วินาทีที่เป็นอิสระ โดย โตมร ศุขปรีชา และ นิ้วกลม


ไม่บ่อยมั้งคะที่นักเขียนชื่อดังทั้งสองท่านจะมีชื่ออยู่ในเล่มเดียวกันได้…

“วินาทีที่เป็นอิสระ” เป็นหนังสือเกี่ยวกับการมองมุมมองความคิดของผู้ที่เป็นนักคิด นักปรัชญา และผู้เป็นคุรุทางจิตวิญญาณ 12 ท่าน โดยสองนักเขียน แล้วประมวลผลอย่างแยบยลผ่านปลายปากกา…. พยายามจะใช้ศัพท์สวยๆ อย่างเค้าบ้าง แต่ยิ่งพิมพ์ ยิ่งงง (ฮา) เอาเป็นว่า ให้พี่ทั้งสองคนย่อยความคิด คำสอน ของ 12 ปรมาจารย์ด้านปรัชญา ในแบบของตัวเอง แล้วเอามาให้เราอ่านแบบเข้าใจง่าย แบบนั้นจะเข้าใจกว่ามั้ยคะ 😀

ได้มีเวลาว่างอยู่ไม่กี่ชั่วโมง เห็นโอกาสดีเลยหยิบเล่มนี้มาอ่านค่ะ ความรู้สึกแรกที่แวบเข้ามาในสมองคือ รู้สึกว่าเรากำลังอ่านหนังสือธรรมะอยู่! ในความเข้าใจของเรา มันคือหนังสือธรรมะสำหรับคนยุคนี้เลยอ่ะ

ที่บอกว่าเป็นหนังสือธรรมะ ก็เพราะอ่านแล้วได้คำสอนเยอะมาก แต่ละท่าน ก็จะมีคำสอนแต่ละแบบ ทุกแบบล้วนเชื่อมโยงกัน แต่จะบอกว่าเป็นธรรมะก็ไม่ถูก เพราะธรรมะแปลว่าความดี สิ่งที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องความดี แต่คือแก่นสำคัญในการดำรงชีวิต สิ่งที่เราควรยึดเป็นสรณะ มากกว่าค่ะ นั่นคือ ‘สติ’

สตินั้นดูเรียบง่ายนะคะ แต่ปฏิบัติยาก…

มนุษย์เราล้วนมีสิ่งที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจ เดี๋ยวนี้ ศาสนา อาจไม่ใช่คำตอบ เพราะมันขึ้นอยู่กับแต่ละคน ว่าศรัทธามากน้อยแค่ไหน อินมากมั้ย บางคนเชื่อเรื่องเร้นลับ หรือเรื่องที่ดูไร้สาระในสายตาคนอื่น แต่เราอย่าไปตัดสินใครเลยค่ะ เพราะเค้าก็มีสิทธิของเค้า

นักปรัชญาที่เป็นครูทางจิตวิญญาณหลายๆ ท่านพูดถึงการอยู่กับปัจจุบัน เพราะตัวเองเป็นคนที่ชอบจมอยู่กับอดีตที่แสนสุขและกังวลกับอนาคต จนลืมคิดถึงปัจจุบัน อ่านแล้วโดนเข้าอย่างจัง เพราะเป็นอย่างนี้เราก็เลยไม่มีความสุข เพราะใจไม่ได้จดจ่อกับสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ บางครั้งเห็นวิวสวยๆ ก็ไม่เห็นว่าสวย เพราะใจยังขุ่นมัวอยู่ อะไรประมาณนี้ ไปเที่ยวก็ไร้ประโยชน์เพราะใจไม่มีความสุข

การอยู่กับปัจจุบันจึงเทียบได้กับการมีสติ พึงระลึกอยู่เสมอว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เค้าบอกว่านักดาบซามูไรที่เก่งกล้าต้องอยู่กับปัจจุบันให้ได้มากที่สุด เพราะการจะตั้งรับดาบและจู่โจมคู่ต่อสู้ได้ อยู่ที่การสังเกตการเคลื่อนไหวของร่างกายฝั่งตรงข้ามในขณะนั้น ไม่ใช่นึกถึงการออกท่วงท่าตามตำรา หรือความรู้สึกเสียหน้าหากพ่ายแพ้

ความคิด เป็นอีกรูปของอัตตา แม้เป็นความคิดที่ดี เช่นเรื่องการบรรลุธรรมก็ตาม แต่พอเกิดความคิด ก็จะเกิดความสงสัย ทำไม ทำอย่างไร เครียด ชวนให้ถาม ถามแล้วก็ถามอีกไปเรื่อยๆ กลายเป็นการเสพติดความคิดไปได้ คำตอบที่ได้แต่ละครั้งก็จะไปสนองอัตตาของตัวเอง ไม่สิ้นสุด แต่ทว่าเค้าเหล่านั้นขาดการกระทำ เมื่อไหร่ที่เราลงมือทำ ทำในส่ิงที่คิดที่สงสัย เมื่อนั้นความคิดก็จะหมดไป เหลือแต่สิ่งที่เกิดขึ้น เหลือแต่ส่ิงที่อยู่ตรงหน้า เมื่อนั้นแหละเราก็จะเข้าใจทุกอย่างเองโดยไม่ต้องคิดต้องถามอีกแล้ว

ความโกลาหล หรือสถานการณ์ที่ตกอับจนถึงขีดสุด เป็นสิ่งที่ดี เอื้อต่อการพัฒนาจิต เพราะทำให้เราเกิดความเข้าใจขึ้นมาในบัดดลได้ มันทำให้เราตระหนักได้ว่าไม่มีอะไรสักอย่างที่ ‘เรา’ ควบคุมได้ โลกนี้มีแต่ความไม่แน่นอน ชีวิตมีขึ้นมีลง อันนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งแน่นอน ใครจะคาดหวังชีวิตที่ไร้อุปสรรคนั้นมันไร้สาระ คิดได้อย่างนี้เราก็จะมีสติ ปล่อยวาง ดึงเรามาอยู่ในปัจจุบัน แล้วโฟกัสกับปัจจุบันเป็นพอ เพราะปัจจุบันนี้แหละคือความแน่นอน เมื่อเราอยู่กับปัจจุบัน มองเห็นสิ่งตรงหน้าอย่างมีสติ เมื่อนั้นเวลาก็จะไร้ความหมาย ไร้กาลเวลา ไร้ความคิด ไร้ตัวตน เมื่อนั้นแหละที่เราจะมี ‘วินาทีที่เป็นอิสระ’

เข้าใจกันมั้ยเนี่ย (ฮา)

ส่ิงที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้มีมากมายเหลือเกินจนอยากเผื่อแผ่ให้คนอื่นได้อ่าน ยังมีอีกหลายคำสอนที่ยังไม่ได้นำมาเล่า อาจจะอ่านเข้าใจยากนิดนึงค่ะ ต้องมี ‘สติ’ ในการอ่านสุดๆ แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนค่ะ 🙂

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s