ในวันที่พ่อจากไป

screen-shot-2016-10-14-at-11-09-17-am

ขอบคุณ ภาพจาก Nation ชอบรูปนี้มากๆ

…………………….

หากย้อนไปเมื่อเดือนที่แล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดสำหรับคนไทยหรือคนชาติใดก็ตามที่รักเมืองไทย เพราะเหตุผลอะไรไม่ต้องบอก…

สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิด คือ ไม่อยากจะเชื่อเลย ไม่อยากเชื่อว่าเราได้อยู่ในช่วงที่เมืองไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง นั่นคือการเปลี่ยนแผ่นดิน การสิ้นสุดของรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี

นึกแล้วยังเศร้า..

การเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครอยากให้เกิด เลี่ยงที่จะนึกถึง แต่สุดท้ายมันก็ต้องเกิดขึ้นสักวัน แค่ไม่คิดว่าวันนั้นจะมาถึงไวเพียงนี้ มันกะทันหันเกินไปค่ะ และเราเองก็ยังไม่ได้เตรียมตัวต่อความโศกเศร้าเช่นนี้

วันที่ 13 ตุลาคม 2559 จะเป็นวันที่คนไทยจดจำไปจนชั่วชีวิต วันที่เราร้องไห้เสียใจกับการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักแบบไม่มีวันกลับ ใจหาย และไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ เป็นช่วงที่น้ำตาปริ่มขอบตาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งได้เห็นภาพจากสื่อต่างๆ ภาพคนใส่ชุดดำ หรือส่ิงที่เป็นสัญลักษณ์ของการไว้อาลัย น้ำตาก็พร้อมไหลเป็นนางเอกนอกจอได้เสมอ ส่ิงที่เราต้องเบือนหน้าหนี คือ ภาพพระบรมฉายาลักษณ์สีขาว-ดำ แล้วห้อยด้วยตัวเลข 1927-2016 เราจะรู้สึกสุดมาก รู้สึกเหมือนโดนตอกย้ำ รู้สึกถึงความสิ้นสุดที่เกิดขึ้นแล้ว ณ ปีนี้ ตอนนี้

ทำไมเราจึงมีความรู้สึกเศร้าโศกประหนึ่งได้สูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิต แม้ไม่ใช่ญาติ และแม้ไม่เคยพบเจอมาก่อน

เหตุผลนั้นง่ายมาก….

ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เราจะเห็นพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการเสด็จเยี่ยมประชาชนของพระองค์ทั่วทุกภาคของประเทศ เห็นความลำบากของถนนหนทาง เห็นปัญหาของพื้นที่เกษตรกรรม เห็นความเดือนร้อนของประชาชนรูปแบบต่างๆ หลังจากนั้นไม่นาน ก็จะมีพระราชดำริหรือโครงการส่วนพระองค์เพื่อแก้ไขปัญหาหรือสนับสนุนการเลี้ยงชีพของประชาชนและเกษตรกรเหล่านั้น

ทุกวันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี เราจะได้ฟังพระราชดำรัสของพระองค์เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ฟังบ้าง ไม่ฟังบ้างตามประสาเด็ก ทุกๆ ครั้งเราจะได้ฟังสรุปสถานการณ์ข่าวสารบ้านเมืองตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ได้รับรู้ปัญหาของแต่ละพื้นที่ในแต่ละปี รวมถึงพระราชดำริซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไข ตลอดจนได้รับฟังพระบรมราโชวาทในการใช้ชีวิต เปรียบเป็นของขวัญปีใหม่ ทำให้เราเกิดเป้าหมายที่จะประพฤติดี และประพฤติตามคำสอนของพระองค์ท่าน ในปีต่อๆ ไป

เมื่อเราโตขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็ค่อยๆ ลดลงไปจากสื่อต่างๆ เนื่องจากพระองค์ทรงมีพระชนมายุที่เพิ่มขึ้น ทรงพระประชวรบ้าง แต่เรายังเห็นโครงการการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศอยู่เสมอ ทำให้เราทราบว่า แท้จริงแล้วพระองค์ยังคงทรงงานอยู่ตลอดเวลาแม้ขณะประทับที่โรงพยาบาลศิริราชก็ตาม

ในช่วงที่ประเทศประสบกับสมรภูมิความขัดแย้งด้านการเมือง ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เมื่อใดก็ตามที่ความขัดแย้งมาถึงขีดสุด ก็จะมีอัศวินขี่ม้าขาว มาช่วยประคับประคองสถานการณ์ให้ดำเนินต่อไปได้เสมอ

ประชาชนหาเลี้ยงชีพพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้ เมื่อน้อมนำทฤษฎีของพ่อหลวงมาใช้ พื้นที่แห้งแล้งก็กลับมาทำการเกษตรได้จากการทำฝนเทียมหรือการพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ ดินที่โดนน้ำกัดเซาะหน้าดิน ได้วิธีการแกล้งดินหรือการปลูกหญ้าแฝกก็ไร้ปัญหา ชุมชนเมืองที่เคยโดนน้ำท่วมเสียหายได้คูคลองและการทำแก้มลิงก็หมดความกังวล เศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ไม่เสียหาย บ้านเมืองยังอยู่ร่มเย็นได้ ก็เพราะมีพ่อหลวงของปวงชน หรือ ‘ในหลวง’ อย่างที่เราเรียกกัน

พระองค์ยังทรงเป็นต้นแบบในเรื่องต่างๆ มากมาย เช่นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง การสอนลูก การให้ความรักแก่คนในครอบครัว ประชาชน รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงพันธุ์ทาง การหมั่นศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อสร้างประโยชน์แก่คนทั่วไป ความขยันอดทนฝึกซ้อมกีฬาและเครื่องดนตรีจนเป็นเลิศในด้านนั้นๆ หรือการเป็นพระสงฆ์ที่น่าเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระองค์ยังทรงพระปรีชาสามารถในหลายๆ เรื่องจนเราต้องแปลกใจ ทั้งที่พระองค์เองต้องอยู่ภายใต้สภาวะกดดันทางการเมืองและปัญหาสุขภาพมาตลอดระยะเวลายาวนานก็ตาม เมื่อไหร่ที่เราท้อใจให้นึกถึงในหลวง เราก็จะมีแรงฮึดทำงานขึ้นมาอย่างทันท่วงที

‘ในหลวง’ จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน พระองค์ทรงงานหนักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น เพื่อพัฒนาชาติไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง พระองค์จึงเป็นกษัตริย์ที่ครองใจประชาชน

จะมีใครที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต อุทิศตนเพื่อผู้อื่นได้มากมากขนาดนี้

……

การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระองค์จึงเป็นเรื่องโศกเศร้าอย่างที่สุด เพราะเราได้สูญเสียกำลังใจ สูญเสียศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญในการดำเนินชีวิตไป

มาถึงวันนี้ วันที่ไม่มีในหลวงแล้ว เราประชาชนชาวไทยจะเป็นอย่างไร?

 

เชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่หลายคนแอบคิดกังวลอยู่…

 

แต่จากวันที่เราอ่อนแรง เศร้าโศกกับการสูญเสียนั้น เรากลับเห็นพลังเล็กๆ จากคนไทยและชาวต่างชาติ ต่างผนึกกำลังแสดงออกถึงความรัก ความสามัคคี ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งเป็นรูปธรรมและนามธรรม เราเห็นการรวมตัวกันร่วมถวายความอาลัยจากทั่วทุกภาคของประเทศและทั่วทุกมุมโลก เราเห็นอาสาสมัครมาช่วยกันทำความสะอาดบริเวณท้องพิธีสนามหลวง แจกข้าว แจกน้ำ แจกยาดม ให้ประชาชนที่มาลงนามหรือมาถวายความเคารพพระบรมศพ เราเห็นเด็กช่างฯประกาศยกเลิกตีกัน เราเห็นคนในวงการบันเทิง บุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียง หรือบุคคลทั่วไปที่เรารู้จัก ออกมาประกาศเจตนารมย์ในการประกอบอาชีพ การทำความดีเพื่อส่วนรวม เพื่อผู้อื่น และดำเนินรอยตามคำสอนของพระองค์ เราเห็นชาวต่างชาติ กษัตริย์และผู้นำในหลายๆ ชาติ ต่างก็ออกมาแสดงความเสียใจเช่นเดียวกัน

เห็นอย่างนี้แล้วก็รู้สึกปลื้มปิติ

เพราะเราเชื่อว่า ถ้าทุกคนทำได้อย่างที่พูด รู้รักสามัคคี ร่วมกันทำความดี นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เข้าใจหลักความพอเพียง นั่นคืออยู่อย่างพอประมาณ หมั่นศึกษาหาความรู้ และเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แล้วน้อมนำคำสอนของพระองค์ในด้านต่างๆ ไปปฏิบัติจริง เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่ประเทศชาติจะเดินหน้าไปได้ และก็เพียงพอแล้วที่คนในชาติจะเลิกทะเลาะกัน แล้วหันหน้ามาทำความเข้าใจ ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมด้วยกัน

และเท่านี้ คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ ‘พ่อหลวง’ ต้องการจากประชาชนของพระองค์มากที่สุด

…..

ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมถวายความอาลัย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

พฤศจิกายน 2559

 

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s