พม่ากับเธอ

ไม่ต้องสงสัยค่ะ เรากำลัง in love….

อยากจะบอกว่าการไปพม่าครั้งนี้มีความสุขเหลือเกิน
เข้าใจที่เค้าบอกว่า ความสุขในการท่องเที่ยวส่วนนึงก็อยู่ที่คนไปด้วย

ใช่ค่ะ การไปพม่าครั้งแรกนี้ เราไป….

 

‘คนเดียว’

 

…..

 

เอ่อ…แล้วพม่ากับเธอ นี้มันกับใครล่ะคะ?

ขอเฉลยว่า ก็กับเพื่อนต่างชาติมากมายที่เจอในทริปไงล่ะ  😛

 

….

img_9847-mm-cover

สิ่งรอบตัวที่แปลกตา เมื่อเจอกับผู้คนที่หลากหลายคือเพื่อนต่างชาติ ต่างความคิด แต่จิตใจเดียวกัน คือมาหาประสบการณ์ต่างแดนที่เดียวกัน นั่นทำให้มุมมองและประสบการณ์การท่องเที่ยวครั้งนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน

เป็นการเจอกันของความแตกต่างแล้ววิวัฒนาการจนกลายเป็นสิ่งใหม่ ประสบการณ์ใหม่  🙂

ทุกๆ ครั้งที่ได้คุยกับเพื่อนนักท่องเที่ยวคนนึง เราก็ได้เรียนรู้อย่างนึง พอวงเริ่มใหญ่ขึ้นๆ ข้อมูล ความคิด และสิ่งที่เรียนรู้ ก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ

หูชาและสมองช้าเพราะต้องฟังภาษาอังกฤษสำเนียงต่างๆ แล้วก็วิเคราะห์ สังเคราะห์กันจนเมื่อยมือไปหมด (ฮา) แต่ทุกๆ ครั้ง พวกเขาเหล่านั้นก็ได้สอนอะไรบางอย่างแก่เรา ตั้งคำถามกับเรา และเป็นแรงบันดาลใจให้เรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ygn-cover
ต้นไม้ริมทางรถไฟ มีไว้ตากผ้า?

เรื่องเกิดขึ้นในคืนหนึ่งของเดือนมิถุนายน เรากำลังขาดสติเพราะฤทธิแอลกอฮอล์ (เอ่อ…) เดิมมีความอยากไปพม่าอยู่แล้วแต่ก็กลัว เพื่อนเคยบอกว่าไม่ควรไปพม่าคนเดียว มันฝังใจค่ะก็เลยไม่ได้ไปสักที แต่วันนั้นก็พลาดจองตั๋วซะได้ จะถามเพื่อนสักคำก็ลืม พอเริ่มตระหนักคิดก็รู้สึกผิดเพราะว่ายังไม่พร้อมอ่ะ ใกล้วันเดินทางก็ดันยุ่งอีก ไม่ได้เตรียมจัดทริปเลย ยังโทรถามเพื่อนที่เคยไปอยู่เลยว่าอะไรบ้างที่ไม่ควรพลาด ร่างคร่าวๆ ไว้ก่อนแล้วค่อยมั่วเอาหน้างาน ส่วนที่พักเป็นแบบ hostel ทั้งหมด เพื่อประหยัดเงิน ทริปของเราก็คือบินไปย่างกุ้งต่อด้วยพุกามแล้วนั่งรถบัสไปมัณฑะเลย์แล้วจึงบินกลับ ที่ละสองคืนสวยๆ

city
มีแต่ร้านขายของทุกตรอกซอกซอยในย่างกุ้ง

สนามบินย่างกุ้งห่างจากตัวเมืองพอสมควรค่ะ เราพยายามจะเดินออกมาขึ้นรถเมล์แต่ก็ล้มเลิกเพราะยังไม่อยากจะเปรี้ยวตั้งแต่วันแรก ไกลด้วย ป๊อดด้วย ก็เลยนั่งแท็กซี่เข้าเมืองง่ายดี ถนนกว้างมากแต่ก็รถติดนะ บ้านเมืองละแวกนอกไม่สวยงามเพราะดูเก่าๆ ขยะเยอะ ยิ่งพอเข้าใกล้ย่าน downtown ก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ละซอกซอยมีแต่ตลาดๆ ของขายของกินเต็มไปหมด ความรู้สึกเหมือนอยู่อินเดียแต่สะอาดกว่าหน่อย

shwe
มหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) สวยจริงง

แต่พอเข้าไปในเมืองก็เห็นสถานที่สำคัญต่างๆ ที่งดงามตระการตา เช่น เจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) สวยงามเห็นจากทุกมุมเมือง มหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ยิ่งใหญ่และเก่าแก่กว่า 2,000 ปี เป็นศูนย์รวมของความศรัทธาทางพระพุทธศาสนาของชาวพม่าและพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เจดีย์สุเล่ (Sule Pagoda) เจดีย์เก่าแก่สีทองอร่ามอยู่ใจกลางเมืองย่างกุ้ง และตึกสไตล์โคโลเนียลของสถานที่สำคัญทางราชการซึ่งมีอยู่ทั่วไปค่ะ เดินถ่ายรูปเพลินเลย แต่ถ้าชอบมากคงเป็นสวนสาธารณะข้างๆ Sule Pagoda ซึ่งมี Independence Monument กับมีความงามแบบ 360 องศาเพราะตึกสไตล์โคโลเนียลที่หลงเหลือจากสมัยอาณานิคมอังกฤษนี้ตั้งอยู่โดยรอบ อีกที่ที่ชอบคือ Strand Hotel ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบเดียวกัน เสียดายที่มันกำลังรีโนเวทค่ะ ไม่งั้นคงได้ไปเข้าห้องน้ำ เอ้ย! ไปยลโฉมแบบใกล้ชิด 😛

building
ตึกสไตล์โคโรเนียล มีทุกหัวถนน สวย classy

พอถึงที่พักในย่าน downtown เราก็เริ่มเดินไปเจดีย์ Shwedagon ทันที เก็บสถานที่ที่เป็น a must ก่อน ไม่สำเหนียกว่าระยะทางค่อนข้างไกลและเป็นทางลาดขึ้นเขาอีก เดินไปสักพักก็เริ่มเหนื่อย ใช้เวลานานทีเดียวค่ะกว่าจะเดินถึง กว่าจะชื่นชมเจดีย์ กว่าจะเดินหาร้านแกงกะหรี่ชื่อดังที่อยู่แถวๆ นั้น แล้วกว่าจะเดินกลับอีก ฟ้าเริ่มมืด กลัวก็กลัว แล้วก็เหนื่อยสุดๆ จึงตัดสินใจซื้อเบียร์ Myanmar ไปนั่งชิวใน hostel ให้หายเพลีย แต่บังเอิญเจอเพื่อนใน hostel ที่พักห้องเดียวกันก็เลยคุยกันยาวค่ะ ได้อรรถรสมากทั้งเบียร์ทั้งการสนทนา ไม่พอเรายังนัดเจอกันอีกที่พุกาม   🙂

scott
ตลาดสก๊อต แหล่งรวมของฝากจากพม่า

ส่วนอีกวันเราก็ลองไปตามสถานที่ที่คนไทยชอบไป เช่น เจดีย์โบดาทาวน์ (Botahtaung Pagoda) ที่มี เทพทันใจ แต่ไม่รู้จะขออะไร (ฮา) และ Bogyoke Market หรือตลาดสก๊อต แต่ไม่รู้จะซื้ออะไร (เหอๆ) ฝนก็ตกอีก เอาเป็นว่าไม่ฟินเท่าไหร่ แต่ละที่ก็ห่างกันมาก ยังมี วัดเจ้าทัตยี (Chauk Htat Gyi Pagoda) ซึ่งมีพระนอนตาหวาน แต่เราก็ไม่ได้ไปเพราะเหนื่อยที่จะเดิน (หรือจริงๆ คืองกไม่นั่งแท็กซี่?) จะพักหาร้านกาแฟนั่งก็ไม่ค่อยจะเจอ เจอแล้วเน็ตก็ไม่มี เฮ้อ จริงๆ อยากแพลนไปนั่งรถไฟ Circular Line ชมวิถีชีวิต slow life ในชนบทรอบย่างกุ้งตามที่เพื่อนฝรั่งแนะนำ แต่ก็ขี้เกียจเกินไปอีก

bg-cover
วิหาร Dhammayazika ในพุกาม

เช้าวันถัดมาเราบินไปพุกาม หรือ Bagan ครั้งแรกที่คุยกับฝรั่งก็โง่และงงอยู่นาน เพราะไม่รู้ว่าเป็นเมืองเดียวกัน (ฮา) เที่ยงๆ มาถึงที่พักก็เริ่มไปแว๊นรอบเมืองกับ e-bike ทันที จะบอกว่ามันชิวมาก การที่ได้เห็นชนบทเขียวๆ แล้วมีเจดีย์แทรกตัวอยู่ทุกที่เป็นอะไรที่ดีงามพระรามแปดค่ะ แต่ละที่ก็มีความแตกต่างกันทั้งการดีไซน์ รูปทรงเจดีย์ หรือพระพุทธรูปด้านใน เดี๋ยวแว๊น เดี๋ยวแวะถ่ายรูป แวะไหว้พระไปเรื่อย ดูเท่าไหร่ก็ไม่หมดเพราะมีกว่า 2,200 แห่ง

pagoda
วัดติโลมินโล (Htilominlo Temple) ที่มีรูปทรงภายนอกแปลกตา

ทั้งนี้ มีวัดที่ควรแวะไปคือ เจดีย์ชเวชิกอง (Shwezigon Pagoda) เจดีย์ที่บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า สำคัญรองลงมาจาก Shwedagon Pagoda ในย่างกุ้งเชียวค่ะ สีทองเหลืองอร่ามในจินตนาการเพราะกำลังบูรณะอยู่ เจดีย์อนันดา (Ananda Temple) เค้าบอกว่าเป็นศิลปะแบบพุกามที่สวยงามที่สุด กลับมาอ่านประวัติศาสตร์ของวัดนี้ก็เสียดายเพราะยังไม่ได้แวะไป (แง) อีกที่คือ วิหารธรรมยางจี (Dhamayangyi Temple) วิหารที่ยิ่งใหญ่และแข็งแรงที่สุดในพุกาม (แต่ก็ไม่อาจต้านทานแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมาได้อยู่ดี) ติโลมินโล (Htilominlo Temple) เจดีย์รูปทรงแปลกตาแต่สวยงาม เจดีย์บูพญา (Bupaya Pagoda) เจดีย์ทรงน้ำเต้าริมแม่น้ำอิรวดี สัญลักษณ์แห่งนักเดินเรือว่าท่านได้มาถึงเมืองพุกามแล้ว และเจดีย์อื่นๆ อีกมากมายหลายหลาก ยากที่จะบรรยายหมด แต่ไฮไลท์ปังๆ ของที่นี่คือการขึ้นไปบนที่สูงเพื่อเห็นวิวทะเลเจดีย์แบบ 360 องศา สวยเกินบรรยายเลยค่ะ เห็นแล้วใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ถ้ามาในช่วงเดือนตุลาคม – มีนาคม ก็จะได้เห็นบอลลูนขนาดยักษ์ตอนเช้าตัดกับทะเลเจดีย์ด้านล่าง คงจะสวยน่าดู

top-view
ทะเลเจดีย์ เสียดายที่กล้องเก็บภาพได้ไม่เท่าสายตา

ถัดมาอีกวันเราก็ยังอยู่ในพุกามแต่ที่แปลกไปคือ รู้จักเพื่อนต่างชาติเพิ่มมา 9 คน! Hostel ที่เราพักมันดีมากค่ะ ไม่เหมือนที่ไหนเลย บรรยากาศและผู้คนที่นั่นชวนให้เราอยากรู้จักกันมากขึ้น แนะนำเลยค่ะ! วันนั้นจึงลงเอยด้วยการไปเที่ยว ไปกินข้าว จิบกาแฟ กับเพื่อนต่างชาติที่เพิ่งเจอหน้า ได้คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างเมามัน มีความสุขมากแม้ว่าต้องแว๊นท่ามกลางสายฝนก็ตาม 😛

mdl-cover
วัดชเวนันดอร์ (Shwenandaw Kyaung)

จุดมุ่งหมายสุดท้ายคือเมืองมัณฑะเลย์ที่ห่างออกไป 4 ชั่วโมงด้วยรถบัส เราผู้ซึ่งไม่มีแผนการท่องเที่ยวใดๆ โชคดีที่เจอเพื่อนต่างชาติสองคนนั่งบัสคันเดียวกัน จึงทำการผูกสัมพันธ์จนได้เพื่อนเที่ยวในเมืองไปโดยปริยาย เย็นวันนั้น เราชวนเพื่อนใหม่ไปขี่จักรยานรอบพระราชวังต่อด้วยขึ้น Mandalay Hill (อยู่หลังพระราชวัง) เพื่อดูดวงอาทิตย์ตกและเพื่อสร้างความประทับใจแรก เพื่อนเราที่เคยไปแนะนำให้ขี่จักรยาน บอกว่าชิว แต่ความจริงแล้วมันเหนื่อยมาก(กกกกก) พระราชวังกว้างใหญ่มาก กว่าจะครบฟากนึงเล่นเอาหอบ ไม่ชิวดั่งที่เพื่อนเคยแจ้งไว้เลย (ทราบภายหลังว่านางไม่เคยปั่นค่ะ นางเห็นฝรั่งปั่นแล้วคิดว่าชิว -_-“) ไม่พอเรายังต้องขึ้นบันไดหลายขั้นเพื่อไปยังจุดสูงสุดของ Mandalay Hill อีก กว่าจะขึ้นไปถึงก็ค่ำมืดค่ะ ดูวิวดวงอาทิตย์ตกไม่ทัน กลายเป็นมัณฑะเลย์ยามค่ำแทน ฮาเลย แต่เพื่อนเรากลับชอบใจเพราะนางออกนำแบบม้วนเดียวจบ คงจะออกกำลังกายเป็นประจำ แต่เรานี้หอบแฮ่กๆ เป็นการสร้างความประทับใจที่โหดไปนิดแต่ก็สนุกดี (ฮา) ค่ำนั้นเราไปหาของกินใน night market ที่ทั้งไกลทั้งหลงอีก ดีนะที่เจอบะหมี่จีนต้นตำรับอร่อยกลมกล่อมเป็นการปิดท้ายที่ไม่เลวร้ายนัก

bridge
เพื่อนและไกด์ของเราในมัณฑะเลย์ บนสะพานอูเบ็ง (U Bein Bridge)

เช้าต่อมาเราวางแผนเช่ารถแท็กซี่เพื่อไปเมืองอมราปุระ (Amarapura) ที่มีวัดมหากันดายน (Maha Gandhayon Kyaung) วิทยาลัยสงฆ์ที่มีพระกว่า 1,200 รูป มากที่สุดในพม่า ไปดูการตักบาตรตอนเพลเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมาก ต่อด้วยสะพานอูเบ็ง (U Bein Bridge) สะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก ส่วนตัวคิดว่าควรมาตอนเย็นดูดวงอาทิตย์ตกมากกว่าค่ะ จะได้ไม่ร้อนแบบนี้

monk
เห็นพระเดินสำรวมทั้ง 1,200 รูป อดชื่นชมไม่ได้

จากนั้นก็วกกลับเข้าเมืองไปดู พระมหามัยมุนี (Mahamuni Buddha) ที่อนุญาตให้ผู้ชายเข้าไปปิดทองเพราะเชื่อว่าศักดิสิทธิ์ (Holy man!, what?) พระพุทธรูปนี้มีความสวยงามและสำคัญมากแห่งหนึ่งในพม่า จะมีพิธีล้างพระพักตรทุกเช้ามืดเพราะเชื่อว่าพระพุทธรูปนี้ยังมีลมหายใจ (แน่นอน เราขี้เกียจเกินกว่าจะตื่นเช้า) ต่อด้วยวัดชเวนันดอร์ (Shwenandaw Kyaung) ที่เหลือรอดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้ ตัวเรือนเป็นไม้สักแล้วปิดทองโดยรอบทั้งข้างนอกและข้างใน สวยจริงๆ สุดท้ายเราแวะเจดีย์วัดกุโธดอว์ (Kuthodaw Pagoda) ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรวมรวมพระไตรปิฎกจากการสังคายนาครั้งที่ 4 สลักไว้บนหินอ่อนจำนวน 729 แผ่น ใหญ่โตมโหฬารเจ้าค่ะ ถูกบันทึกโดย UNESCO ให้เป็นหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยนะเออ

offering
บรรยากาศการตักบาตรของคณะเจ้าภาพ ที่เดินทางไกลจากทั่วประเทศมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

ทริปวันนี้มีความสนุกสนานครื้นเครงทีเดียวค่ะ เพราะพี่คนขับอาสาเป็นไกด์ให้ด้วย ชวนคุยตลอด เพื่อนที่ไปด้วยกันก็คุยเล่นตลอด ทำให้นอกจากจะได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์แล้ว เรายังไม่เบื่ออีกด้วย ที่สำคัญที่สุด หารค่าแท็กซี่ได้ถูกลงตั้งเยอะค่ะ ดีกว่ามาเที่ยวคนเดียวเป็นไหนๆ (ฮา)

gold
วัดชเวนันดอร์ สวยงามทั้งข้างนอกข้างใน

สุดท้ายเราก็ต้องจากกัน กลับเป็นโหมดนักท่องเที่ยวหญิงเดี่ยวเหมือนเดิม แอบเหงาอยู่บ้างนะ แต่พอถึงที่พักก็เจอฝรั่งสองคนที่เราทักไปเมื่อเช้า ไม่วายก็เข้าโหมด friendly ผิดปกติ ชวนคุยแล้วก็ขอไปแฮงเอ้าท์กับเค้าด้วยเฉยเลย ตลกดีค่ะ คือเจอใครพี่เล่นคุยด้วยหมด ติดสอยห้อยตามเค้าไปด้วยหมด ไม่ได้มิตรภาพอะไรมากมายแค่ให้ได้ฝึกทักษะภาษาอังกฤษและทักษะความกล้าหน้าด้านก็พอ (ฮา)

gate
วัดชเวนันดอร์อีกสักรูป

เช้าวันสุดท้ายเราต้องนั่งแท็กซี่ราคาแพงเพื่อไปสนามบินแต่โชคดีมีฝรั่งมาแชร์ เราก็ไปชวนเค้าคุยตามระเบียบ เดชะบุญคุณพี่ดันไปไฟลท์เดียวกับเราค่ะ ถามไปถามมาพวกเค้ากำลังจะไปหาดใหญ่อีก แล้วที่ surprised กว่า คือเค้ากำลังไปเยี่ยมรุ่นน้องบีบีเอที่เรารู้จักอีก อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น? สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เรามีเพื่อนนั่งโม้กันยาวเลยค่ะ กว่าจะแยกย้ายก็ที่ดอนเมืองเลย แต่คุยกับฝรั่งรอบนี้รู้สึกอาย ไม่ได้อายเพราะใช้ภาษาไม่ดี แต่อายเพราะนางสอนเรานั่งรถเมล์สาย 29 สอนให้นั่งรถไฟที่สถานีดอนเมือง ชวนคุยเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย และพาเราไปเซเว่นในสนามบิน โดยที่เราไม่รู้__อะไรสักอย่าง (ฮา)

dance
งานบุญเฉลิมฉลองที่วัดแห่งหนึ่งในพุกาม เต้นกันสนุกสนานทีเดียวค่ะ

เราโบกมืออำลากันอีกครั้ง ได้กลับมาอยู่กับตัวเองอีกทีค่ะ คราวนี้ไม่เหงาแล้วเพราะโทรหาเพื่อนหาที่บ้านได้ อย่างแรกที่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปตอนโทร คือ ไม่ชินภาษาไทย! (ป๊าดด..) อย่าหาว่ากระแดะเลยค่ะ เพราะตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษตลอดเวลา ถ้าไปคนเดียวเงียบๆ ไม่คุยกับใครก็อาจไม่เป็นเช่นนี้ แต่นี่ต้องคุยต้องฟังเพื่อนๆ ชาวต่างชาติกว่า 20 ชีวิต 12 ชั่วโมงต่อวัน แบบ nonstop ทริปพม่าจึงกลายเป็นห้องเรียนภาษาให้เราไปโดยปริยาย  😛

 

betel
คนที่นี่ชอบกินหมาก ดู counter ขายหมากซะก่อน ติสท์อย่างมีศิลเปรอะ

นอกจากนี้ เราค้นพบความเปลี่ยนแปลงมากมายในตัวเอง ทั้งเรื่องการรับรู้เกี่ยวกับประเทศพม่า การท่องเที่ยวแบบ backpack รวมถึง การค้นหาและเข้าใจตัวเอง ประสบการณ์ต่างแดนรอบนี้จึงเต็มไปด้วยเนื้อหาเข้มข้นทีเดียวค่ะ เหมือนหนังสือเล่มใหญ่ที่เปิดอ่านเมื่อไหร่ก็ตื่นเต้น มีความสุข ได้ความรู้แล้วยังเป็น Self-help พัฒนาตัวเองได้อีกต่างหาก

 

tofu
อาหารที่นี่ชอบมีเต้าหู้ ใช้มือแทนช้อนต่างหาก กล้ากินที่ไหนล่ะ?

อย่างน้อย เรารู้ว่าพม่านี้น่าเที่ยวมากๆ เป็นประเทศที่ปลอดภัยเพราะกฎหมายแรง ผู้คนน่ารักมาก ยังรักษาวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามเอาไว้เห็นได้จากการแต่งตัวด้วยชุดประจำชาติ อาหารการกิน ส่วนในเรื่องของพระพุทธศาสนาก็ฝังรากลึกและมีความศรัทธาอย่างแรงกล้า จะเห็นได้จากหมั่นไปวัดของคนพม่า การประดิดประดอยดอกไม้ไหว้พระ หรือง่ายๆ คือการถอดรองเท้าถุงเท้าทุกครั้งที่เข้าไปในบริเวณวัด อันนี้ซีเรียสมากๆ

woman
สาวพม่าอย่างไม่ต้องสงสัย ชอบมาลัยดอกไม้เอาไปไหว้พระมากๆ ค่ะ ทั้งสวยทั้งหอม

ส่วนการแบกเป้เที่ยวนั้นเรารู้สึกว่ามันเป็นมากกว่าความกล้าที่จะเดินทางเพียงลำพัง หรือการไปผจญภัยอะไรที่ลำบากๆ แต่ backpack สำหรับบางคนคือการเดินทางเรื่อยๆ แบบไร้จุดหมายชัดเจน อาจแวะเมืองนั้นเมืองนี้ตามที่ได้ยินนักเดินทางคนอื่นๆ แนะนำ แบบนี้ก็น่าลองนะ (อิอิ) สิ่งสำคัญคือ backpack สร้างมิตรภาพกับเพื่อนนักเดินทางด้วยกันได้อย่างดี เพราะเราต่างไม่มีอะไรกั้น เรามาลุยเหมือนกัน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนแปลกหน้าจึงมีคุณค่า เพราะเราจะได้เรียนรู้ชีวิตอีกฝ่ายหนึ่ง เห็นว่าเค้าคิดอย่างไร เค้ามีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร เหตุผลในการเดินทางคืออะไร

nest
แหงนหน้าไปเห็นรังนกน้อยโดยบังเอิญ ที่วัดแห่งหนึ่งในพุกาม

บางครั้งได้ฟังประสบการณ์ล้ำๆ เช่น การนั่งรถบัส 23 ชั่วโมงแบบ nonstop ในเปรู การเจอสงครามกลางเมืองในอียิปต์ขณะกำลังเที่ยวรอบโลก การเที่ยวคนเดียวไปเรื่อยๆ เป็นปีๆ เงินหมดก็ทำงานหาเงินเพื่อเที่ยวต่อ ฯลฯ จึงทำให้เราเกิดข้อสงสัยว่า ความสุขของคนเรามันช่างแตกต่างกัน สำหรับบางคนมีเงินมากก็ไม่ได้มีความสุขเท่ากับได้ทำในสิ่งที่ชอบ เช่น ได้ท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป ได้ใช้ชีวิตสมบุกสมบัน หรือได้ทำอะไรเสี่ยงๆ แบบที่คนทั่วไปไม่กล้าแม้แต่จะคิดหรือคิดว่ามันไร้สาระ แต่บางคนเงินต้องมาก่อน ความมั่นคงในหน้าที่การงานต้องมี อันนี้ใครคิดยังไงก็ว่าดู แต่ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องมีบทสรุปแบบเดียวกัน สำหรับเรา อะไรคือคำว่าประสบความสำเร็จ? ตรงนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่ทุกวันนี้ การได้ทำในส่ิงที่อยากทำคือชีวิตที่คุ้มค่านะ ตราบเท่าที่เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนหรือทำให้เราเดือดร้อนซะเอง  🙂

woman2
คุณน้าน่ารัก ใจดี ทาทานาคาพอกแขนกันแดดให้เราต่างหาก สรุปคือต้องซื้อของแกสิคะ (ฮา)

การออกเดินทางไปเจออะไรใหม่ๆ เป็นการฝึกความกล้า การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนหนึ่งคือการออกไปค้นหาตัวเอง เพราะสิ่งแวดล้อมใหม่จะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนมุมมองในชีวิต ยิ่งเราได้คลุกคลีกับคนต่างชาติ ต่างความรู้ ต่างความคิด ต่างวัฒนธรรม นั่นยิ่งทำให้เราเปิดและปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดได้มากกว่าเดิมเสียอีก

 

อย่างน้อยแรงบันดาลใจต้องมา!

ทริปนี้เราได้คุยกับคนเจ๋งๆ เยอะมาก  80% เป็นนักศึกษาป.โท หรือป.โทที่จบทำงานแล้ว มีนักศึกษาป.เอกและป.ตรี ประปราย เห็นได้จากหัวข้อวงสนทนาที่เจอ เช่น เบื้องลึกเบื้องหลังของการย้ายเมืองหลวงไปเนปิดอว์ ระบบการศึกษาในประเทศต่างๆ การตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงทางเพศในมหาวิทยาลัยในอเมริกา คุยกันเรื่องหัวข้อทีสิส ฯลฯ เอ่อ..สาระเกินไปนะคะ (ฮา) อาชีพแต่ละคนก็เจ๋งๆ กันทั้งนั้น มีทั้งเจ้าของธุรกิจ นักวาดการ์ตูนชื่อดัง ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์หนัง ครีเอทีฟ แฟชั่นดีไซน์เนอร์ รับเหมาก่อสร้างระหว่างประเทศ โปรเจคเมเนเจอร์ วิศวกร และนักศึกษาฮาวาร์ด! คุณพระ! แล้วเราเป็นใครคะ ถึงไปร่วมวงสนทนากับเค้าได้?

….

สำหรับเรา พม่า จึงเป็นทริปดีเด่นประจำปีอย่างไม่ต้องสงสัย

และต้องยกเครดิตให้เพื่อนทุกคน ที่ทำให้ทริปนี้สนุกสนานและมีความหมายค่ะ 🙂

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s