Category Archives: Books

ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก

img_1710

ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก
The Little Book of HYGGE: The Danish Way to Live Well
by Meik Wiking

เล่มนี้ซื้อเพราะหน้าปกก่อนเลย มันดูสวยดี ส่วนคำว่า ฮุกกะ บอกตามตรงว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เมื่อมีคำว่า ‘ปรัชญาความสุข’ อยู่ในหน้าปกที่ดูน่าอ่าน มันเลยทำให้ดูน่าซื้อมากๆ เอาวะอยากรู้ว่าความสุขแบบคนเดนมาร์ก เค้าคิดยังไงกัน

ฮุกกะ สื่อความหมายว่าความสุข ความสบายใจ ปลอดภัย วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเดนมาร์กจริงจังกันมาก ถึงขนาดว่าได้รางวัลการันตีประเทศที่มีความสุขมากที่สุดหลายปีซ้อน ผู้เขียนเองก็เป็นนักวิจัยจากสถาบันความสุข งานของเค้าคือการเฟ้นหาว่าเราจะมีความสุขหรือความฮุกกะได้อย่างไรบ้าง!! แปลได้ง่ายๆว่า คนเดนมาร์กคงมีความสุขกันจริงๆนั่นแหละ ส่วนหนึ่งของความสุขคือสวัสดิการที่ดี อันนี้ไม่ปฏิเสธ แต่อีกสิ่งนึงคือปรัชญาความฮุกกะแบบเฉพาะตัวของคนเดนมาร์กนี่แหละ

วิธีสร้างความสุขแบบฉบับฮุกกะ หลักๆ คือความเนิบช้า ความเป็นธรรมชาติ ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความสบายกาย และแสงเทียน

เทียนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างความฮุกกะ เพราะแสงเทียนสลัวๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นสุข สงบ อาจจะเป็นโคมไฟสีส้มอ่อนๆที่ไม่ส่องตรงตัว เค้ามีการออกแบบโคมไฟสร้างความฮุกกะโดยเฉพาะด้วยซ้ำ

ความสบายกายในที่นี้ คือเก้าอี้ที่นั่งสบาย เบาะนุ่ม ผ้าห่ม หมอนที่เราชอบ คนเดนมาร์คจะเก็บเงินซื้อเก้าอี้ของดีไซเนอร์ชื่อดังด้วยซ้ำถ้ามันทำให้เค้านั่งสบายๆฮุกกะได้ทั้งวัน! เสื้อผ้าก็ยังมีธีมว่าเป็นแบบ casual ไม่ทางการแต่แต่งแล้วดูดี คุมธีมขาว ดำ เทา หรือสีคลาสสิค

เพื่อน แฟน ครอบครัว สัตว์เลี้ยง จะช่วยสร้างความฮุกกะได้มากกว่าอยู่คนเดียว ไม่ว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม

ความเป็นธรรมชาติมุ่งเน้นไปเรื่องข้าวของเครื่องใช้ที่ควรเป็นไม้ ขนสัตว์ สัมผัสจะฟีลดีกว่า เสียงไม้แอ๊ดๆ จะฮุกกะกว่า เสียงน้ำ เสียงลม จะฟีลดีกว่า

ความเนิบช้าเน้นไปเรื่องอาหารที่ทำช้าๆ เคี่ยวสตู ตุ๋นเนื้อ นวดแป้ง บลาๆ เพื่อให้ใช้เวลากับมัน อาจเป็นกิจกรรมทำอาหารด้วยกันจะได้ฮุกกะเข้าไปอีกเพราะมีเพื่อน ข้อดีของความช้าคือการได้อยู่กับตัวเอง ได้พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือได้อยู่กับปัจจุบัน อันนี้สำคัญมาก ถ้าอยู่กับปัจจุบันได้ก็ไม่ต้องโหยหาอดีต ไม่ต้องเครียดกับอนาคต

ต่อเนื่องจากเรื่องอาหารคือเรื่องของหวาน คนเดนมาร์กให้ความสำคัญอีกเช่นกันเพราะมันทำให้เรามีความสุขทุกครั้งที่กิน ฉะนั้น ต้องให้รางวัลกับตัวเองบ้างด้วยการกินเค้กอร่อยๆ กินชอคโกแลต กินลูกกวาด อันนี้อ่านแล้วชอบเลย จะได้มีข้ออ้างในการกินเค้ก 555

จะฮุกกะที่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น ถ้าเรามีปรัชญานี้อยู่ในใจ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น บ้าน เป็นสถานที่ที่สร้างความฮุกกะได้มากที่สุด เพราะเราจะรู้สึกปลอดภัย สงบ เป็นสุข เมื่อได้อยู่ที่บ้านมากกว่า เราควรมีศูนย์บัญญาการความฮุกกะไว้ที่บ้าน เนรมิตมุมที่เราชอบนั่ง ชอบใช้เวลาส่วนตัวให้ดูฮุกกะมากที่สุด การเลิกงานแล้วกลับบ้านมาเจอมุมโปรดของเรา ได้ใช้เวลานั่งอ่านหนังสือหรือดูหนังไปเรื่อยเปื่อย ให้เวลาพักผ่อนกินเค้กบ้าง คงจะฮุกกะไม่น้อย

Advertisements

The Last Policeman

IMG_7833

พูดตามสัตย์จริงคือซื้อเพราะการโปรโมทหน้าปกค่ะ…ปกที่เค้าบอกว่าดีไซน์ได้สวยอะไรประมาณนั้น จึงหยิบๆมาแบบไม่ได้คิดอะไร ตัวเองชอบซื้อง่ายๆ ถ้าอารมณ์ได้ เหตุผลฟังก์ชั่นไม่เกี่ยว (ฮาๆ) แต่เมื่อได้อ่านคำนำ คำนิยมของหลายๆคนทั้งในและนอกประเทศ (เพราะนี่เป็นหนังสือแปล) จึงทำให้เกิดความตื่นเต้นว่า เห้ย มันคงสนุก คุ้มกับที่ซื้อมาแบบไม่ทันคิดแหละนะ (ปลอบใจตัวเอง ฮาๆ)

นี่เป็นวรรณกรรมแปล พูดถึงตำรวจนายหนึ่งที่ตั้งใจทำหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนที่ตัวเองอยากเป็นมานาน อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าโลกกำลังจะแตกเพราะอุกาบาตในอีก 6 เดือนก็ตาม…

ประเด็นทำได้ดีค่ะ คือลองมานึกเป็นตัวเอง ถ้ารู้อยู่แล้วว่าจะตาย ใครมันจะมีกะจิตกะใจมาทำงาน เป็นตัวเราก็คงไปเที่ยวให้หายอยาก ใช้เงินซื้อของที่อยากได้ให้หมดเพราะไม่รู้จะเก็บไปทำไม หลายๆ คนคงเลือกที่จะทำในสิ่งที่คิดว่าตัวเองมีความสุขที่สุด แต่ยังมีคนอีกจำพวกนึง ที่เลือกที่จะทำงานของตัวเองต่อไป แม้ว่าคนรอบข้างจะไม่ได้มีอารมณ์ทำงานด้วย ยังมองว่าเราบ้าด้วยซ้ำเพราะมันไม่มีความจำเป็นแล้ว แต่สิ่งที่ตำรวจนายนี้ให้ข้อคิดกับเราก็คือ การโฟกัสกับงานนี่แหละคือสิ่งที่เค้าอยากทำให้ดีที่สุดก่อนตาย เห้ย เท่มาก

มันทำให้เรามองเห็นสังคมในปัจจุบันว่า จะมีสักกี่คนที่ตั้งใจทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ อย่างสุดความสามารถเหมือนตำรวจนายนี้? ใช่ค่ะ หนังสือเล่มนี้ทำให้เราอยากที่จะโฟกัสกับสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด ตั้งใจให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องงานแต่เป็นเรื่องที่ทำให้เราค้นพบความหมายของชีวิต ส่ิงที่ทำให้เรามีความสุข เพราะเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ไม่อยากเป็นวิญญาณมานึกย้อนว่ายังมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ น่าเสียดาย รู้งี้น่าจะ ฯลฯ เพราะเราว่ามันทำให้เราเสียชาติเกิด คืออุตส่าห์มีชีวิต มีความสามารถได้ทำนู่นนี่ และไหงกลับจากโลกนี้ไปง่ายๆ แบบไร้เป้าหมาย ไร้เหตุผลในการดำรงชีวิต

ถ้าใครยังไม่มีเป้าหมาย ก็ต้องสร้างไว้ได้แล้ว เราจะได้รู้ว่าเหตุผลในการมีชีวิตอยู่คืออะไร ชีวิตเราสั้น อย่าทำในสิ่งที่ไม่ใช่ ชีวิตเราเลือกได้ เลือกทำให้สิ่งที่รัก หรือเหมาะสมกับเราที่สุด แล้วทำให้เต็มที่ แค่นี้พอ…

แต่เอาจริงๆนะ จากการอ่านมาเยอะๆ แล้วก็คิดว่าได้ทำอะไรมาเยอะเหมือนกัน บางคนถ้ารู้ว่าชอบอะไรก็ดีไป แต่ถ้าคนที่ไม่รู้จริงๆ หรือไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ชอบจะเวิร์คมั้ย หรือมันแค่ยังไม่ถึงเวลาเวิร์ค คนแบบนี้ก็มีเยอะมาก นั่นคือตัวเราเอง เมื่อใช้ชีวิตมาถึงจุดๆ นึง จะเลือกเป็นตัวเองทำสิ่งที่รัก หรือปรับตัวเองทำสิ่งที่ขายได้ มันก็ไม่ได้ผิด เพราะคนเราไม่เหมือนกัน บริบทก็ต่าง คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะทำในสิ่งที่รัก เพราะสามารถคลุกอยู่กับมันได้นาน ทำให้รู้เรื่องนั้นมากกว่าคนอื่น เข้าใจมากกว่า แต่มันมีมากกว่านั้น นั่นคือความพยายาม ความล้มเหลว เค้าต้องผ่านอะไรมานักต่อนักแน่นอน แต่สำหรับคนทั่วไปบางครั้งแม้จะรู้ว่าชอบอะไรก็ทำแล้วอาจไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ เพราะไม่ได้พยายามจริงๆ ไม่ได้ผ่านความล้มเหลวมาจริงๆ ไม่รู้จริง ดังนั้นคนที่ประสบความสำเร็จจึงมีสัดส่วนน้อยกว่า มันจะมีสักกี่คนที่ได้พยายามแล้วจริงๆ ล่ะ?

อ่าว แล้ววรรณกรรมเรื่องนี้มันว่ายังไงต่ออ่ะคะ เล่าออกนอกเรื่องไปไกลมากจริงๆ เกินกว่าจะย้อนกลับ แบบนี้ต้องหาซื้ออ่านเอานะคะ เล่มนี้จบก็ยังมีอีก 2 เล่มค่าา (ฮาๆๆ)

In Praise of Slowness เร็วไม่ว่า แต่ช้าให้เป็น

15747392_1150889401698576_4180392664880188569_nไม่ได้อ่านภาษาอังกฤษแต่ไม่เสียดายเพราะแปลเทพ  ซื้อเล่มนี้มาเพราะคำว่า SLOW ตัวใหญ่ๆ บนปก และการออกแบบปก ผิวสัมผัส ชื่อสำนักพิมพ์openbooks และที่สำคัญที่สุดคือ คำนิยมโดยพระไพศาล วิสาโล

…สังคมทำให้เราใช้ชีวิตเร่งรีบไป รีบทำงาน รีบกิน รีบๆๆๆ เพราะต้องแข่งให้ทันเวลา ถ้าช้าไปคนอื่นอาจแซงเราได้ แต่ความเร็วนั้นไม่เป็นเรื่องดีเสมอไป มันมีต้นทุนของสุขภาพ ประสิทธิภาพของงาน ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง ฯลฯ กล่าวคือ ทำงานเยอะไปไม่นอน ไม่แบ่งเวลาออกกำลังกาย ก็ทำให้เสียสุขภาพ หรือทำงานเร็วไปบางทีก็มีผิดพลาด จากที่ควรเสียเวลาใส่ใจรายละเอียดกลับเพิกเฉยแล้วต้องมาแก้ไขทีหลัง ซึ่งบางงานก็อาจแก้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เสียหายเยอะกว่าเดิมอีก หรือทำงานจนลืมดูแลคนรอบข้าง ลืมคิดถึงครอบครัว เพื่อนฝูง เพราะให้ความสำคัญกับงานเป็นหลัก จนเพื่อนไม่คบ แฟนบอกเลิก อะไรอย่างงี้

ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นด้วย เออ เราก็เป็นอย่างงี้นะ แล้วเราก็รู้ด้วยว่าบางทีเร็วไปมันไม่ดี แต่ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ มันต้องเร็วอ่ะ ลืมตัวก็บ่อย ร่างกายป่วยเพราะความรีบนี่แหละก็บ่อย มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราก็รู้แต่ทำไม่ได้ นึกแปลกใจที่มีหนังสือออกมาเขียนเรื่องการทำชีวิตให้ช้าลงได้เป็นเรื่องเป็นราวเป็นเล่มเป็นตอน ได้มากขนาดนี้ นึกว่าจะเป็นหนังสือที่สอนให้ทำบ้านดิน ปลูกผักกินเอง บลาๆ จะได้เข้ากับเทรนบ้านเรา แต่ไม่ใช่แฮะ

หนังสือเล่มนี้พูดเรื่องการรู้จักใช้ชีวิตในสังคมให้ช้าลง โดยแบ่งเล่าเป็นเรื่องต่างๆ ที่มีหลักฐานหรืองานวิจัยยืนยันว่า ช้าแล้วดี เช่น การแพทย์ที่ควรเน้นการซักประวัติ ใช้เวลากับคนไข้มากๆ เผื่อจะเจอสาเหตุที่แท้จริงของโรค หากหมอรีบๆ ตรวจเพราะต้องทำเวลาออกเวร อาจตรวจผิดได้ ซึ่งเราเคยเห็นใน Dr.House ซึ่รี่ย์หมอที่เราชอบมาก เค้าก็จะใช้เวลาเหมือนจะเรื่อยเปื่อยกับคนไข้ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นแผนการอันแยบยลให้คนไข้บอกปัญหาหรือเล่าเรื่องส่วนตัวซึ่งอาจนำไปสู่ต้นตอของโรคที่แท้จริงได้ หรือเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยการทำ Home School (เรียนที่บ้าน) ไม่กดดันเด็กให้เรียนพิเศษเยอะแยะ แต่ให้เด็กได้เรียนเรื่องที่ตัวเองสนใจอย่างแท้จริง เช่น ศิลปะ ดนตรี ฯลฯ หากจบหลักสูตรแล้ว ก็ไม่รีบร้อน รอให้เด็กพร้อม เหล่านี้ จะทำให้เด็กอยากเรียน อารมณ์ดี มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนได้ง่าย แล้วจริงๆ ก็ฉลาดกว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียนทั่วไปอีก ยังมีอีกหลายเรื่องจึงอยากให้ไปอ่านค่ะ 🙂

อย่าเข้าใจผิดว่า อ่านแล้วเราต้องทำทุกอย่างให้ช้าไปหมด แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องรู้จักหวะชีวิตว่า ตอนไหนจะช้าตอนไหนจะเร็ว เราคือผู้ควบคุมจังหวะชีวิต อย่าให้สังคมมากำหนดจนเราต้องคล้อยตามกันไป พึงตระหนักถึงต้นทุนของความเร็วว่ามันอาจไม่ดีเสมอไป เรื่องนึงที่โดนใจคือ การซิ่งรถกลับบ้าน หากบ้านใกล้ในเมืองไม่ใช่ขับรถต่างจังหวัด รีบไปก็ถึงบ้านเร็วขึ้นประมาณ 2 นาที……. กับความเสี่ยงอุบัติเหตุ มันคุ้มรึเปล่า ถามว่า 2 นาทีนั้นเราจะทำอะไรได้มากขึ้นเชียว แค่กลับมานั่งเช็คเฟสบุ๊ค ก็หมดเวลาแล้วล่ะค่าาา

ยาเม็ดสีแดง โดย วินทร์ เลียววาริณ

หนังสือบางเล่ม สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้…

ไม่ได้กล่าวเกินจริงหรอกค่ะ เพราะคนที่ชอบอ่านหนังสือจะทราบดีว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผลลัพธ์อาจดูเว่อร์ไป แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเปิดอ่านหนังสือถูกเล่ม ถูกเวลา สิ่งที่เราอ่าน อาจไปกระตุ้นหรือเปิดมุมมองความคิดใหม่ๆ ทำให้เราเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ได้

และหลายครั้งที่เรารับรู้และเข้าใจคำสอนดีๆ แต่อาจหลงลืมไปตามกาลเวลา การอ่านจะทำให้เราระลึกถึงความทรงจำนั้นขึ้นมาอีกครั้งได้ เช่นเดียวกันค่ะ

หนังสือของวินทร์ เลียววาริณ เป็นหนึ่งในหนังสือที่เราควรมีติดบ้าน อย่างน้อยจะได้อ่านบ่อยๆ หรือให้คนที่มาเยื่ยมเยือนได้อ่านกัน เพราะสิ่งที่ได้รับสามารถนำไปพัฒนาความคิด แล้วปรับใช้กับชีวิตเราได้

ยาเม็ดสีแดง คือยาที่อ้างอิงมาจากหนังเรื่อง The Matrix พระเอกตัดสินใจเลือกยาเม็ดนี้เพื่อได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน แทนที่จะกินยาสีฟ้าแล้วกลับไปจมอยู่กับงานเดิมๆ ที่ตัวเองไม่ชอบ คงจะอารมณ์แบบ ถึงจะเสี่ยงแต่ขอลองดูหน่อย…

แล้วในชีวิตเรา เคยต้องเลือกแบบนี้บ้างมั้ย?

หลายคนมองว่าทำสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะทำตามฝัน ทำตามใจเรียกร้อง ทั้งๆที่ไม่มีต้นทุนอะไร มีแต่ใจ มีแต่ความรัก ทำแล้วเสี่ยง กลัวจะไม่รุ่ง บลาๆ แต่การทำสิ่งเดิมๆ ไม่ว่าจะทำงานตามๆกัน เรียนตามเพื่อน หรือไม่กล้าทำอะไรใหม่เพราะกลัวขาดทุน เสียดายเงินเดือน เสียดายความมั่นคง อย่างหลังนี้ก็ยังมีความเสี่ยงเถอะค่ะ เพราะอะไรในโลกล้วนอนิจจัง

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำ คือ เตรียมตัวพร้อมรับทุกสถานการณ์ วางแผนชีวิตให้ดี เรียนรู้และฝึกทักษะที่จำเป็นให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงวันที่ต้องเลือกจะได้เดินต่อได้ 🙂

แล้วอะไรที่ฝันไว้ก็ทำๆมันเสียเถอะค่ะ เสี่ยงกับมันหน่อย จะได้ไม่รู้สึกเสียดายถ้าตายไปแล้วยังไม่ได้ทำ…

 

ทั้งหมดนี้ไม่ได้คิดเองหรอกค่ะ แต่ได้จากหนังสือเล่มนี้เต็มๆ 🙂

 

file_000-1

หากความเข้าใจ ยังมีอยู่จริง โดย นิ้วกลม

 

img_8567

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่มีคุณค่าต่อจิตใจเรามากที่สุด เพราะลายเซ็นต์ของพี่เอ๋ที่ได้มาโดยมิได้คาดฝัน ดีใจมาก ผิดวิสัยตัวเองเพราะไม่เคยขอลายเซ็นต์นักเขียนที่ไหน ขี้เกียจต่อคิว แต่ส่วนใหญ่เพราะเขินมากกว่านะ (ฮา)

เราจึงเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้อย่างดี ดีเกิน จนลืมอ่าน!!

….

ทุกวันนี้ มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในสังคมซึ่งก่อให้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลาย บางครั้งก็ไม่ได้รุนแรงอะไร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผลลัพธ์ของมันกระทบกับคนหมู่มาก ก็เลยเถิดกลายเป็นเรื่องที่รุนแรง สื่อสังคมออนไลน์ในยุคนี้ก็ยิ่งกระพือความคิดเห็นที่สุดโต่งอย่างรวดเร็วและขาดการไตร่ตรองเข้าไปอีก อันนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่

หากพูดถึงเหตุการณ์ความรุนแรงใกล้ตัวเรานั่นคือเรื่องการเมืองค่ะ เราชาวไทยคงรู้กันดีอยู่ มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันชัดเจน บางครั้งก็สู้กันรุนแรง แต่มันจำเป็นมั้ยที่เราคนไทยด้วยกันต้องมาทะเลาะกัน?

ไม่ได้มีแค่เรื่องการเมืองนะ ยังมีเรื่องไสยศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ การรับน้อง ทำไมเราถึงถนัดขวา มนุษย์ป้า และอีกหลายเรื่องราวให้เราฉุกคิด

พี่เอ๋แสดงทัศนะต่อเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างน่าอ่านและน่าคิดตามค่ะ ทุกความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นเพราะคิดต่าง เห็นต่าง ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงดูที่แตกต่าง มีความรู้หรือประสบการณ์ที่ต่างกัน แต่หากเราเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้วนั้น ความขัดแย้งรุนแรงก็คงหมดไป เพราะเราจะเข้าใจเหตุผลที่เขาทำ

และนอกจากเราจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว พี่เอ๋ยังชวนให้เราคิดหาทางออกจากความขัดแย้งเหล่านั้นด้วย

หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงจุดประกายเล็กๆ ที่อยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมค่ะ ให้เราหันหน้ามามองกันแล้ว เลิกอคติ พูดกันด้วยเหตุผล หาทางออกกันด้วยปัญญา และกระทำสิ่งต่างๆ อย่างมีสติ 🙂

The Lucky Layoff โชคดีที่ตกงาน

IMG_5558

ด้วยความอยากเป็น ‘เพื่อนตัวอย่าง’ โปรโมทหนังสือให้เพื่อนสักหน่อย ทำให้ต้องขุดความคิดที่ตกผลึกมานาน (จนแทบจะลืมไปแล้ว) ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่จะให้โพสเฉยๆ ก็ไม่ใช่แนวค่ะ เลยต้องขอรีวิวหนังสือแบบที่เคยทำ 😛

รู้จักกับผู้เขียนมานานเพราะเป็นเพื่อนสมัยม.ต้น พอโตขึ้นแยกย้ายกันไปต้องยอมรับว่าเราก็เป็นเพื่อนที่รู้จักกันห่างๆ แต่ก็ติดตามชีวิตของนางอยู่เนืองๆ ใน FB เพราะชีวิตดูดี ตะลอนๆ หลายประเทศไม่ได้หยุด คิดว่าคงเป็นชีวิตที่หลายๆ คนอิจฉาได้เที่ยวเยอะ ได้ทำอะไรใหม่ๆ ท้าทายอยู่ตลอด ต่อมาได้อ่านหนังสือของนางจึงพบว่า ชีวิตที่คนอื่นคิดว่าสวยหรูไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบและมักไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด รายละเอียดชีวิตของแต่ละคนมันช่างแตกต่างค่ะ จะมองแต่สิ่งที่ถูกเสนอในโลกออนไลน์ มันก็แค่ด้านเดียว

The Lucky Layoff เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องชีวิตของ ‘กระเป๋า’ หญิงไทยใจงามที่ความสามารถระดับอินเตอร์ ทำงานในบริษัท consultant ระดับโลก การเดินทางและความท้าทายในเนื้องานมีอยู่ตลอดเวลา เรื่องรายได้ไม่ต้องพูดถึงค่ะ คงจะหลายอยู่ ชีวิตจุดๆ นั้นดูสวยหรูทีเดียวค่ะ ได้ใช้ชีวิต ใช้ความสามารถ ใช้ตัง อย่างเต็มที่ แต่…

เรื่องราวกลับผกผันเมื่อเธอโดน lay off

ความเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหันจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว จากสาวเก่งก็แกว่งได้ จะใครก็แกว่งได้เช่นกันค่ะ แต่เป๋าเลือกที่จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสโดยการออกเดินทางและลองทำกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อค้นหาความฝันและส่ิงที่อยากทำต่อไป

ไม่เศร้าเสียใจ หรือหมดกำลังใจ แล้วจมอยู่กับความผิดหวัง…

โอเค คนเราต้องมี moment เศร้าเสียใจกันทั้งนั้น แต่ขออย่าได้ขาดกำลังใจ พักได้ แต่อย่าหยุดเดิน หนังสือของเป๋าให้กำลังใจคนที่กำลังท้อได้ดีค่ะ พ่วงด้วยอรรถรสความฮา สนุกดี แต่สำหรับเรา อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ส่ิงที่คิดว่าเราทำไม่ได้ สิ่งที่ท้าทายตัวเอง 🙂

ติดตามชีวิตของ ‘กระเป๋า’ ได้ในเพจ https://www.facebook.com/kapautravelbag
และอย่าลืมติดตามผลงานที่สองของนาง เร็วๆ นี้!

 

 

the life-changing magic of tidying up: the Japanese art of decluttering and organizing


It’s just right before my very eyes when I entered the bookstore. Yes, I stopped by at that place trying to find a book to read during my time in Bangkok. But, once I saw this book, it made me wonder why it became one of ‘the best seller’ among others. So, I looked closely to the book cover, considered the cover once again. It’s plain and boring! Frankly, that’s what I thought. So, I further read the book name, ‘the life-changing magic of tidying up’. What? How was it possible to change someone life just to tidying up? My curiosity urged me to open the book and read. Then, I couldn’t stop reading.

This book is written by a Japanese cleaning consultant, Marie Kondo. She was passionate about tidiness, and this finally became her main job. She was very well known by her expertise in tidying house and organizing things referring from her three-month waiting list! OMG! She even innovated her own ‘The KonMari Method’ to help her clients effectively organized their houses so that they would never reorganise again! Last but not least, these tidy houses led to clients’ happiness, weight loss, good health, and beauty! She insisted that most of her clients were happier and had a positive life-changing because they didn’t need to carry the burden of unwanted items. Instead, what’s left, was only things that sparked joy! Once they were surrounded by the loved items, they would be happier, they would have better sight of life target, and they would be energized to reach for it.

It was such an amazing story I’d ever read. I never thought that tidying house could mean that much until I started reading and organizing my stuff. Yes, I felt better and happier. You didn’t need to believe until you got a chance to try. Her method was easy, possible, and reasonable. She explained very clear how and why we would be organized and positive life-changed. It was obvious.

I’m so inspired by her career. Her life is so meaningful because she can turn passion into the job that can improve someone’s life. She would be very happy waking up everyday to fulfil her job. If my writing could do similar, just to make only one person happy and entertain, that would be totally awesome to me! 🙂

Well, I just knew this book was published for quite a while and already translated into Thai version. Though, it’s not to late to read, knowledge lasts.