimes we don’t know that one situation can lead to one particular result that we never expect. And, most of the them are so cool. In the beginning of each chapter, the authors start with questions. And, each question is so weird and interesting, it will make you even want to read it. It can be the question like, what do schoolteachers and sumo wrestlers have in common?, what makes a perfect parent?, and why do drug dealers still live with their mom?

Want to know the answer? You can guess but you can’t expect the answer! Well, there’s still more interesting issues waiting for you to explore. For me, I think economics is really amazing. You will feel the same if you read this book. 😉

IMG_0871.JPG