InGenius: A Crash Course on Creativity โดย Tina Seelig

ก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์ ประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างแย่ค่ะ เพราะหนังสือไม่มีภาพใดๆ text ล้วน เป็นเรื่องวิชาการหน่อยๆ แม้ว่าจะมีความน่าสนใจในเนื้อหาบ้างแต่ก็อ่านได้ไม่ลื่นเท่าเล่มที่ผ่านๆมา หยุดไว้แค่ไม่กี่สิบหน้า แต่สงกรานต์ปีนี้ไม่ออกไปไหนค่ะไม่อยากเปียก ก็เลยท้าทายตัวเองว่าต้องอ่านอีกร้อยกว่าหน้าให้จบ แล้วก็ทำได้ด้วยแฮะ 🙂

ส่วนตัวเป็นแฟนคลับผู้เขียนมาตั้งแต่หนังสือเรื่อง What I Wish I Knew When I Was 20 ชอบมาก เพราะมันทำให้เราเห็นศักยภาพของความคิดสร้างสรรค์ว่ามีประโยชน์ต่อตัวบุคคลหรือสังคมอย่างไร เอาส่ิงที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ไปใช้สอนนักศึกษาได้ประโยชน์มาก เราเองก็ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติหลายอย่างค่ะ โดยเฉพาะการมองหาโอกาสที่จะทำให้เรารู้จักคนมากขึ้น สร้าง connection มองหาประโยชน์จากข้อผิดพลาด ฯลฯ เพื่อนำไปประยุกต์กับชีวิตประจำวันและธุรกิจของเรา แนะนำเพื่อนไปหลายคนทีเดียว แต่ไม่รู้เค้าจะอ่านกันหรือเปล่านะ 😛 ส่วนหนังสือเล่มนี้ก็คล้ายกันค่ะ แต่จะมีรายละเอียดของทฤษฎี บทสัมภาษณ์ งานวิจัยอ้างอิง ตัวอย่างนักธุรกิจ ที่เกี่ยวกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ลึกกว่า มันก็เลยอ่านยากกว่าเล่มแรกหน่อย

ความคิดสร้างสรรค์เป็นส่ิงจำเป็นที่ผู้ประกอบการพึงมี เพราะมันสามารถเปลี่ยนเป็นไอเดียทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ ใครอยากจะคิดได้แบบนี้ก็สมควรอ่านหนังสือเล่มนี้ค่ะเพราะผู้เขียนเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นมันสอนกันได้ ต้นทุนก็ไม่แพงค่ะเพราะมันเป็นแค่ความคิด ทั้งนี้ ความคิดสร้างสรรค์เกิดจาก ปัจจัยภายใน (knowledge, imagination, attitude) และปัจจัยภายนอก (resource, habitat, culture) ดังนี้

1. Knowledge เราต้องมีความรู้ในด้านนั้นๆก่อนค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญมากๆในการเข้าถึงแหล่งความรู้ก็คือการฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต (observation) นอกจากความรู้ที่ได้จากตำรา หรือจากประสบการณ์แล้ว เราก็อาจจะได้ความรู้จากการสังเกตผู้บริโภค หรือสังเกตสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกัน แล้วเราอาจรับรู้อะไรบางอย่างที่คนอื่นมองข้ามไปได้

2. Imagination จินตนาการเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราสร้างไอเดียใหม่ๆได้ตลอดเวลา บางครั้งมันอยู่ที่การมองในมุมมองที่แตกต่าง คิดนอกกรอบ การฝึกตั้งคำถามเพื่อนำไปสู้ผลลัพท์ที่หลากหลายโดยไม่จำกัดอยู่ที่คำตอบใดคำตอบนึง การรวมสิ่งที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เพื่อให้เกิดผลลัพท์ใหม่ เช่น กระดาษกับสบู่ กลายเป็น กระดาษที่นำไปใช้แทนสบู่ได้ เป็นต้น

3. Attitude ถ้าเราเชื่อว่าเราสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ นั่นก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ ในทางกลับกัน ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้ แล้วก็หมกมุ่นอยู่กับความล้มเหลว ก็อย่าหวังที่จะคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆเลยค่ะ เพราะคุณอาจมองที่ปัญหา ไม่ได้มองว่าปัญหาคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

4. Resource นอกเหนือจากความคิดที่คุณมีแล้ว ทรัพยากรต่างๆ เช่น คนที่มีความรู้เฉพาะทาง เงินทุน อุปกรณ์เครื่องมือ สถานที่ ฯลฯ ก็มีความสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนไอเดียนั้นให้ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ความรู้และทรัพยากรต่างๆ จะสนับสนุนซึ่งกันและกัน ยิ่งมีความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก เราก็จะรู้จักคนในวงการนั้นๆมาก ในทางกลับกัน ถ้าเราอยู่ท่ามกลางทรัพยากรนั้นๆมาก เราก็จะมีความรู้ด้านนั้นมากกว่าคนอื่นนั่นเอง

5. Habitat สิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ในการทำงาน คนที่ร่วมงานด้วย เจ้านาย กฎเกณฑ์ของสถานที่ทำงาน ล้วนมีความสำคัญต่อการจำกัดหรือปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ในตัวคุณ การมีสถานที่ทำงานที่โล่งสบาย มีเฟอร์นิเจอร์หรือวัสดุตกแต่งที่มีสีสัน ไม่น่าเบื่อ มีเพื่อนร่วมงานและเจ้านายที่เปิดใจ ทำงานด้วยกันเป็นทีม มีกฎเกณฑ์บริษัทที่ยืดหยุ่นและสนับสนุนความคิดนอกกรอบ เหล่านี้ จะส่งผลให้คนในองค์กรมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นค่ะ

6. Culture สังคมและวัฒนธรรมมีผลต่อความคิดและทัศนคติของคุณ ทัศนคติของคนอเมริกันกับคนไทยย่อมต่างกัน เพราะเราถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน ดังนั้นการอยู่ในสังคมที่ยืดหยุ่น เปิดเผย สนับสนุนความคิดต่าง และการกล้าตัดสินใจ ย่อมมีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ในตัวบุคคลนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

ชอบตอนที่ผู้เขียนบรรยายเรื่อง พื้นที่ในการทำงาน/เรียน (space) และ space ที่เราต้องเจอตั้งแต่เด็กจนโต ตอนเด็กๆ เรามักจะอยู่ในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยสีสัน ของเล่นที่มีประโยชน์ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการและความคิดสร้างสรรค์ แต่พอโตขึ้น เรากลับต้องอยู่ในพื้นที่ที่ลดความคิดสร้างสรรค์ลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในชั้นมัธยมหรือมหาวิทยาลัย นักศึกษาก็จบออกมาแบบไร้จินตนาการ เช่นเดียวกับสถานที่ทำงาน ที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เน้นการออกแบบเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์แต่อย่างใด ดังนั้นพนักงานก็จะไร้ความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถคิดไอเดียใหม่ๆที่อาจช่วยพัฒนาบริษัทได้ อ่านแล้วมันย้อนนึกถึงสังคมไทยเลยค่ะ เป็นอย่างนี้เปี๊ยบ

วิธีที่จะทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ บรรยายอยู่ในหนังสือเล่มนี้อีกเยอะเลยค่ะ ตั้งแต่การจัดโต๊ะทำงาน การออกแบบสถานที่ การใช้สี การใช้เกมส์เพื่อกระตุ้นfeedback ฯลฯ อาจดูเป็นทฤษฎีน่าเบื่อแบบหาอ่านได้ทั่วไปตามร้านหนังสือ แต่ผู้เขียนยกตัวอย่างมากมายให้เราเข้าใจง่าย ส่วนนึงก็มาจากการทดลองกับนักศึกษาของเธอเองค่ะ ลึกๆก็อยากเข้าไปนั่งเรียนด้วยจัง แต่ก่อนที่จะคิดไปไกล ขอจัดโต๊ะทำงานและสถานที่แวดล้อมก่อนค่ะ เผื่อจะมีความคิดสร้างสรรค์คิดไอเดียอะไรเจ๋งๆกับเค้าบ้าง 🙂

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s